SATC

กติกากรีฑา

บทที่  5 กติกาเทคนิค
กติกาข้อ 100
ข้อกำหนดทั่วไป (
General)

            การแข่งขันระดับนานาชาติทั้งหมดตามที่นิยามไว้ในกติกาข้อ 1 จะต้องจัดการแข่งขัน ภายใต้กติกาของสหพันธ์กรีฑานานาชาติ (IAAF) และจะต้องปรากฏในประกาศ การโฆษณา โปรแกรม และเอกสารการพิมพ์ ทั้งหมด

หมายเหตุ    มีข้อเสนอว่าสมาชิกของสหพันธ์ให้ใช้กติกาของ IAAF
ไปใช้เพื่อดำเนินการแข่งขันกรีฑาของตนเอง

ตอนที่ 1 เจ้าหน้าที่ (Officials)
กติกาข้อ 110
เจ้าหน้าที่นานาชาติ (International Officials)

            การแข่งขันทั้งหมดที่จัดภายใต้กติกาข้อ 1 ข้อ(a) และ(b) ควรแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ในระดับนานาชาติดังต่อไปนี้
 
           a)  ผู้แทนดำเนินการแข่งขัน (Organizational Delegates)
 
           b)  ผู้แทนเทคนิค (Technical Delegates)
            c)  ผู้แทนทางการแพทย์ (Medical Delegates)
           
d)  ผู้แทนการควบคุมการใช้สารกระตุ้น (Doping Control Delegates)
           
e)  เจ้าหน้าที่เทคนิคนานาชาติ (International Technical Officials) 
                
เจ้าหน้าที่เทคนิคของพื้นที่ (Area Technical Officials)
           
f)  ผู้ตัดสินการแข่งขันเดินนานาชาติ (International Race Walking Judges) 
                ผู้ตัดสินการแข่งขันเดินของพื้นที่ (Area Race Walking Judges)
                ผู้ตัดสินการแข่งขันวิ่งข้ามทุ่งนานาชาติ
                ผู้ตัดสินการแข่งขันวิ่งบนถนน
                ผู้ตัดสินการแข่งขันวิ่งขึ้นภูเขา
            g) ผู้วัดระยะการแข่งขันเดินบนถนน (Road Race Measurer)
            h) ผู้ปล่อยตัวนานาชาติ (International Starter[s])

            i) ผู้ตัดสินภาพถ่ายเส้นชัยนานาชาติ (International Photo Finish Judge)
            j) คณะลูกขุนการอุทธรณ์ (Jury of Appeal)
            จำนวนเจ้าหน้าที่ที่แต่งตั้งสำหรับแต่ละฝ่ายจะต้องกำหนดตามที่ปรากฏในข้อบังคับ เทคนิคปัจจุบันของ IAAF หรือสมาคมของพื้นที่ (Area Association)
            การแข่งขันภายใต้กติกาข้อ (a) จะต้องปฏิบัติดังนี้
            การเลือกบุคคลภายใต้ข้อ (a),(b),(c),(d)และ(j) กระทำโดยสภาของสหพันธ์กรีฑานานาชาติ (IAAF Council)
            การเลือกบุคคลภายใต้ข้อ (e) กระทำโดยสภาของสหพันธ์กรีฑานานาชาติจากสมาชิกของคณะเจ้าหน้าที่เทคนิคนานาชาติของ IAAF (IAAF Panel of International Technical Officials) หรือวิ่งข้ามทุ่งนานาชาติ/วิ่งบนถนนและเจ้าหน้าที่วิ่งขึ้นภูเขา
            การเลือกบุคคลภายใต้ข้อ (f) กระทำโดยสภาของสหพันธ์กรีฑานานาชาติจากสมาชิกของคณะผู้ตัดสินการแข่งขันเดินนานาชาติของ IAAF (IAAF Panel of International Race Walking Judges)
            การเลือกบุคคลภายใต้ข้อ (g) กระทำโดยผู้แทนฝ่ายเทคนิคจากสมาชิกของคณะผู้วัดระยะการแข่งขันบนถนนนานาชาติของ IAAF/สมาคมเครื่องตวงวัดนานาชาติ (AIMS Panel of International Road Race Measurers)(คำว่า AIMS = Association of International Measurement System)
            การเลือกบุคคลภายใต้ข้อ (h) กระทำโดยผู้แทนฝ่ายเทคนิคจากสมาชิกของคณะผู้ปล่อยตัวนานาชาติของ IAAF (IAAF Panel of International Starters)
            การเลือกบุคคลภายใต้ข้อ (i) กระทำโดยผู้แทนฝ่ายเทคนิคจากสมาชิกของคณะผู้ตัดสินภาพถ่ายเส้นชัยนานาชาติของ IAAF (IAAF Panel of International Photo Finish Judges)
            สภาของ IAAF ต้องเห็นชอบเกณฑ์ของการเลือก คุณสมบัติและหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวข้างต้น สมาคมสมาชิกของ IAAF อาจจะให้ข้อเสนอแนะบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเพื่อการคัดเลือก
            ในการแข่งขันที่จัดภายใต้กติกาข้อ 1 ข้อ (b) บุคคลเหล่านี้จะถูกเลือกโดยสมาคมของพื้นที่ ที่เกี่ยวข้องในกรณีของเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคลงพื้นที่ และผู้ตัดสินการแข่งขันเดินของพื้นที่ การเลือกกระทำโดยสมาคมของพื้นที่ ที่เกี่ยวข้องจากบัญชีรายชื่อของตนเอง ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคของพื้นที่และผู้ตัดสินการแข่งขันเดินของพื้นที่
            สำหรับการแข่งขันที่จัดภายใต้กติกาข้อ 1 ข้อ (a) และ (f) IAAF อาจจะแต่งตั้งกรรมการฝ่ายโฆษณา (Advertising Commissioner)
            สำหรับการแข่งขันที่จัดภายใต้กติกาข้อ 1 ข้อ (b) (d) และ (g) การแต่งตั้งบุคคลต่างๆ ดังกล่าวกระทำโดยสมาคมของพื้นที่ ที่เกี่ยวข้อง ส่วนการแข่งขันที่จัดภายใต้กติกาข้อ 1 ข้อ(c) กระทำการแต่งตั้งโดยหน่วยคนที่เกี่ยวข้อง และสำหรับจัดการแข่งขันที่จัดภายใต้กติกาข้อ 1 ข้อ(e) และ (h) กระทำการแต่งตั้งโดยสมาคมสมาชิกของ IAAF ที่เกี่ยวข้อง

หมายเหตุ          เจ้าหน้าที่นานาชาติควรแต่งกายด้วยชุดหรือติดตราประจำตำแหน่งที่แตกต่าง จากคนอื่นๆ อย่างชัดเจน

กติกาข้อ 111

ผู้ดำเนินการแข่งขัน

(Organizational Delegate)

            ผู้แทนฝ่ายดำเนินการแข่งขันจะต้องติดต่อประสานงานอย่างใกล้ชิดกับคณะกรรมการจัดการแข่งขัน (Organizing Committee) ตลอดเวลาและรายงานอย่างสม่ำเสมอต่อสภาของ IAAF และยังต้องดำเนินการเท่าที่จำเป็นในสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับหน้าที่และความรับผิดชอบด้านการเงินของสมาคมสมาชิกที่จัดการแข่งขัน และคณะกรรมการจัดการแข่งขัน ผู้แทนดังกล่าวจะต้องร่วมมือกับผู้แทนเทคนิค

 กติกาข้อ 112

ผู้แทนเทคนิค

(Technical Delegate)

            ผู้แทนเทคนิคประสานงานกับคณะกรรมการจัดการแข่งขัน ซึ่งตนจะต้องให้ความช่วยเหลือที่จำเป็นทั้งหมดแก่คณะกรรมดังกล่าวโดยรับผิดชอบให้แน่ใจว่าการจัดเตรียมด้านเทคนิคทั้งหมดถูกต้อง สมบูรณ์ตรงตามที่กำหนดไว้ในกติกาของ IAAF และคู่มือเครื่องอำนวยความสะดวกของลู่และลานของ IAAF (IAAF Technical Rules & IAAF Track and Field Facilities Manual)

            ผู้แทนเทคนิคจะต้องยื่นข้อเสนอแผนงานต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงในสิ่งต่อไปนี้คือ ตารางการแข่งขันประเภทต่าง ๆ มาตรฐานการเข้าแข่งขันและอุปกรณ์ที่จะใช้แข่งขัน และจะต้องกำหนดมาตรฐานการคัดเลือกสำหรับประเภทลาน รวมทั้งข้อกำหนดเบื้องต้นที่จะจัดพวก (Heats) และรอบคัดเลือก (Qualifying Rounds) สำหรับประเภทลู่

            ผู้แทนทางเทคนิคจะต้องให้แน่ใจว่าได้จัดแจกข้อบังคับเทคนิคแก่สมาชิกที่เข้าแข่งขันทุกสมาคมล่วงหน้าเป็นเวลานานพอสมควรก่อนการแข่งขัน

            ผู้แทนเทคนิครับผิดชอบสำหรับการจัดเตรียมทางเทคนิคทั้งหมดที่จำเป็นสำหรับการจัดการแข่งขันกรีฑาประเภทต่าง ๆ

