SATC

                                                จาก อ.ส.ก.ท.สู่กกท.

       เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์มีคุณค่ายิ่งต่อคนรุ่นหลัง

       คำกล่าวอ้างข้างต้น เป็นสิ่งที่บ่งบอกได้ว่า ถ้าไม่มีประวัติศาสตร์ ปัจจุบันคงไม่เกิด

       สำหรับประวัติศาสตร์ของวงการกีฬาที่ผ่านมา ได้รับการบันทึกเป็นตัวอักษร และผ่านการบอกเล่าจากความทรงจำของบุคคลที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์นั้น ๆ

       โดยเฉพาะเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในยุคนั้น เสมือนเป็นรอยต่อสำคัญที่ทำให้การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ยืนหยัดในฐานะหน่วยงานกีฬาสำคัญของชาติมาสจนถึงปัจจุบันนี้

       กกท.ถือกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไรนั้น ต้องย้อนกลับไปประมาณปี 2505-2506  ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาสำคัญของการเริ่มต้นในการจัดตั้งองค์การส่งเสริมกีฬาแห่งประเทศไทย หรืออ.ส.ก.ท.  ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นกกท.ในปัจจุบัน

       โดยในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ประเทศไทย ตื่นตัวครั้งสำคัญ เมื่อรับหน้าเสื่อในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 5 ในปีพ.ศ.2509 ตรงกับรัฐบาลสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร การเตรียมการดำเนินงานในช่วงนั้น ถือเป็นงานที่สำคัญที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือร่วมแรงเพื่อทำงานชิ้นนี้ให้สำเร็จลุล่วง

       การเตรียมการในขณะนั้น รัฐบาลจึงได้มอบหมายให้กรมพลศึกษา รับผิดชอบในการดำเนินงาน แต่กลับกลายเป็นว่า การเตรียมการเป็นเจ้าภาพกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเอเชียนั้นถือเป็นงานที่หนัก และงานจะต้องขับเคลื่อนไปข้างหน้า เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาติดขัดตามมา

       ในเรื่องนี้ นายปรีดา รอดโพธิ์ทอง อดีตอธิบดี กรมพลศึกษา และอดีตพนักงานอ.ส.ก.ท. พาย้อนไปสู่เหตุการณ์ในวันนั้นว่า “รัฐบาลสมัยนั้นเห็นว่า กีฬาเพื่อการแข่งขันเป็นสิ่งสำคัญ จะมอบหมายให้กรมพลศึกษารับผิดชอบเพียงหน่วยงานเดียว คงเป็นเรื่องลำบาก ผนวกกับในคราวนั้น หลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ กำลังเกษียณอายุราชการพอดี รัฐบาลสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร จึงได้จัดตั้งอ.ส.ก.ท.ขึ้นมา ในรูปของรัฐวิสาหกิจ เพื่อมีหน้าที่ในการส่งเสริมกีฬาระดับสูง กีฬาเพื่อการแข่งขัน ทั้งการแข่งขันกีฬาแหลมทอง (กีฬาซีเกมส์ในปัจจุบัน) กีฬาเอเชี่ยนเกมส์ และกีฬาโอลิมปิกเกมส์”

       มุมมองของผู้ใหญ่ในรัฐบาลสมัยนั้น ต้องการทำให้การเตรียมการเป็นเจ้าภาพกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ เป็นเกมการแข่งขันที่ต้องสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี การเพิ่มบุคลากรหรือหน่วยงาน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระจากกรมพลศึกษา เป็นหลักคิดที่ทุกฝ่ายเห็นชอบ และนำมาสู่การจัดตั้งอ.ส.ก.ท.ขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม

       ในขณะเดียวกัน นายวันจักร วรดิลก อดีตกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย หรือบอร์ดกกท. ได้เสริมข้อมูลที่มีค่ายิ่ง สำหรับการย้อนรอยไปสู่จุดเริ่มต้นของอ.ส.ก.ท.ว่า