ยังจะต้องควบคุมการเข้าแข่งขันและมีสิทธิ์ปฏิเสธการเข้าแข่งขันด้วยเหตุผลทางเทคนิค หรือตามกติกาข้อ 146.1 (เหตุผลการปฏิเสธอื่น ๆ ที่มิใช่ทางเทคนิค ซึ่งจะต้องมีผลมาจากการใช้กติกาของ IAAF หรือของสภาพื้นที่ที่เหมาะสม)

นอกจากนั้นยังต้องจัดพวกและรอบคัดเลือก และกลุ่มสำหรับการแข่งขันประเภทรวม (Combined Competitions)

ผู้แทนเทคนิคยังต้องส่งรายงานเป็นลายลักษณ์อักษรตามที่เหมาะสมเกี่ยวกับการเตรียมการแข่งขัน และยังต้องร่วมมือกับผู้แทนดำเนินการแข่งขันอีกด้วย

ในการแข่งขันภายในกติกาข้อ 1 ข้อ (a) , (b) , (c) ผู้แทนเทคนิคจะต้องเป็นประธานในการประชุมฝ่ายเทคนิค และสรุปหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคอีกด้วย

กติกาข้อ 113

ผู้แทนทางการแพทย์

(Medical Delegate)

            ผู้แทนฝ่ายแพทย์ต้องมีอำนาจสูงสุดในเรื่องการแพทย์ทั้งหมด บุคคลนี้จะต้องให้แน่ใจว่ามีเครื่องอำนวยความสะดวกเพียงพอสำหรับการตรวจทางการแพทย์ (Medical Examination) การดูแลรักษาและการพยาบาลฉุกเฉิน โดยจัดให้พร้อม ณ สนามแข่งขัน และนอกจากนั้นยังต้องจัดให้มีผู้แทนทางการแพทย์อยู่พร้อมให้การดูแล ณ ห้องพักของนักกรีฑา

            ผู้แทนทางการแพทย์ยังต้องมีอำนาจในการจัดตรวจเพศของนักกรีฑาคนใดคนหนึ่ง ถ้าเห็นว่าควรกระทำ

กติกาข้อ 114

ผู้แทนการควบคุมสารต้องห้าม

(Doping Control Delegate)

            ผู้แทนควบคุมสารต้องห้ามจะต้องติดต่อประสานงานกับคณะกรรมการจัดการแข่งขัน เพื่อให้แน่ใจว่าได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสม เพื่อการควบคุมสารกระตุ้น บุคคลนี้จะต้องรับผิดชอบในเรื่องต่าง ๆ ทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมสารกระตุ้น

กติกาข้อที่ 115

เจ้าหน้าที่เทคนิคนานาชาติ

(International Technical Officials = ITO)

            ผู้แทนเทคนิคจะต้องแต่งตั้งหัวหน้าเจ้าหน้าที่เทคนิคนานาชาติหนึ่งคน จากเจ้าหน้าที่เทคนิคนานานชาติที่ได้รับการแต่งตั้งมา ถ้ายังไม่มีผู้ใดได้รับการแต่งตั้งมาก่อนแล้ว เมื่อใดที่พร้อมหัวหน้า ITO ดังกล่าวจะต้องจัดให้เจ้าหน้าที่ ITO อย่างน้อยหนึ่งคนไปประจำทุก ๆ ประเภทการแข่งขันในโปรแกรม เจ้าหน้าที่ ITO จะต้องให้การสนับสนุนที่จำเป็นทั้งหมดแก่ผู้ชี้ขาด (Referee) ของประเภทการแข่งขั้นนั้น ๆ

           เจ้าหน้าที่ ITO จะต้องอยู่ประจำตลอดเวลาเมื่อประเภทการแข่งขั้นที่ตนได้รับมอบหมายกำลังแข่งขัน บุคคลเหล่านี้จะต้องให้แน่ใจว่าการดำเนินการแข่งขันได้ปฏิบัติตามกติกาทางเทคนิคของ IAAF และระเบียบทางเทคนิคของ IAAF และการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องใด ๆ ที่ได้กระทำไว้แล้วโดยผู้แทนฝ่ายเทคนิคอย่างถูกต้องสมบูรณ์

           ถ้าเกิดปัญหาหรือต้นสังกัดสังเกตเห็นสิ่งใด ๆ ที่ตนคิดว่าจะต้องให้ข้อเสนอแนะ ก็ควรดำเนินการทันทีเพื่อให้คำแนะนำว่าควรทำอย่างไร ถ้าหากไม่ยอมรับข้อเสนอแนะและเห็นว่าไม่มีการละเมิดอย่างชัดเจนในกติกาทางเทคนิคของ IAAF ระเบียบทางเทคนิคของ IAAF หรือการตัดสินใจที่ได้กระทำไว้แล้วโดยผู้แทนฝ่ายเทคนิค เจ้าหน้าที่ ITO จะต้องเป็นผู้ตัดสินใจ ถ้ายังไม่สามารถแก้ไขสิ่งนั้นได้ก็ต้องนำไปให้ผู้แทนฝ่ายเทคนิคของ IAAF ตัดสินใจ

           ในขณะเสร็จสิ้นการแข่งขันประเภทลาน เจ้าหน้าที่ ITO จะต้องเซ็นชื่อในใบแจ้งผลการแข่งขัน

หมายเหตุ        (1.) ในการแข่งขันที่จัดภายในข้อ 1 ข้อ (b) และ (d) แนวปฏิบัติ บังคับดังกล่าวจะต้องใช้กับการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่เทคนิคของพื้นที่ด้วย

                      (2.) ในกรณีไม่มีผู้ชี้ขาด (เช่น ไม่ปฏิบัติหน้าที่) เจ้าหน้าที่ ITO จะต้องปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับหัวหน้าผู้ตัดสินที่เกี่ยวข้อง

กติกาข้อที่ 116

ผู้ตัดสินการแข่งขันเดินนานาชาติ

(International Race Walking Judges)

            คณะกรรมการของ IAAF สำหรับการแข่งขันเดิน จะต้องจัดตั้งคณะผู้ตัดสินการแข่งขันนานาชาติ โดยใช้เกณฑ์ที่เห็นชอบโดยสภา IAAF

            ผู้ตัดสินการแข่งเดินที่ได้รับการแต่งตั้งสำหรับการแข่งขันทั้งหมด ที่จัดภายใต้ กติกาข้อ 1 (a) จะต้องเป็นสมาชิกของคณะผู้ตัดสินการแข่งขันเดินนานาชาติ

หมายเหตุ          ผู้ตัดสินการแข่งขันเดินที่แต่งตั้งสำหรับการแข่งขันภายใต้กติกาข้อ 1 ข้อ (b) ถึงข้อ (d) จะต้องเป็นสมาชิกของคณะผู้ตัดสินการแข่งขันเดินนานาชาติ หรือเป็นสมาชิกของคณะผู้ตัดสินการแข่งขันเดินของทวีป

กติกาข้อ 117

ผู้วัดระยะการแข่งขันบนถนน

(International Road Course Measurer)

           ในการแข่งขันที่จัดภายใต้กติกาข้อ 1 ข้อ (a) ถึงข้อ (h) จะต้องแต่งตั้งผู้วัดระยะการแข่งขันบนถนนนานาชาติ เพื่อตรวจสอบเส้นทางที่จะใช้สำหรับประเภทต่าง ๆ ที่จะแข่งขันบนถนนตลอดเส้นทาง หรือที่จะแข่งขันเป็นบางส่วนนอกสนามแข่ง (คือมีบางส่วนใช้แข่งขันภายนอกสนามแข่งขันปกติ ซึ่งเป็นสนามแข่งขันที่มีลู่วิ่ง)

           ผู้วัดระยะเส้นทาง (Course Measurer) ที่ได้รับการแต่งตั้งจะต้องเป็นสมาชิกของ คณะผู้วัดระยะเส้นทางการแข่งขันบนถนนนานาชาติของ IAAF / AIMS ( AIMS Panel of International Road Course Measurer Grade “A” or “B”)

          จะต้องวัดระยะเส้นทางล่วงหน้าเป็นเวลาพอสมควรก่อนการแข่งขัน

          ผู้วัดระยะจะตรวจและรับรองเส้นทาง ถ้าเห็นว่าเส้นทางถูกต้องตรงกับกติกาการแข่งขันบนถนนของ IAAF (IAAF Rules for Road Races กติกาข้อ 240.3 และกติกาที่เกี่ยวข้อง)

          ผู้วัดระยะจะต้องร่วมมือกับคณะกรรมการจัดการแข่งขันในการเตรียมเส้นทางการแข่งขัน และเป็นสักขีพยานในการดำเนินการแข่งขัน เพื่อให้แน่ใจว่าเส้นทางที่นักกรีฑาวิ่งนั้น เป็นเส้นทางเดียวกันที่ได้วัดระยะทางได้และรับรองไว้ บุคคลผู้นี้จะต้องจัดทำใบประกาศรับรองที่เหมาะสมแก่ผู้แทนฝ่ายเทคนิค

กติกาข้อ 118

ผู้ปล่อยตัวนานาชาติ และผู้ตัดสินภาพถ่านเส้นชัยนานาชาติ

(International Starter and International Photo Finish Judge)

            ในการแข่งขันทั้งหมดที่จัดภายใต้กติกาข้อ 1 ข้อ (a) และข้อ (b) ที่แข่งขันภายในสนามแข่งขัน (= สนามปกติที่มีลู่วิ่ง) การแต่งตั้งผู้ปล่อยตัวนานาชาติและผู้ตัดสินภาพถ่ายเส้นชัยนานาชาติ ตามลำดับจะต้องกระทำโดย IAAF หรือโดยสมาคมของพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง ผู้ปล่อยตัวนานาชาติจะต้องปล่อยตัวนักกรีฑาสำหรับการแข่งขัน (และปฏิบัติหน้าที่อื่นด้วย) ที่มอบหมายแก่ตนโดยผู้แทนเทคนิค ผู้ตัดสินภาพถ่ายเส้นชัยนานาชาติจะต้องควบคุมดูแลหน้าที่ของการตัดสินด้วยภาพถ่ายทั้งหมด

คณะลูกขุนของการอุทธรณ์

(Jury of Appeal)

            ในการแข่งขันทั้งหมดที่จัดภายใต้กติกาข้อ 1 ข้อ (a), (b) และข้อ (c) จะต้องแต่งตั้งคณะลูกขุนของการอุทธรณ์ซึ่งปกติจะประกอบด้วย 3 คน 5 คน หรือ 7 คน ซึ่งหนึ่งในสมาชิกของคณะนี้จะเป็นประธานและอีกคนเป็นเลขานุการ ถ้าในกรณีที่เห็นว่า สมควร ก็อาจให้บุคคลอื่น ที่ไม่ใช่สมาชิกของคณะลูกขุนเป็นเลขานุการแทนได้

            นอกจากนั้น ควรแต่งตั้งคณะลูกขุนเช่นเดียวกันสำหรับการแข่งขันอื่น ๆ เมื่อผู้จัดการแข่งขันเห็นว่าเหมาะสม หรือจำเป็นในผลที่พึงมีต่อการจัดการแข่งขันได้ถูกต้อง เหมาะสม

            หน้าที่ของคณะลูกขุน ได้แก่การจัดการเกี่ยวกับการอุทธรณ์ทั้งหมด ภายใต้กติกาข้อ 146 และเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ใด ๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างการแข่งขันและนำสู่คณะของตนเพื่อพิจารณาตัดสิน การตัดสินของคณะลูกขุนนี้จะต้องถือเป็นสิ้นสุด อย่างไรก็ตาม คณะลูกขุนจะนำมาพิจารณาใหม่ ถ้ามีการนำเสนอข้อสรุปของหลักฐานใหม่โดยมีข้อแม้ว่ายังสามารถใช้การตัดสินใหม่ได้ (น่าจะอยู่ในการกำหนดเวลาของการอุทธรณ์ใหม่)

            ภายหลังการตัดสินที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อต่าง ๆ ที่ไม่มีในกติกาของคณะลูกขุนจะต้องรายงานผลต่อเลขาธิการของIAAF ด้วย

กติกาข้อ 120

เจ้าหน้าที่ของการแข่งขัน

(Officials of the Competition)

            คณะกรรมการจัดการแข่งขันจะต้องแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของการแข่งขันตามกติกาของ สมาคมประเทศสมาชิก ซึ่งการแข่งขันจัดขึ้นในประเทศของตน และในกรณีของการจัดการแข่งขันภายใต้กติกาข้อ 1 ข้อ (a), (b) และ (c) ตามกติกาและกระบวนการขององค์กรนานาชาติที่เหมาะสมอีกด้วย

            บัญชีต่อไปนี้เป็นเจ้าหน้าที่ ซึ่งเห็นว่าจำเป็นสำหรับการแข่งขันระดับนานาชาติที่สำคัญๆ อย่างไรก็ตามคณะกรรมการจัดการแข่งขันอาจเปลี่ยนแปลงบัญชีดังกล่าวตามความเหมาะสมของสภาพท้องถิ่น

1.      เจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดการ (Management Officials)

ผู้อำนวยการแข่งขัน (Director)                                                   = 1 คน

ผู้จัดการแข่งขัน ( Manager)                                                      = 1 คน

ผู้จัดการเทคนิค                                                                       = 1 คน

ผู้จัดการฝ่ายลำดับประเภทแข่งขัน (Event Presentation Manager)     = 1 คน

2.      เจ้าหน้าที่ของการแข่งขัน

2.1 ผู้ชี้ขาดลู่                                                                        = 1 คน (หรือมากกว่า)

2.2 ผู้ชี้ขาดลาน                                                                     = 1 คน (หรือมากกว่า)

2.3 ผู้ชี้ขาดประเภทรวม (Combinedevents)                                 = 1 คน (หรือมากกว่า)

2.4 ผู้ชี้ขาดประเภทที่แข่งขันภายนอกสนามแข่งขัน                         = 1 คน (หรือมากกว่า)

2.5 ผู้ชี้ขาดเรียกตัวนักกีฬา (Call Room)                                      = 1 คน

2.6 หัวหน้าผู้ตัดสินลู่                                                                = 1 คน

และจำนวนผู้ตัดสินที่เพียงพอ

2.7 หัวหน้าผู้ตัดสินประเภทลาน                                                  = 1 คน

และผู้ตัดสินแต่ละประเภทลานในจำนวนที่เพียงพอ

2.8 หัวหน้าผู้ตัดสินประเภทเดินในลู่                                            = 1 คน

และผู้ตัดสินการแข่งขันเดินในลู่                                                 = 5 คน

2.9 หัวหน้าผู้ตัดสินการแข่งขันเดินบนถนน                                   = 1 คน

และผู้ตัดสินการแข่งขันเดินบนถนน                                            = 8 คน

2.10 เจ้าหน้าที่อื่น ๆ เท่าที่จำเป็นของประเภทการแข่งขันเดินบนถนน รวมทั้งผู้บันทึก ผู้ติดบอร์ดประกาศ เป็นต้น

 

2.11 หัวหน้าผู้ช่วยผู้ตัดสิน                                                = 1 คน

และผู้ช่วยผู้ตัดสินในจำนวนที่เพียงพอ

2.12 หัวหน้าผู้จับเวลา (Timekrrper)                                   = 1 คน

และผู้จับเวลาในจำนวนที่เพียงพอ

2.13 ผู้ประสานงานการปล่อยตัว (Start Coordinator)            = 1 คน

ผู้ปล่อยตัว (Starters) และผู้เรียกตัวนักกีฬากลับ (Recaller) ในจำนวนที่เพียงพอ

2.14 ผู้ช่วยผู้ปล่อยตัว (Starter’s Assistant)                           = 1 คน (หรือมากกว่า)

2.15 หัวหน้าผู้บันทึกรอบ (Lab Recorder)                              = 1 คน

และผู้บันทึกรอบในจำนวนที่เพียงพอ

2.16 เลขานุการของการแข่งขัน                                             = 1 คน

และผู้ช่วยเลขานุการในจำนวนที่เพียงพอ

 

2.17 หัวหน้าสารวัตรสนาม (Marshal)                                 = 1 คน

และสารวัตรสนามในจำนวนที่เพียงพอ

2.18 ผู้ควบคุมเครื่องวัดกระแสลม (Wind Gauge Opentor)     = 1 คน (หรือมากกว่า)

2.19 หัวหน้าผู้ตัดสินภาพถ่ายเส้นชัย                                   = 1 คน

และผู้ช่วยผู้ตัดสินภาพถ่ายเส้นชัยในจำนวนที่เพียงพอ

2.20 ผู้ตัดสินวัดระยะ (ด้วยเครื่องอิเล็กทรอนิกส์)                  = 1 คน (หรือมากกว่า)

2.21 หัวหน้าผู้ตัดสินเรียกตัวนักกีฬา                                   = 1 คน

และผู้ตัดสินเรียกตัวนักกีฬาในจำนวนที่เพียงพอ

 

3.      เจ้าหน้าที่เพิ่มเติม

3.1 ผู้ประกาศ (Announcer)                                               = 1 คน (หรือมากกว่า)

3.2 นักสถิติ (Statistisan)                                                  = 1 คน (หรือมากกว่า)

3.3 กรรมการฝ่ายโฆษณา                                                  = 1 คน

3.4 ช่างสำรวจทำรังวัด (Official Surveyor)                           = 1 คน

3.5 นายแพทย์                                                                = 1 คน (หรือมากกว่า)

3.6 พนักงานต้อนรับ (Steward) สำหรับนักกีฬา

เจ้าหน้าที่ และผู้สื่อข่าว                                                      = ตามที่จำเป็น

ผู้ชี้ขาดและหัวหน้าผู้ตัดสินควรแต่งกายหรือติดตราประจำตัวที่เห็นได้แตกต่างเด่นชัด

ถ้าเห็นว่าจำเป็น ควรแต่งตั้งผู้ช่วยด้านต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม ควรระมัดระวังในการมีพื้นที่ที่ปลอดจากเจ้าหน้าที่มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ (ไม่ควรมีเจ้าหน้าที่มากเกินไปจนพลุกพล่าน) 