       “ในตอนนั้น พลเอกประภาศ จารุเสถียร (ยศในขณะนั้น) เป็นประธานคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 5 ส่วนหลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ (เลขาธิการก.พ.) เป็นรองประธานจัดการแข่งขัน ขณะที่อาจารย์กอง วิสุทธารมณ์ อธิบดีกรมพลศึกษา เป็นเลขาธิการคณะกรรมการจัดการแข่งขัน”

       “หลวงสุขุมฯ ได้ใช้ทีมงานจากก.พ.บางส่วนเข้ามาช่วยในตอนเย็นหลังเลิกงาน จะมีการประชุมเรื่องการเตรียมงานเอเชี่ยนเกมส์ และงานส่วนใหญ่ตกอยู่ที่หลวงสุขุมฯ เพราะทางพลเอกประภาส เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่และภารกิจอื่น ๆ อีกมาก นาน ๆ จะมีการประชุมใหญ่สักหน”

       นายวันจักร เล่าต่อไปว่า ภายหลังหลวงสุขุมฯ เกษียณอายุราชการ เมื่อปี 2507 ทำให้เกิดปัญหาว่า จะทำงานเอเชี่ยนเกมส์กันได้อย่างไร คนทำงานก็ไม่มึ เงินก็ไม่มี ผมเข้ามาในฐานะกรรมการฝ่ายการเงิน ทำหน้าที่เป็นเลขานุการคระกรรมการการเงิน ได้ประสานงานตลอด ทำให้รู้เรื่องต่าง ๆ มากขึ้นว่า งานเอเชี่ยนเกมส์ ควรที่จะมีหน่วยงานหลักขึ้นมารองรับ

        เรื่องราวจากนั้น กลายเป็นที่มาของการตั้งอ.ส.ก.ท. เพื่อเป็นหน่วยงานดูแลและรองรับการเตรียมการเป็นเจ้าภาพกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 5 โดยตรง

       จากจุดนี้เอง จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกา จัดตั้ง “องค์การส่งเสริมกีฬาแห่งประเทศไทย” ขึ้นเมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ.2507 โดยมีหน้าที่ในการส่งเสริมกีฬาในระดับสูง กีฬาเพื่อการแข่งขัน คือ กีฬาแหลมทอง (หรือกีฬาซีเกมส์ในปัจจุบัน), กีฬาเอเชี่ยนเกมส์ และกีฬาโอลิมปิกเกมส์

       ส่วนในด้านการบริหารงาน คณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้งหลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ เป็นผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกีฬาแห่งประเทศไทย เป็นคนแรก ส่วนการบริหารงานของอ.ส.ก.ท. ภายใต้พระราชกฤษฎีกา จัดตั้งอ.ส.ก.ท. พ.ศ.2507 ในยุคแรก คณะรัฐมนตรี ได้แต่งตั้งคณะกรรมการ ประกอบด้วย พลเอกประภาส จารุเสถียร (ยศขณะนั้น) เป็นประธานกรรมการ โดยมีรองประธานกรรมการ และกรรมการอื่น ๆ ไม่เกิน 15 คน ในจำนวนนี้ประกอบด้วยผู้แทนกระทรวงการคลัง 1 คน และผู้แทนสำนักงบประมาณ 1 คน เป็นกรรมการ โดยคณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่และดำเนินกิจการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของอ.ส.ก.ท. โดยให้อยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี

       หลังจากอ.ส.ก.ท.ได้ถือกำเนิดขึ้นมา เป็นที่เรียบร้อย การวางนโยบายในการทำงาน จึงเป็นเรื่องที่สำคัญไม่ยิ่งหน่อยไปกว่ากัน

       โดยนโยบายที่ได้ตีกรอบเอาไว้สำหรับการดำเนินงาน มีทั้งหมด 3 หัวข้อ  ประกอบด้วย

1.ส่งเสริมกีฬาขั้นพื้นฐาน

       นโยบายในส่วนนี้ เป็นสิ่งที่อ.ส.ก.ท.ตระหนักมากที่สุด ในการส่งเสริมกีฬาให้กับเยาวชนและประชาชนทุกระดับ เพื่อให้ได้รับการเรียนรู้จากการเล่นกีฬาอย่างถูกวิธี และผลิตบุคลากรเพื่อทำหน้าที่ผู้ฝึกสอน เพื่อเป็นรากฐานในการกระตุ้นให้ประชาชนฃสนใจ และใส่ใจในการเล่นกีฬา

2.ส่งเสริมกีฬาเพื่อสุขภาพ

       หัวข้อนี้ เป็นเรื่องสำคัญที่อ.ส.ก.ท.ไม่ต้องการมองข้ามสุขภาพของประชาชน เพราะการเล่นกีฬา เปรียบเสมือนยาวิเศษช่วยให้ประชาชน ทุกเพศ ทุกวัย ป้องกันจากโรคภัยไข้เจ็บ และใช้เป็นยาบำบัด ฟื้นฟูสุขภาพ เพื่อสร้างสมรรถภาพให้ร่างกายแข็งแรง พร้อมปฏิบัติหน้าที่ ไม่เป็นภาระให้ใคร และจรรโลสังคม และประเทศชาติให้มีความเจริญยิ่งขึ้น

3.ส่งเสริมกีฬาเพื่อการแข่งขัน

        เป็นหัวข้อสำคัญของการส่งเสริมและปรับปรุงมาตรฐานนักกีฬา ให้มีขีดความสามารถทัดเทียมกับนานาชาติ โดยเฉพาะการจุดเริ่มต้นของการเป็นเจ้าภาพกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 5 ถือเป็นงานสำคัญงานแรก เป็นส่วนหนึ่งในนโยบายที่ต้องดำเนินงาน ทั้งในด้านการสนับสนุนการแข่งขัน และสนับสนุนให้นักกีฬามีความพร้อมลงแข่งขัน

       โดยในหัวข้อที่ 3 นั้น ยังแบ่งแยกย่อยในการสนับสนุนได้เป็น 2 ด้าน

ก.การสนับสนุนการกีฬาภายในประเทศ มีโครงการที่สำคัญดังนี้

                1.ให้การอุดหนุนคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย

                2.ให้การอุดหนุนคณะกรรมการกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย

                3.ให้การอุดหนุนสมาคมกีฬาต่าง ๆ รวม 25 สมาคม

                4.การจัดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ

                5.การแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ

                6.การแข่งขันอื่น ๆ

ข.การสนับสนุนกีฬาระหว่างประเทศ มีโครงการที่สำคัญ  ดังนี้

                1.ให้การอุดหนุนการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ เช่น กีฬาโอลิมปิกเกมส์ กีฬาเอเชี่ยนเกมส์ กีฬาซีเกมส์

                2.โครงการแลกเปลี่ยนกีฬาระหว่างประเทศ

       นโยบายดังกล่าวนั้น เปรียบเสมือนเข็มทิศ กำหนดทิศทางให้วงการกีฬาของประเทศไทย ในขณะนั้นได้ก้าวเดินไปสู่หนทางแห่งความสำเร็จในทุก ๆ ด้าน

       อย่างไรก็ตาม จากจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์กีฬาเมืองไทย กับการตั้งอ.ส.ก.ท.ขึ้นมาในช่วงแรกนั้น กลับกลายเป็นว่า เมื่อตั้งขึ้นมาแล้ว ประชาชนไม่รู้จักว่าอ.ส.ก.ท. ซึ่งในเรื่องนี้ นายไพบูลย์ วัชรพรรณ อดีตผู้ว่าการกกท. พาย้อนไปสู่บรรยากาศในเวลานั้นในหนังสือที่ระลึกครบรอบ 40 ปี 4 ทศวรรษ การกีฬาแห่งประเทศไทย ว่า “ไปถามใคร ก็นึกว่าเป็นกอง ๆ หนึ่งอยู่ในกรมพลศึกษา เพราะเมื่อก่อนนั้นการจัดการแข่งขัน ก็คือ กรมพลศึกษา ที่สำคัญการที่อ.ส.ก.ท. ช่วงแรก ตั้งอยู่ที่สระว่ายน้ำโอลิมปิค (สระว่ายน้ำวิสุธารมณ์ในปัจจุบัน) ด้วย ต้องบอกว่า การทำงานในช่วงแรก ค่อนข้างเหนื่อยเพราะต้องปรับทุกอย่าง โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์ที่ต้องสร้าง เพื่อให้คนรู้จักองค์กรของเรามากขึ้น”