เมื่อมีการแข่งขันประเภทหญิง ควรจะมีแพทย์หญิงประจำอยู่ด้วย

กติกาข้อ 121

ผู้อำนวยการแข่งขัน

(Competition Director)

            ผู้อำนวยการแข่งขันต้องวางแผนในการจัดทางเทคนิคของการแข่งขัน โดยร่วมมือกับผู้แทนเทคนิคตามความเหมาะสม เพื่อให้แน่ใจว่าแผนนี้ประสบผลสำเร็จและแก้ไขปัญหาทางเทคนิคใดๆ ร่วมกับผู้แทนฝ่ายเทคนิคอีกด้วย

            ผู้อำนวยการแข่งขันจะต้องจัดการเกี่ยวกับการพบปะกันระหว่างผู้เข้าร่วมการแข่งขัน และจะต้องติดต่อกับเจ้าหน้าที่ทุกคนผ่านทางระบบสื่อสาร (= ให้ใช้ระบบสื่อสาร)

กติกาข้อ 122

ผู้จัดการแข่งขัน

(Meeting Manager)

            ผู้จัดการแข่งขันนี้จะต้องรับผิดชอบการดำเนินการของการแข่งขันที่ถูกต้องตามกระบวนการของขั้นตอน จะต้องตรวจสอบว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนได้รายงานตัวเพื่อปฏิบัติหน้าที่ แต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนเมื่อจำเป็น และมีอำนาจปลดเจ้าหน้าที่คนใดก็ตามออกจากหน้าที่เมื่อไม่ปฏิบัติตามกติกา ร่วมมือกับสารวัตรสนาม เพื่อกำหนดหลักการว่าต้องอนุญาตให้เฉพาะบุคคลที่มีอำนาจในหน้าที่เท่านั้น อยู่ในศูนย์กลางของสนามแข่งขันได้

 

หมายเหตุ          สำหรับการแข่งขันที่กินเวลานานกว่า 4 ชั่วโมงหรือนานกว่า 1วัน

                        ข้อเสนอแนะ ผู้จัดการแข่งขันควรมีผู้ช่วยจัดการแข่งขันตามความเหมาะสม

กติกาข้อ 123

ผู้จัดการเทคนิค

(Technical manager)

            ผู้จัดการเทคนิคต้องรับผิดชอบและแน่ใจว่า ลู่วิ่ง ทางวิ่ง วงกลม เส้นโค้ง เส้นเซ็คเตอร์ (Sector) กำหนดเขตบ่อทราย (พื้นที่การลงสู่พื้น) ของประเภทลาน รวมทั้งอุปกรณ์และเครื่องมือทั้งหมดตรงตามข้อกำหนดของกติกา IAAF

กติกาข้อ 124

ผู้จัดการจัดลำดับประเภทการแข่งขัน

(Event Presentation Manager)

            ผู้จัดการลำดับประเภทการแข่งขันจะต้องวางแผนร่วมกันกับผู้อำนวยการแข่งขันในการจัดลำดับประเภทการแข่งขันสำหรับการแข่งขันครั้งนั้นๆ โดยประสานงานกับผู้แทนดำเนินการแข่งขันและฝ่ายเทคนิค ทุกที่และทุกฝ่ายเท่าที่อำนวยประโยชน์ จะต้องให้แน่ใจว่าแผนงานที่วางไว้ประสบผลสำเร็จ พร้อมกับแก้ปัญหาใดๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมกับผู้อำนวยการของ การแข่งขันและผู้แทนที่เกี่ยวข้อง จะต้องดำเนินการเกี่ยวกับการประสานงานกันระหว่างสมาชิกของฝ่ายจัดลำดับประเภทการแข่งขัน โดยใช้ระบบสื่อสารเพื่อติดต่อแต่ละบุคคล

กติกาข้อ 125

ผู้ชี้ขาด

(Referrs)

1.     ให้แต่งตั้งผู้ชี้ขาดแยกออกต่างหากสำหรับผู้ชี้ขาดเรียกตัวสำหรับประเภทลู่ สำหรับประเภทลาน สำหรับประเภทรวม และสำหรับการแข่งขันวิ่งและเดินแข่งขันสำหรับภายนอกสนามแข่งขัน

ผู้ขี้ขาดสำหรับประเภทลู่และสำหรับประเภทที่แข่งขันภายนอกสนามแข่งขัน จะต้องไม่มีอำนาจเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ภายในความรับผิดชอบของหัวหน้าผู้ตัดสินการแข่งขันเดิน

2.     ผู้ชี้ขาดต้องให้แน่ใจว่ากติกา (และข้อบังคับเทคนิคที่นำไปใช้) ได้ถูกปฏิบัติตาม และเป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องใดๆ ซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างการแข่งขัน (รวมทั้งฝ่ายเรียกตัวนักกีฬา) และสิ่งที่ไม่ได้ครอบคลุมไว้ในกติกาต่างๆ เหล่านี้ (หรือข้อบังคับเทคนิคอื่นใดที่นำไปใช้)

ผู้ชี้ขาดลู่และผู้ชี้ขาดของประเภทที่แข่งขันภายนอกสนามแข่งขัน ตามลำดับ จะมีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องลำดับที่ของการแข่งขันเฉพาะ เมื่อผู้ตัดสินที่ขัดแย้งกันในการจัดตำแหน่งการแข่งขันนั้น ไม่สามารถตัดสินใจได้เท่านั้น

ผู้ชี้ขาดลู่มีอำนาจในการตัดสินใจข้อเท็จจริงใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยตัว ถ้าบุคคลนี้ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของผู้ปล่อยตัว เว้นแต่ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการออกตัวผิดกติกา (False Start) ที่ตรวจจับโดยเครื่องควบคุมการปล่อยตัวผิดกติกาที่รับรองโดย IAAF (IAAF Approved False Apparatus) เว้นแต่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตามที่ผู้ชี้ขาดเห็นว่าข้อมูลที่แสดงโดยอุปกรณ์ดังกล่าวผิดพลาดอย่างชัดเจน (ผลที่แสดงไม่ถูกต้องแม่นยำ)

ผู้ชี้ขาดต้องไม่แสดงตนเสมือนผู้ตัดสิน หรือผู้ช่วยผู้ตัดสิน

3.    ผู้ชี้ขาดตามหน้าที่ จะต้องตรวจสอบผลการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศทั้งหมด (Final Results) จะต้องดำเนินการเกี่ยวกับหัวข้อที่ขัดแย้งใด ๆ และเมื่อไม่มีผู้ตัดสินวัดระยะ (ใช้เครื่องอิเล็กทรอนิกส์) จะต้องควบคุมดูแลการวัดระยะของการทำสถิติด้วย (Measurements of Record Performances)

เมื่อจบการแข่งขันแต่ละประเภท ต้องบันทึกผลการแข่งขันลงในใบบันทึกการแข่งขันทันที เซ็นชื่อโดยผู้ชี้ขาด ผู้เหมาะสมและมอบต่อให้เลขานุการของการแข่งขัน

4.    ผู้ชี้ขาดตามหน้าที่ จะต้องชี้ขาดเกี่ยวกับการประท้วงหรือการคัดค้านใดๆ ที่เกี่ยวกับการดำเนินการแข่งขันรวมทั้งเรื่องอื่นใดที่เกิดขึ้นภายในฝ่ายเรียกตัวนักกีฬา

5.    บุคคลผู้นี้ต้องมีอำนาจเตือน (Warn) หรือให้ออกจากการแข่งขัน (Exclude) สำหรับนักกีฬาคนใดที่มีความผิดเพราะประพฤติตนไม่เหมาะสม อาจแจ้งการเตือนต่อนักกีฬาโดยแสดงใบเหลือง (Yellow Card) และการให้ออกจากการแข่งขันโดยแสดงใบแดง (Red Card) การเตือนและการให้ออกจากการแข่งขันต้องลงบันทึกในใบแจ้งผลการแข่งขัน

6. ผู้ชี้ขาดอาจจะตัดสินใจเกี่ยวกับการประท้วง โดยระงับการมอบเหรียญรางวัล จนกว่าให้ผู้ตัดสินอุทธรณ์ได้พิจารณาตัดสินก่อน

7.    ถ้าผู้ชี้ขาดตามหน้าที่ เห็นว่าได้มีสถานการณ์ในระหว่างการแข่งขันประเภทใดประเภทหนึ่ง ที่แสดงให้เห็นว่าจำเป็นว่าต้องให้ความยุติธรรมในการแข่งขันประเภทนั้นๆ หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของการแข่งขันนั้นควรจะแข่งขันใหม่แล้ว มีอำนาจที่จะประกาศให้การแข่งขันครั้งนั้นไม่มีผล (Void) (ยกเลิกผลการแข่งขันครั้งนั้น) และจะต้องทำการแข่งขันใหม่อีกครั้ง โดยแข่งขั้นภายในวันเดียวกันหรือในโอกาสใหม่ ตามที่ผู้ชี้ขาดตัดสินใจ