        ภาพของการทำงานในช่วงแรก มีคนทำงานไม่กี่คน กับสถานที่ที่ทำงานค่อนข้างคับแคบในสระว่ายน้ำโอลิมปิค ในช่วงระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2507 ถึงวันที่ 9 มีนาคม 2511 กระตุ้นให้ผู้คนในยุคปัจจุบันเกิดความรู้สึกเห็นใจคนทำงานในเวลานั้น ต้องใช้ความอดทนในการทำงานเป็นที่ตั้ง อีกทั้ง ชื่อเสียงของอ.ส.ก.ท. ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ในสมัยนั้น จำเป็นต้องเร่งประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ประชาชนได้รู้ว่า อ.ส.ก.ท. คือหน่วยงานในการลงมือทำงาน ปลุกปั้นการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ให้พบกับความสำเร็จ

       แม้จะมีอุปสรรคการทำงาน ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่ต้องพบเจอในทุกเรื่องของการทำงาน แต่คนทำงานในเวลานั้น ต้องพบกับเรื่องสะเทือนใจ กับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อหลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ รองประธานคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 5 และผู้อำนวยการองค์การอ.ส.ก.ท. ได้ถึงแก่กรรมลงด้วยโรคหัวใจ

       อย่างไรก็ตาม การเตรียมการเป็นเจ้าภาพกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ยังต้องดำเนินต่อไป ภายหลังเสร็จสิ้นการแข่งขัน คณะรัฐมนตรี จึงได้แต่งตั้งนายกอง วิสุทธารมณ์ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการอ.ส.ก.ท. เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2509

       หลังจากเสร็จสิ้นการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 5 ประเทศไทยได้รับเสียงปรบมือจากมวลสมาชิกทั่วเอเชีย หลังจากจัดการแข่งขันได้อย่างดีเยี่ยม ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระพือชื่อเสียงของอ.ส.ก.ท. เริ่มเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป

       แต่ในเวลานั้น สถานที่ทำการของอ.ส.ก.ท. ยังตั้งอยู่ที่สระว่ายน้ำโอลิมปิค นายกอง วิสุทธารมณ์ ผู้อำนวยการอ.ส.ก.ท. เล็งเห็นว่า อ.ส.ก.ท.จะดำรงอยู่ และเจริญก้าวหน้าไม่ได้ หากไม่มีสถานที่ทำการเป็นของตัวเอง ดังนั้นจึงได้เสนอไปยัง พลเอกประภาส จารุเสถียร ประธานคณะกรรมการอ.ส.ก.ท. เพื่อเสนอไปยังรัฐมนตรี พิจารณาขอใช้เนื้อที่บริเวณสนามกีฬากิตติขจร (สนามกีฬาหัวหมาก ในปัจจุบัน) หรืออินดอร์สเตเดี้ยม เป็นที่ทำการของอ.ส.ก.ท.

       แรกเริ่มเดิมที สนามกีฬาแห่งนี้ มีเนื้อที่ประมาณ 195 ไร่ สภาพก่อนใช้เป็นสถานที่รองรับการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 5 เป็นพื้นที่โล่ง สภาพแวดล้อมเป็นป่าหญ้าคา ถนนหนทางเป็นถนนลาดยาง 1 ช่องทาง

       หลังจากได้รับการปรับปรุง เพื่อก่อสร้างอินดอร์สเตเดี้ยม, เวลโลโดรม, สระว่ายน้ำ, สนามยิงปืน และสนามยิงเป้าบิน เพื่อรองรับกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 5 ความเจริญก็ได้ไหลหลั่งมาตามเส้นทางที่มุ่งหน้าสู่สนามกีฬากิตติขจร

       แต่การปล่อยปละ ละเลยให้สนามแห่งนี้ ตั้งอยู่โดดเดี่ยว โดยมีมหาวิทยาลัยรามคำแหง และสน.หัวหมาก เป็นเพื่อนบ้าน ไม่ใช่วิสัยของการบริหารที่ดี ดังนั้นคณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้อ.ส.ก.ท.ดูแลรักษาและพัฒนาสนามกีฬาหัวหมาก ซึ่งมีเนื้อที่ทั้งหมด 270 ไร่ เมื่อเป็นเช่นนี้ อ.ส.ก.ท.จึงสบโอกาสได้ย้ายมาสถานที่ที่ทำการมาอยู่ที่อาคารอินดอร์สเตเดี้ยม ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2511 เป็นต้นมา

       นับเป็นการเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ที่อาศัยครั้งสำคัญ และเป็นสถานที่ดำเนินการมายาวนาน จนเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปในเวลานี้

       หลังจากใช้อาคารอินดอร์สเตเดี้ยม เป็นสถานที่ทำงานได้ระยะหนึ่ง ประเทศไทย ได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 6 ในปีพ.ศ.2513 สนามแข่งขันที่ผ่านการใช้งานในการแข่งขันครั้งที่ 5 ยังพร้อมใช้งาน เพียงแค่ปรับปรุงเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็สามารถรองรับการแข่งขันมหกรรมกีฬาของเอเชียได้อีกครั้ง โดยไม่มีการติดขัดแต่อย่างใด

       จนกระทั่งถึงปีพ.ศ.2521 ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 8 รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณ เพื่อทำการปรับปรุง ซ่อมแซมอาคารอินดอร์สเตเดี้ยม เพื่อให้รองรับการแข่งขัน ดังนั้น อ.ส.ก.ท.จึงได้ย้ายสถานที่ทำงานไปยังอาคารศูนย์ฝึกกีฬาในร่ม เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2519

        จากนั้นอีกเพียง 2 ปี อ.ส.ก.ท.ได้รับงบประมาณจากรัฐบาล ในปี 2520 เพื่อก่อสร้างสำนักงานใหม่ที่บริเวณหน้าสนามกีฬาหัวหมาก ซึ่งเป็นทำการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2521 และใช้งานเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

       จากการดำเนินงานของ อ.ส.ก.ท.ในยุคนั้น มีหน้าที่ในการส่งเสริมกีฬาไม่หยุดนิ่ง ทั้งในส่วนของการส่งเสริมกีฬาขั้นพื้นฐาน จนถึงการส่งเสริมกีฬาเพื่อการแข่งขัน จนกลายเป็นสัญลักษณ์ และสร้างความรับรู้ให้กับประชาชนในเวลานั้นได้เป็นอย่างดี

       นอกจาก อ.ส.ก.ท.มีสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพฯแล้ว ยังได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปประจำจังหวัดต่าง ๆ เพื่อช่วยในการส่งเสริมกีฬา ดูแลและรักษาสนามกีฬาในแต่ละจังหวัดให้มีความพร้อมใช้งานอยู่ตลอดเวลา

        เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี การดำเนินงานของอ.ส.ก.ท. ยังพัฒนา และส่งเสริมกีฬาไม่หยุดยั้ง ในขณะเดียวกัน อ.ส.ก.ท. เป็นเพียงหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกา ยังมีข้อจำกัดต่อการบริหารงานกีฬาของชาติเป็นส่วนรวม  โดยเฉพาะปัญหาด้านงบประมาณจากรัฐบาล ไม่เพียงพอต่อการขยายตัวของการกีฬาของชาติ ประกอบกับหลายฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่า การบริหารงานกีฬาของไทย ยังไม่มีแบบแผนที่ดี  ขาดประสิทธิภาพต่อการส่งเสริมอย่างแท้จริง