8.    ผู้ชี้ขาดประเภทรวม จะต้องมีอำนาจในการควบคุมการดำเนินการประเภทรวม บุคคลผู้นี้ยังต้องมีอำนาจหน้าที่ควบคุมการดำเนินการแข่งแต่ละประเภท ที่ใช้แข่งขันในประเภทรวมอีกด้วย

 9. ผู้ชี้ขาดประเภทถนนสามารถตักเตือนหรือลงโทษให้นักกีฬาออกจากการแข่งขันได้ (กติกาข้อ 144 หรือ 240.8)

10 การแข่งขันที่มีคนพิการจะไม่มีการยินยอมให้สิทธิพิเศษในการแข่งขัน ถ้ามีข้อสงสัยหรือตัดสินใจไม่ได้ ให้ผู้ตัดสินอุทธรณ์หรือพิจารณา

หมายเหตุ    ไม่อนุญาตให้มีไกด์ วิ่งกับนักกีฬาในประเภทกลุ่มความบกพร่องทางการมองเห็น

กติกาข้อ126

ผู้ตัดสิน

(Judges)

บททั่วไป

1.  หัวหน้าผู้ตัดสินประเภทลู่ และหัวหน้าผู้ตัดสิน สำหรับแต่ละประเภทลาน จะต้องประสานงานกับหน้าที่ของผู้ตัดสินแต่ละประเภทที่เกี่ยวข้องนั้นๆ ถ้าหากการกำหนดหน้าที่ที่รับผิดชอบยังไม่ได้จัดแบ่งหน้าที่ของผู้ตัดสิน หัวหน้าผู้ตัดสินจะต้องจัดแบ่งหน้าที่แก่ผู้ตัดสินต่างๆ เหล่านั้น

ประเภทลู่ และประเภทแข่งขันบนถนน

2.    ผู้ตัดสินทั้งหมดจะต้องปฏิบัติหน้าที่จางด้านข้างฝั่งเดียวกันของลู่ หรือเส้นทางของการแข่งขัน บุคคลเหล่านี้ต้องตัดสินลำดับของนักกรีฑาเมื่อเข้าเว้นชัย และในกรณีใดๆ ก็ตามที่พวกตนไม่อาจจะตัดสินใจได้ จะต้องนำเรื่องนั้นๆ เสนอต่อผู้ชี้ขาดเพื่อตัดสินใจ

หมายเหตุ          ควรจัดให้ผู้ตัดสินอยู่ห่างจากเส้นชัยอย่างน้อย 5 เมตร และเป็นแนวเดียวกันกับเส้นชัยและควรจัดให้ประจำในที่นั่งบนพื้นยกสูง

ประเภทลาน

3.  ผู้ตัดสินจะต้องบันทึกสถิติของการประลองในแต่ละครั้ง และวัดระยะทางที่ทำให้ถูกต้องในแต่ละครั้งที่ประลองของนักกรีฑาประเภทลานทั้งหมด

ในการกระโดดสูงและกระโดดน้ำ ควรทำการวัดระยะอย่างแม่นยำ เมื่อเลื่อนไม้พาดขึ้นเพื่อเพิ่มความสูง โดยเฉพาะเมื่อพยายามทำสถิติ อย่างน้อยควรมีผู้ตัดสิน 2 คน บันทึกสถิติของการประลอง ตรวจสอบผลการบันทึกของตนเมื่อจบแต่ละรอบ

ผู้ตัดสินตามหน้าที่ จะต้องบอกการประลองว่าถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง โดยธงสีขาว หรือสีแดง ตามผลที่ทำได้นั้นๆ

 

กติกาข้อ 127

ผู้ช่วยผู้ชี้ขาด (ประเภทการวิ่งและการเดินแข่งขัน)
[Umpires(Running and Race Walking Events)]

 

            1. ผู้ช่วยผู้ชี้ขาด จะไม่มีอำนาจในการตัดสินใจขั้นสุดท้าย
            2. ผู้ชี้ขาดต้องจัดให้ผู้ช่วยผู้ช่วยผู้ชี้ขาด ประจำในตำแหน่งที่จะสามารถสังเกตการณ์แข่งขันอย่างใกล้ชิด และในกรณีการละเลยหรือทำผิดกติกา (นอกจากกติกาข้อ230.1) โดยนักกรีฑา หรือบุคคลอื่น ผู้ช่วยผู้ชี้ขาดจะต้องทำรายงานเหตุการณ์นั้นเป็นลายลักษณ์อักษรต่อผู้ชี้ขาด ทันที(ในกรณีที่มีกล้องเป็นผู้ช่วยการตัดสิน แนวทางการปฏิบัติ ผู้ช่วยผู้ชี้ขาดลู่ ควรอยู่ด้านนอกของลู่ ยกเว้นวิ่งผลัดและวิ่งข้ามรั้ว 400ม. ด้านนอกของลู่ แต่ถ้าไม่มีกล้องช่วยการตัดสิน ผู้ช่วยผู้ชี้ขาดลู่ควรอยู่ทั้งด้านนอกและด้านในของลู่วิ่ง เพื่อการเห็นอย่างใกล้ชิด ชัดเจนกว่า)
            3. ควรสื่อสารกับผู้ชี้ขาดที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องในกรณีใดๆ ของการละเมิดกติกาดังกล่าว โดยยกธงสีเหลืองหรือใช้วิธีการอื่นใดที่เชื่อถือได้ ซึ่งรับรองโดยผู้แทนเทคนิค
            4. จะต้องแต่งตั้งผู้ช่วยผู้ชี้ขาดเป็นจำนวนที่เพียงพอเพื่อควบคุมดูแลเขตการรับคทา
(Take-over zone) ในประเภทวิ่งผลัด

หมายเหตุ           เมื่อผู้ช่วยผู้ชี้ขาดสังเกตเห็นว่านักกรีฑากำลังวิ่งในช่องวิ่งที่แตกต่างช่องวิ่งของเขา หรือ
การเปลี่ยน-รับคทากระทำนอกพื้นที่การรับคทา ก็ควรทำเครื่องหมายบนช่องวิ่งทันทีด้วยวัสดุที่เหมาะสม ณ ตำแหน่งที่ได้มีการทำผิดกติกา

กติกาข้อ 128

ผู้จับเวลา และผู้ตัดสินภาพถ่ายเส้นชัย
(
Timekeepers and Photo Finish Judges)

            1.ในกรณีจับเวลาด้วยการใช้มือกดปุ่มนาฬิกา จะต้องแต่งตั้งผู้จับเวลาเป็นจำนวนเพียงพอ สำหรับจำนวนนักกรีฑาที่เข้าแข่งขันจะต้องมอบหมายให้ผู้จับเวลา 1 คน จากจำนวนนั้นเป็นหัวหน้าผู้จับเวลา หัวหน้าผู้จับเวลาจะต้องจัดแบ่งงานในหน้าที่ให้แก่ผู้จับเวลาคนอื่นๆ ผู้จับเวลาเหล่านี้ จะต้องปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้จับเวลาสนับสนุนรองรับ เมื่อมีการใช้อุปกรณ์จับเวลาอัตโนมัติเต็มรูปแบบในการตัดสินการเข้าเส้นชัย
            2.ผู้จับเวลาจะต้องปฏิบัติตนตามกติกาข้อ 165
            3.เมื่อมีการใช้อุปกรณ์การจับเวลาอัตโนมัติเต็มรูปแบบ จะต้องแต่งตั้งหัวหน้าผู้จับเวลาการตัดสินภาพถ่ายเส้นชัย 1 คน และผู้ช่วยผู้จับเวลาการตัดสินภาพถ่ายอีกอย่างน้อย 2 คน

           4. เมื่อมีการใช้อุปกรณ์จับเวลาถ่ายโอน (TRANSPONDER TIMING SYSTEM) จะต้องแต่งตั้งหัวหน้า 1 คน และผู้ช่วยอีกตามสมควร

กติกาข้อ 129

ผู้ประสานงานการปล่อยตัว ผู้ปล่อยตัว และผู้เรียกตัวนักกรีฑากลับ
(
Start Coordinator, Starter and Recallers)