       นอกจากนี้ยังปรากฏว่า มีกลุ่มบุคคลนำกีฬาไปสร้างความไม่ดีไม่งาม กระทบต่อชื่อเสียงของประเทศ โดยไม่มีหน่วยงานใดเข้าไปควบคุมหรือสอดส่องเพื่อระงับแลป้องกันการกระทำดังกล่าวได้

       เมื่อรูปการเป็นเช่นนี้ คณะกรรมการอ.ส.ก.ท. พยายามปรับปรุงสถานภาพอ.ส.ก.ท. ให้มีอำนาจในการส่งเสริมกีฬาอย่างแท้จริง และเข้าไปกำกับเรื่องของกีฬาได้อย่างเต็มที่

       ดังนั้น นายไชยศิริ เรืองกาญจนเศรษฐ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้รับผิดชอบด้านการกีฬาในสมัยต่อมา ได้มีความเห็นว่า การแก้ไขปัญหาดังกล่าว จะต้องมีกฎหมายรองรับ จึงได้นำร่างพระราชบัญญัติการกีฬามาปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน และเพื่อเกื้อหนุนให้อ.ส.ก.ท.มีอำนาจหน้าที่ ในการส่งเสริมกีฬา และควบคุมการดำเนินกิจการกีฬาได้กว้างขวาง และมีประสิทธิภาพ

       ในที่สุดจึงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ.2528 โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 102 ตอนที่ 149 ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2528 เพื่อจัดตั้ง “การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.)” แทน “องค์การส่งเสริมกีฬาแห่งประเทศไทย”

       ในเรื่องนี้ นายวิวัฒน์ วิกรานตโนรส อดีตรองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย เป็นบุคคลที่มีส่วนร่วมในการแก้ไขกฎหมายเพื่อยกฐานะอ.ส.ก.ท.มาเป็นการกีฬาแห่งประเทศไทย ย้ำให้เห็นร่องรอยของประวัติศาสตร์ในเวลานั้นว่า 

       “การได้จับงานแก้ไขกฎหมายในช่วงนั้น นายไชยศิริ เรืองกาญจนเศรษฐ์ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกีฬา ท่านมีความต้องการผลักดันให้มีกฎหมายขึ้นมา เพื่อให้กกท.มีสถานะที่เข้มแข็งมากขึ้น เพราะ อ.ส.ก.ท. เป็นรัฐวิสาหกิจ ที่จัดตั้งโดยพระราชกฤษฎีกา การเป็นหน่วยงานของรัฐ แต่ไม่มีฐานะทางกฎหมาย คือ ไม่เป็นนิติบุคคล เมื่อเทียบกับสมาคมกีฬา ซึ่งมีการจัดตั้งโดยอาศัยกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยสมาคม มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย”

       “เมื่อเทียบกันแล้ว 2 หน่วยงาน มีความแตกต่างกันมาก แต่ตอนนั้นกีฬามีปัญหาอยู่ไม่น้อย เพราะในฐานะของ อ.ส.ก.ท.ท.ทางกฎหมาย ในเรื่องบทบาทหน้าที่ ไม่สามารถเข้าไปดูแลและกำกับเรื่องของกีฬาได้อย่างเต็มที่ ในเรื่องของ งบประมาณ และการทำงาน ทางรัฐมนตรีฯ เห็นว่า น่าจะมีกฎหมายยกระดับ อ.ส.ก.ท. ให้มีสถานะทางกฎหมาย และสามารถควบคุมในเรื่องการกีฬาได้”

       ในช่วงแรกของการร่าง พ.ร.บ.กีฬา มีความยุ่งยาก เนื่องจากต้องทำการยกร่างระเบียบที่ใช้อยู่เดิมในหลาย ๆ ส่วน  เปลี่ยนแปลงใหม่หมด โดยเรื่องนี้ นายวิวัฒน์ เล่าให้ฟังว่า 

       “ระเบียบต่าง ๆ ต้องแก้ไขใหม่หมด ทำใหม่หมด เพราะมีกฎหมายก้ำกึ่งกันระหว่างราชการกับรัฐวิสาหกิจ แต่เราได้รับความร่วมมือจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง ในการยกร่างสุดท้ายแล้ว มีระเบียบ มีข้อบังคับ มีอะไรที่ออกมาตามกฎหมายไม่น้อย ตอนนั้นมีอยู่ประมาณ 20 ฉบับ”

       อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลง นำไปสู่ความไม่พอใจของบุคคล บางกลุ่ม เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ ต้องการควบคุมองค์กรที่เป็นภาคเอกชน นั่นก็คือ สมาคมกีฬาต่าง ๆ คณะกรรมการกีฬาต่าง ๆ โดยผู้บริหารต้องมีคุณสมบัติไม่มีลักษณะต้องห้าม และคุณสมบัติเหมาะสมอย่างไร

       นายวิวัฒน์ ได้ยกตัวอย่างของเหตุการณ์ในยุคนั้นว่า “โดยเฉพาะมาตรา 57 ที่ว่าถึงการดำรงตำแหน่งของกรรมการ และการดำรงตำแหน่งของนายกสมาคมกีฬา  และมาตรา 59 กฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดไว้ว่า บุคคลที่เป็นกรรมการสมาคมกีฬาที่ได้รับอนุญาตจัดตั้งโดย กกท. จะเป็นได้ไม่เกิน 2 แห่ง และในจำนวน 2 แห่ง จะทำหน้าที่นายกสมาคมได้เพียงสมาคมเดียว เพราะบางคนที่อยู่หลายสมาคม จะทำให้เกิดการผูกขาด บางคนเป็นกรรมการอยู่ 10 สมาคม นอกจากจะผูกขาดแล้ว ยังไม่เกิดผลดีเรื่องของกิจกรรมกีฬา แทนที่จะได้คนที่มีศักยภาพมาเป็นกรรมการ แต่ต้องมาอยู่ในระบบกรรมการจัดตั้ง ซึ่งไม่เป็นประโยชน์เท่าที่ควร”

       “ขณะเดียวกันวาระการดำรงตำแหน่งก็โดนต่อต้าน เพราะบางคนนอกจากอยู่หลายสมาคมแล้ว ยังอยู่กันยาวนานเป็น 10 ปี เมื่อมีกฎหมายฉบับนี้ออกมาแล้ว เราก็ต้องยึดในเรื่องของหลักการทั่วไปของกฎหมายสมาคมกีฬา คือ วาระกรรมการ วาระหนึ่งอยู่ได้ 2 ปี และเป็นกรรมการได้ไม่เกิน 4 วาระ คือ 8 ปี”

       จากเหตุผลที่นายวิวัฒน์ได้อธิบาย แสดงให้เห็นถึงมุมมองของการตั้งกฎหมายกีฬา เพื่อต้องการยกระดับ และพัฒนาการบริหารสมาคมกีฬาให้เกิดประสิทธิภาพ จนกระทั่งกฎหมายฉบับนี้ได้ออกมาบังคับใช้ ส่งผลให้วงการกีฬาของประเทศไทย ได้รับอานิสงฆ์ในทางที่ดี มีความเจริญก้าวหน้าจนถึงปัจจุบัน

       นอกจากนั้น ผลพวงของการเปลี่ยนแปลงจากอ.ส.ก.ท. มาเป็นกกท. ยังได้ก่อให้เกิดความคล่องตัวในการทำงาน โดยเฉพาะในด้านงบประมาณ ซึ่งต้องนำมาใช้ในการผลักดันงานให้สำเร็จลุล่วง