            1. ผู้ประสานงานการปล่อยตัวมีหน้าที่ดังต่อไปนี้
                        (a) จัดแบ่งงานในหน้าที่แก่ผู้ตัดสินในคณะการปล่อยตัว ในกรณีการแข่งขันที่จัดภายใต้ข้อ 1 ข้อ (a)     และข้อ (b) การพิจารณาว่าจะให้การแข่งขันประเภทใดรับผิดชอบ โดยผู้ปล่อยตัวนานาชาตินั้น เป็นหน้าที่ในความรับผิดชอบของผู้แทนเทคนิค
                        (b) ควบคุมดูแลการปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ของสมาชิกในคณะให้บรรลุผลเต็มที่
                        (c) แจ้งผู้ปล่อยตัวหลังจากได้รับคำสั่งที่เกี่ยวข้องจากผู้อำนวยการแข่งขันว่า ทุกอย่างพร้อมที่จะเริ่มกระบวนการของการปล่อยตัว (ตัวอย่างเช่น ผู้จับเวลา ผู้ตัดสิน และถ้าเป็นไปได้ควรจะตรวจสอบความพร้อมของหัวหน้าผู้ตัดสินภาพถ่ายเส้นชัย และผู้ควบคุมเครื่องวัดกระแสลมด้วย)
                        (d) ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้เชื่อมโยงระหว่างคณะเทคนิคของบริษัทอุปกรณ์การจับเวลาและผู้ตัดสิน
                        (e) เก็บรวบรวมเอกสารทั้งหมดที่ใช้ในระหว่างกระบวนการปล่อยตัว รวมทั้งเอกสารทั้งหมดที่แสดงเวลาปฏิกิริยา(Reaction Time) และ / หรือเส้นกราฟแสดงภาพของการออกตัวผิดกติกา(False Start Waveform Images) ถ้ามี
                        (f) ให้แน่ใจว่าได้ปฏิบัติตามที่กำหนดไว้ในกติกาข้อ 130.5 อย่างสมบูรณ์
            2. ผู้ปล่อยตัวจะต้องมีอำนาจเต็มที่ในการควบคุมนักกีฬากรีฑาเมื่อเข้าประจำที่แล้ว เมื่อใช้อุปกรณ์ควบคุมการออกตัวผิดกติกาผู้ปล่อยตัวและ/หรือ ผู้เรียกตัวนักกรีฑากลับที่ประจำตำแหน่ง จะต้องสวมหูฟังเพื่อให้ได้ยินสัญญาณเสียงที่ดังจากการกระทำความผิดอย่างชัดเจน ในกรณีของการออกตัวผิดกติกา (ดูกติกาข้อ 161.2)
            3. ผู้ปล่อยตัวจะต้องอยู่ในตำแหน่งที่ตนสามารถมองเห็นอย่างชัดเจน และครอบคลุมในการควบคุมนักกรีฑาทุกคนในระหว่างกระบวนการปล่อยตัว ข้อเสนอแนะ โดยเฉพาะเมื่อปล่อยตัวในลักษณะเยื้องกัน (ไม่อยู่ในแนวเดียวกัน) ว่าควรติดตั้งลำโพงสำหรับแต่ละช่องวิ่งเพื่อถ่ายทอดคำสั่งการปล่อยตัวไปยังนักกรีฑา

หมายเหตุ          ผู้ปล่อยตัวจะต้องอยู่ในตำแหน่งที่ภาพรวมของนักกีฬากรีฑาทั้งหมดอยู่ภายในกรอบของ    การมองเห็น สำหรับการปล่อยตัวของการวิ่งระยะสั้นจำเป็นที่ผู้ปล่อยตัวอยู่ในตำแหน่งที่ตนแน่ใจว่านักกรีฑาทุกคนนิ่งแล้ว ในตำแหน่ง “เข้าที่” ก่อนที่จะยิงปืนปล่อยตัวหรืออุปกรณ์การปล่อยตัวที่ได้รับรองแล้วนั้น ถูกเปิดเครื่องพร้อมแล้ว เมื่อไม่ได้ใช้ลำโพงในการปล่อยตัวในลักษณะเยื้องกัน ผู้ปล่อยตัวจะต้องอยู่ในตำแหน่งที่ระยะห่างระหว่างตนกับนักกรีฑาแต่ละคนใกล้เคียงกัน แต่ถ้าผู้ปล่อยตัวไม่สามารถประจำ ณ ที่ดังกล่าวจะต้องติดตั้งปืนปล่อยตัวหรืออุปกรณ์ที่ได้รับรองแล้วนั้น ณ ตำแหน่งดังกล่าวและจุดชนวนด้วยกระแสไฟฟ้า

             4.จะต้องจัดให้มีผู้เรียกตัวนักกรีฑากลับ 1 คน หรือมากกว่านั้น เพื่อช่วยผู้ปล่อยตัว

หมายเหตุ          สำหรับประเภทวิ่ง 200 เมตร 400 เมตร วิ่งข้ามรั้ว 400 เมตร วิ่งผลัด 4 x100 เมตร
                        4 x 200 เมตร 4 x 400 เมตร จะต้องมีผู้เรียกนักกรีฑากลับอย่างน้อย 2 คน

            5.ผู้เรียกตัวนักกรีฑากลับแต่ละคนจะต้องอยู่ในตำแหน่งที่สามารถมองเห็นนักกรีฑาแต่ละคนที่ตนได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบ
            6.การเตือนและการตัดสิทธิ์จากการแข่งขันภายใต้กติกาข้อ 162.7 และข้อ 162.8 จะกระทำโดยผู้ปล่อยตัวเท่านั้น
            7.ผู้ประสานงานการปล่อยตัวจะต้องมอบหมายหน้าที่และตำแหน่งการยืนเฉพาะบุคคล ให้แก่ผู้เรียกตัวนักกรีฑากลับ ผู้ซึ่งมีหน้าที่ในการเรียกตัวการแข่งขันกลับมาใหม่ ถ้าพบการทำผิดกติกาใดๆ ภายหลังการปล่อยตัวที่ถูกเรียกลับหรือถูกยกเลิก (Recalled or aborted start) ผูเรียกตัวนักกรีฑากลับจะต้องรายงานสิ่งที่ตนพบต่อผู้ปล่อยตัว ผู้ซึ่งเป็น ผู้ตัดสินใจว่าจะแจ้งการเตือนหรือไม่ และต่อใคร (ดูกติกาข้อ161.2 และข้อ 162.8 ด้วย)
            8.เพื่อช่วยในการแข่งขัน ที่ปล่อยตัวของการวิ่งระยะสั้นควรใช้อุปกรณ์ควบคุมการออกตัวผิดกติกาที่รับรองโดย IAAF ตามที่ได้อธิบายไว้ในกติกาข้อ 161.2

กติกาข้อ 130

ผู้ช่วยผู้ปล่อยตัว (Starter’s Assistants)

                1.ผู้ช่วยผู้ปล่อยตัวจะต้องตรวจสอบว่านักกรีฑาแข่งขันในพวก(Heat) ที่ถูกต้อง และนักกรีฑาได้ติดหมายเลขประจำตัวถูกต้องด้วย (ไม่ผิดพวก หรือไม่ผิดประเภท)
            2.ผู้ช่วยผู้ปล่อยตัวจะต้องจัดให้นักกรีฑาเข้าประจำช่องวิ่ง โดยให้นักกรีฑาอยู่หลังเส้นปล่อยตัวประมาณ 3 เมตร (ในกรณีการปล่อยตัวเยื้องกันก็ให้อยู่หลังเส้นเริ่มของแต่ละคนในลักษณะเดียวกัน) เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนนี้แล้วก็ต้องให้สัญญาณผู้ปล่อยตัวว่าทุกอย่างพร้อมแล้ว เมื่อมีการสั่งให้ปล่อยตัวใหม่ ผู้ช่วยผู้ปล่อยตัวก็จัดให้นักกรีฑาเข้ายืนในลักษณะเดิมอีกครั้งหนึ่ง
            4.เมื่อผู้ปล่อยตัวสั่งให้นักกรีฑาเข้าที่แล้ว ผู้ช่วยผู้ปล่อยตัวต้องให้แน่ใจว่าได้ปฏิบัติตามกติกาข้อ 162.4 ทุกคน
            5.ในกรณีของการออกตัวผิดกติกา นักกรีฑาผู้ทำการออกตัวผิดกติกาจะต้องถูกให้ใบแดง-ดำ หรือออกจากการแข่งขัน ด้านหน้านักกีฬาคนนั้นทันที
            ในการแข่งขันประเภทรวม นักกรีฑาผู้กระทำการออกตัวผิดกติกาครั้งแรก จะต้องถูกเตือนด้วยการให้ใบเหลือง-ดำด้านหน้านักกีฬาคนนั้นและคนอื่นๆ
            นักกรีฑาคนใดกระทำการออกตัวผิดกติกาในครั้งต่อไป จะต้องถูกตัดสิทธิ์การแข่งขันและต้องให้ใบแดงหน้านักกรีฑาคนนั้น

กติกาข้อ 131

ผู้บันทึก (จำนวน) รอบ (lap Scorers)

                1. ผู้บันทึก(จำนวน) รอบ จะต้องเก็บบันทึกรอบสมบูรณ์ที่วิ่งได้ของนักกรีฑาทุกคนในการวิ่งแข่งขันที่ไกลกว่า 1,500 เมตร สำหรับการวิ่งแข่งขัน 5,000 เมตร และไกลกว่านั้น (5,000 เมตรขึ้นไป) และสำหรับประเภทการแข่งขันเดินจะต้องแต่งตั้งผู้บันทึกรอบที่ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้การควบคุมของผู้ชี้ขาดตามจำนวนที่ต้องการ พร้อมจัดใบบันทึกรอบให้ด้วย ซึ่งผู้บันทึกรอบจะต้องบันทึกเวลาของแต่ละรอบของนักกรีฑาแต่ละคนที่ตนรับผิดชอบ เมื่อใช้ระบบดังกล่าวนี้แล้ว จึงไม่ควรมีผู้บันทึกรอบคนในบันทึกนักกรีฑามากกว่า 4 คน (6 คนสำหรับประเภทการแข่งขันเดิน) แทนที่จะใช้การบันทึกรอบด้วยมือ (เขียนบันทึก) ก็อาจจะใช้ระบบการบันทึกด้วยคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจจะต้องใช้อุปกรณ์การส่งสัญญาณเพื่อป้อนข้อมูล(Transponder) โดยสะพายหรือสวมติดตัวนักกรีฑาแต่ละคน
            2. ผู้บันทึกรอบหนึ่งคนต้องรับผิดชอบในการดูแลป้ายแสดงจำนวนรอบที่เหลือที่แนวเส้นชัย จะต้องเปลี่ยนป้ายแสดงจำนวนรอบของแต่ละรอบเมื่อนักกรีฑาวิ่งนำหน้า ได้เข้าสู่แนวเส้นตรงของช่องวิ่งที่มาบรรจบกับเส้นชัย นอกจากนั้นจะต้องแสดงจำนวนรอบด้วยมือเมื่อเหมาะสม โดยแสดงต่อนักกรีฑาผู้ถูกแซงหรือกำลังจะถูกแซงจะต้องแจ้งรอบสุดท้ายต่อนักกรีฑาทุกคนด้วยการตีระฆัง

 กติกาข้อ 132

เลขานุการของการแข่งขัน(Competition Secretary)

                เลขานุการของการแข่งขัน จะต้องรวบรวมผลงานรวมทั้งหมดของการแข่งขันแต่ละประเภท ซึ่งรายละเอียดของผลการแข่งขันดังกล่าวพึงจัดให้โดยผู้ชี้ขาด หัวหน้าผู้จับเวลาหรือหัวหน้าผู้ตัดสินภาพถ่ายเส้นชัยและผู้ควบคุมเครื่องวัดกระแสลม เลขานุการนี้ต้องส่งรายละเอียดเหล่านี้ไปให้ผู้ประกาศเส้นชัยทันที บันทึกผลการแข่งขันและส่งใบแจ้งผลการแข่งขันไปยังผู้อำนวยการแข่งขัน
            ในกรณีใช้ระบบคอมพิวเตอร์บันทึกผลของการแข่งขันผู้บันทึกคอมพิวเตอร์ของสนามแข่งขันประเภทลานแต่ละแห่ง จะต้องให้แน่ใจว่าผลรวมทั้งหมดของแต่ละประเภทถูกบันทึกในระบบคอมพิวเตอร์จะต้องบันทึกผลของการแข่งขันประเภทลู่ภายใต้การควบคุมดูแลของหัวหน้าผู้ตัดสินภาพถ่ายเส้นชัย ผู้ประกาศและผู้อำนวยการแข่งขันจะทราบผลของการแข่งขันผ่านระบบคอมพิวเตอร์

กติกาข้อ 133

สารวัตรสนาม (Marshal)

            สารวัตรสนาม จะต้องควบคุมสนามแข่งขันและจะต้องไม่อนุญาตให้บุคคลใดเข้าไปในสนามที่ใช้แข่งขัน และอยู่ภายในสถานที่ดังกล่าว ยกเว้นเจ้าหน้าที่และนักกรีฑาที่ถูกเรียกเพื่อแข่งขันหรือผู้มีอำนาจหน้าที่คนอื่นๆ ที่มีบัตรประจำตัว (เครื่องหมาย) ที่ถูกต้อง

กติกาข้อ 134

ผู้ประกาศ(Announcer)

            ผู้ประกาศจะต้องแจ้งให้ผู้ชม (ประชาชน) ทราบชื่อและหมายเลขประจำตัวของนักกรีฑาที่เข้าแข่งขันในแต่ละประเภท และข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น รายละเอียดเกี่ยวกับ พวก ช่องวิ่ง หรือ สถานที่ที่จับสลากได้ และเวลาพักระหว่างประเภทการแข่งขัน นอกจากนั้น ควรประกาศผลของการแข่งขันของแต่ละประเภท (เช่น ตำแหน่งที่ได้ เวลาที่ทำได้ ความสูง และระยะทางที่ทำได้) ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ภายหลังได้รับผลข้อมูลของผลการแข่งขันดังกล่าว
             ในการแข่งขันที่จัดภายใต้กติกาข้อ 1 ข้อ (a) จะต้องแต่งตั้งผู้ประกาศภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศส โดย IAAF ในการทำงานร่วมกับผู้จัดการฝ่ายจัดลำดับการแข่งขัน และ / หรือผู้แทนเทคนิคผู้ประกาศ จากการแต่งตั้งดังกล่าว จะต้องรับผิดชอบในสิ่งต่างๆ ทั้งหมด ที่เกี่ยวกับพิธีการประกาศ

กติกาข้อ 135

เจ้าหน้าที่ช่างสำรวจรังวัด(Official Surveyor)

                ช่างสำรวจทำรังวัดจะต้องตรวจสอบความแม่นยำของเครื่องหมายและการติดตั้ง และจะต้องจัดมอบใบรับรองที่เหมาะสมให้แก่ผู้แทนเทคนิคก่อนการแข่งขัน จะต้องมีอำนาจเต็มที่ จะตรวจสอบแบบแปลนและผังของสนามแข่งขัน (Stadium Plans and Drawing) และรายงานล่าสุดของการตรวจวัดสิ่งต่างๆ เพื่อใช้ในการตรวจสอบรับรองครั้งนี้

กติกาข้อ 136

ผู้ควบคุมเครื่องวัดกระแสลม(Wind Gauge Operator)

            ผู้ควบคุมเครื่องวัดกระแสลมจะต้องแน่ใจว่าเครื่องมือได้ถูกติดตั้งตรงตามกติกาข้อ 163.9 (ประเภทลู่) และกติกาข้อ 184.5 (ประเภทลาน) จะต้องตรวจให้แน่นอนในความเร็ว (Velocity) ของลมในทิศทางของการวิ่งของแต่ละประเภทการแข่งขัน และจะต้องบันทึกและเซ็นชื่อผลที่ตรวจวัดได้ และต่อจากนั้นจะต้องรายงานผลดังกล่าวต่อเลขานุการของการแข่งขัน

กติกาข้อ 137

ผู้ตัดสินการวัดระยะทาง (ใช้เครื่องอิเล็กทรอนิกส์)
(Measurement Judge [Electronics])

            จะต้องแต่งตั้งผู้ตัดสินการวัดระยะทางเมื่อใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์วัดระยะทาง
            ก่อนเริ่มการแข่งขัน จะต้องพบกับคณะเจ้าหน้าที่ทางเทคนิคที่เกี่ยวข้อง (เจ้าหน้าที่เทคนิคของบริษัท)  และศึกษารายละเอียดของการใช้งานของเครื่องมือจนชำนาญ
            ก่อนการแข่งขันแต่ละประเภท ผู้ตัดสินการวัดระยะทางจะต้องควบคุมดูแลการติดตั้งอุปกรณ์วัดระยะทางชิ้นนี้ โดยปฏิบัติตามข้อกำหนดทางเทคนิคต่างๆ ที่อธิบายไว้โดยคณะเจ้าหน้าที่ทางเทคนิคของบริษัท เพื่อให้แน่ใจว่าอุปกรณ์ชิ้นนี้ทำงานได้ถูกต้อง ทั้งก่อนและหลังการแข่งขันประเภทใดประเภทหนึ่ง ผู้ตัดสินการวัดระยะทางจะต้องควบคุมดูแลแต่ละชุดเครื่องมือของการวัดระยะทาง โดยร่วมมือกับผู้ตัดสินและผู้ชี้ขาดเพื่อยืนยันความถูกต้องตรงกันของผลที่ได้ด้วยการใช้เทปวัดระยะทางเหล็กกล้าที่แสดงระยะทาง และได้รับการับรอง
            ในระหว่างการแข่งขันผู้ตัดสินคนนี้จะต้องอยู่ควบคุมภารกิจโดยรวมของการใช้อุปกรณ์ จะต้องรายงานต่อผู้ชี้ขาดประเภทลาน เพื่อให้รับรองว่าอุปกรณ์นี้แม่นยำ

กติกาข้อ 138

ผู้ตัดสินฝ่ายเรียกตัวนักกรีฑา

( Call Room Judges )

            หัวหน้าผู้ตัดสินฝ่ายเรียกตัวนักกรีฑาจะต้องควบคุมดูแลการเดินทางเปลี่ยนสถานที่ ระหว่างบริเวณการอบอุ่นร่างกายกับบริเวณการแข่งขัน เพื่อให้แน่ใจว่านักกรีฑา ซึ่งภายหลังได้ตรวจเช็คชื่อในฝ่ายเรียกตัวนักกรีฑาแล้วมาถึง และพร้อม ณ สถานที่แข่งขันเพื่อเริ่มต้นตามตารางการแข่งขันประเภทนั้นของตน