       โดยในยุคที่ยังเป็นอ.ส.ก.ท. งบประมาณทั้งหมดจะได้รับจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ไม่มีงบกลางเหมือนในเวลานี้ โดยได้รับงบประมาณเพียงแค่ปีละ 5 ล้านบาท ภายหลังเปลี่ยนมาเป็นกกท. รัฐบาลเล็งเห็นความสำคัญของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่เกิดขึ้นใหม่ มีพ.ร.บ.กีฬา ยกร่างชัดเจนขณะเดียวกัน แผนกีฬายังได้รับบรรจุไว้ในแผนพัฒนากีฬาแห่งชาติ ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จึงได้รับงบประมาณจากงบกลางสูงถึงปีละ 1-2 พันล้านบาท นับเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ที่ส่งผลให้กกท. เป็นองค์กรที่เติบโตในทิศทางที่ดีขึ้น มีพนักงานเพิ่มมากขึ้น และสร้างประโยชน์ให้กับวงการกีฬาของชาติตลอดมา

       เป็นเวลากว่า 50 ปี จากจุดเริ่มต้นของการจัดตั้งอ.ส.ก.ท. จนมาเป็นกกท. ในปัจจุบัน หากเปรียบไปแล้วก็เข้าสู่ในวัยกลางคน ซึ่งผ่านการทำงาน และประสบการณ์ชีวิตหลากหลายรูปแบบ ส่งผลให้กกท. เป็นหน่วยงานด้านกีฬาของชาติที่สำคัญ เป็นหน่วยงานที่คนทั่วไปรู้จัก ให้ความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพของการทำงาน เฉกเช่นสโลแกนที่ว่า “คิดถึงกีฬา คิดถึงกกท.”

       และได้เปลี่ยนมาใช้  “การกีฬาแห่งประเทศไทย อยู่เคียงข้างทุกเส้นทางของนักกีฬาไทย”

                                                --------------------

                ทำเนียบผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกีฬาแห่งประเทศไทย

หลวงสุขุมนัยปรดิษฐ์                             29 ธันวาคม 2507 - 1 พฤษภาคม 2509

นายกอง วิสุทารมณ์                              17 พฤษภาคม 2509 - 3 พฤษภาคม 2515

นายวิลาศ บุนนาค                                25 พฤษภาคม 2515  -26 กรกฎาคม 2516

ม.ร.ว.แหลมฉาน หัสดินทร                       7 สิงหาคม 2516 – 30 กันยายน 2519

นายสมจิตร สิงหเสนี                             16 ตุลาคม 2519 – 19 ตุลาคม 2523

นายไพบูลย์ วัชรพรรณ                           4 พฤษภาคม 2524 – 16 ตุลาคม 2528

 

                                ทำเนียบผุ้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย

นายไพบูลย์ วัชรพรรณ                     17 ตุลาคม 2528 – 30 กรกฎาคม 2533

นายสมชาย ประเสริฐศิริพันธ์               1 สิงหาคม 2533 – 4 พฤศจิกายน 2539

นายศักดิ์ชาย ทัพสุวรรณ                    5 พฤศจิกายน 2539 – 30 กันยายน 2542

นายเจริญทัศน์ จินตนเสรี                    1 ตุลาคม 2542 – 30 กันยายน 2544

นายสันติภาพ เตชะวณิช                     1 พฤศจิกายน 2544 – 31 ตุลาคม 2548

นายเฉลิมชัย บุญรักษ์                         รักษาการผู้ว่าการ 1 พฤศจิกายน 2548 –

                                                     20 พฤศจิกายน 2549

นายกนกพันธุ์ จุลเกษม                    21 พฤศจิกายน 2549- 30 มิถุนายน 2557

นายมนตรี  ไชยพันธ์                           รักษาการผู้ว่าการ 1 กรกฎาคม 2557 –

                                                      30 เมษายน 2558

นายสกล  วรรณพงษ์                       1 พฤษภาคม 2558 - ปัจจุบัน

 

ประวัติของกีฬา

กกท.ถือกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไรนั้น ต้องย้อนกลับไปประมาณปี 2505-2506 ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาสำคัญของการเริ่มต้นในการจัดตั้งองค์การส่งเสริมกีฬาแห่งประเทศไทย