            ผู้ตัดสินฝ่ายเรียกตัวนักกรีฑาจะต้องให้แน่ใจว่า นักกรีฑาได้สวมชุดของชาติตน หรือของสโมสรของตนที่ยอมรับเป็นทางการโดยหน่วยงานบริหารของประเทศนั้นๆ ( ตัวอย่าง เช่น การกีฬาแห่งประเทศไทย ) รวมทั้งตรวจดูว่าได้ติดหมายเลขประจำตัวถูกต้อง และ ตรงกับลำดับการปล่อยตัว นอกจากนั้นยังตรวจดูว่ารองเท้าและจำนวนกับขนาดปุ่มรองเท้า เครื่องหมายการค้าที่ติดบนชุดตลอดจนกระเป๋าหิ้วของนักกีฬาที่ใส่อุปกรณ์การแข่งขันต่างๆ ตรงกับกติกาและกฎระเบียบของ IAAF และสุดท้ายต้องตรวจดูว่านักกรีฑาไม่ได้นำวัตถุอื่นใดที่ไม่ได้รับอนุญาตเข้าไปในบริเวณสนามแข่งขัน

            ผู้ตัดสินจะต้องแจ้งเรื่องใดๆ หรือสิ่งใดๆ ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ที่เกิดขึ้นในการแข่งขันต่อผู้ชี้ขาดฝ่ายเรียกตัวนักกรีฑา 

กติกาข้อ 139

กรรมการฝ่ายโฆษณา

( Advertising Commissioner )

            กรรมการฝ่ายโฆษณา ( ถ้าแต่งตั้งขึ้นให้ปฏิบัติหน้าที่ ) จะควบคุมดูและใช้กติกาและระเบียบข้อบังคับปัจจุบันของ IAAF และจะต้องพิจารณาเรื่องใดๆ หรือสิ่งใดๆ เกี่ยวกับการโฆษณาสินค้าที่แก้ไขไม่ได้ ซึ่งเกิดขึ้นในฝ่ายเรียกตัวนักกรีฑาร่วมกับผู้ชี้ขาดฝ่ายเรียกตัวนักกรีฑา

ตอนที่ 2 กติกาทั่วไปของการแข่งขัน

กติกาข้อที่ 140

เครื่องอำนวยความสะดวกของสนามกรีฑา

( The Athletics Facility )

            พื้นผิวของสนามใดๆ ที่แน่นเรียบเสมอกันตลอด ซึ่งตรงกับข้อกำหนดของ IAAF ในคู่มือเครื่องอำนวยความสะดวกของการแข่งขันประเภทลู่และลาน ก็อาจจะใช้ได้สำหรับการแข่งขันกรีฑาประเภทลู่และลาน ภายใต้กติกาข้อ ( a ) และการแข่งขันที่ควบคุมโดยตรงโดย IAAF อาจจะแข่งขันได้เฉพาะพื้นสนามที่เป็นใยสังเคราะห์โดย IAAF และยังมีใบรับรองปัจจุบันของ IAAF ระดับ 1 ( Class 1 )

            ขอเสนอแนะว่า เมื่อมีสนามที่กล่าวถึงไว้พร้อมแล้ว การแข่งขันภายใต้กติกาข้อ 1 ข้อ ( b ) ก็ควรจะแข่งขันบนพื้นสนามของเครื่องอำนวยความสะดวกดังกล่าวด้วย

            อย่างไรก็ตาม ใบรับรองชั้น 2 ( Class 2 Certificate ) ที่ใช้ยืนยันความแม่นยำของขนาดเครื่องอำนวยความสะดวกของการแข่งขันประเภทลู่และลาน ตามรูปแบบบังคับไว้ในระบบใบรับรองของ IAAF ( IAAF Certifalation System ) ยังจะต้องมาบังคับใช้สำหรับเครื่องอำนวยความสะดวกทั้งหมด ที่ตั้งใจจะใช้สำหรับการแข่งขันภายใต้กติกาข้อ 1 ข้อ ( a ) ถึงข้อ ( b )

หมายเหตุ          (1) คู่มือเครื่องอำนวยความสะดวกสำหรับการแข่งขันกรีฑาลู่และลานของ IAAF มี สำหรับสมาชิก ณ สำนักงานของ IAAF ซึ่งในเล่มมีรายละเอียดและคำนิยามศัพท์อย่างละเอียดของข้อกำหนด สำหรับการวางแปลนออกแบบและการก่อสร้างเครื่องอำนวยความสะดวก สำหรับการแข่งขันกรีฑาลู่และลาน รวมทั้งลายละเอียดเพิ่มเติมของแผนผังของการวัด เพื่อกำหนดขนาดต่างๆ และการทำเครื่องหมายของลู่ด้วย ( การตีเส้น )

หมายเหตุ          (2) รูปแบบมาตรฐานของคำขอใบรับรองเครื่องอำนวยความสะดวก ( Facility  Certofocatopm Report ) มีพร้อมสำหรับสมาชิก ณ สำนักงานของ IAAF หรืออาจจะเรียกจากคอมพิวเตอร์หรือดาวน์โหลด ( Download ) จากเครือข่ายของ IAAF ( Website )

หมายเหตุ          (3)  กติกานี้ไม่บังคับใช้กับประเภทวิ่งแข่งขันและเดินแข่งขัน ที่จัดแข่งขันตามเส้นทาง ของถนนหรือเส้นทางของการวิ่งข้ามทุ่ง ( Cross - Country ) วิ่งขึ้นเนินเขา (Mountian Course) ให้ดูกติกาข้อ 230.10, 240.2,240.3, 254.2,280.3, 250.4, 251.1

                       (4) สำหรับเครื่องอำนวยความสะดวกกรีฑาในร่ม ดูกติกาข้อ 211

กติกาข้อ 141

กลุ่มอายุ

( Age Groups )

            คำนิยามต่อไปนี้บังคับใช้กับกลุ่มอายุที่ IAAF รับรองคือ

1.       ยุวชน ชาย – หญิง ( Youth Boy & Girls )

          -          นักกรีฑาที่อายุ 16 ปี หรือ 17 ปี ในวันที่ 31 ธันวาคมของปีที่แข่งขัน

2.       เยาวชน ชาย – หญิง ( Junior Boy & Girls )

          -          นักกรีฑาที่อายุ 18 ปี หรือ 19 ปี ในวันที่ 31 ธันวาคมของปีที่แข่งขัน

3.       ประชาชนชาย – หญิง ( Master Men & Women )

          -          นักกรีฑาที่อายุครบ 35 ปี ของรอบวันเกิด ( Birthday )

หมายเหตุ          (1) รายละเอียดอื่นๆ ทั้งหมดเกี่ยวกับการแข่งขันระดับประชาชน ( Master ) ให้อ้างอิง คู่มือของ IAAF / WMA ซึ่งรับรองโดยสภาของ IAAF และ WMA

หมายเหตุ          (2) คุณสมบัติเพื่อสิทธิ์ในการแข่งขัน รวมทั้งอายุขั้นต่ำเพื่อเข้าร่วมในการแข่งขันของ  IAAF ขึ้นอยู่กับข้อระเบียบบังคับเทคนิคที่กำหนดไว้เฉพาะการแข่งขันนั้นๆ

กติกาข้อ 142

การเข้าแข่งขัน

( Entries )

            1. การแข่งขันภายใต้กติกาของ IAAF มีไว้เฉพาะนักกรีฑาที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้าแข่งขัน ( ดูบทที่ 2 )

            2. ไม่อนุญาตให้นักกรีฑาคนใดไปแข่งขันนอกประเทศของตนเว้นแต่คุณสมบัติสิทธิ์ของการเข้าแข่งขันของนักกรีฑาคนนั้นได้รับรองโดยสมาคมสมาชิกของเขา ซึ่งนักกรีฑาคนนั้นได้รับอนุญาตจากสมาคมสมาชิกดังกล่าวให้ไปแข่งขันได้ ในการแข่งขันระดับนานชาติทั้งหมด การรับรองคุณสมบัติของสิทธิ์การเข้าแข่งขันของนักกรีฑาที่กล่าวมานั้นจะต้องเป็นที่ยอมรับ ( ต้องยอมรับคำรับรองนั้น ) เว้นแต่ได้มีการยื่นการคัดค้าน สถานภาพของนักกรีฑาคนนั้นต่อผู้แทนเทคนิค ( ซึ่งจะมีผลตามกระบวนการฝ่ายเทคนิคจะดำเนินการต่อไป ) ( ดูกติกาข้อ 146.1 ด้วย )

การเข้าแข่งขันต่อเนื่อง

            3. ถ้านักกรีฑาคนใดคนหนึ่งถูกส่งเข้าแข่งขันทั้งในประเภทลู่และลาน หรือมากกว่าสองชนิดของประเภทลาน ซึ่งมีการแข่งขันต่อเนื่องกัน ผู้ชี้ขาดผู้ซึ่งรับผิดชอบอาจจะอนุญาตให้นักกรีฑาคนนั้นแข่งขันรอบต่อครั้ง หรือทำการประลอง ( Trial ) แต่ละครั้งในการแข่งขันกระโดดสูงและกระโดดค้ำในลำดับที่แตกต่างจากที่กำหนดไว้ตามการจับสลาก ก่อนเริ่มการแข่งขัน อย่างไรก็ตาม ถ้าบังเอิญปรากฏว่านักกรีฑาคนนั้นไม่แสดงตนเพื่อการประลอง ( ไม่เข้าประลอง ) ก็จะต้องตัดสินว่านักกรีฑาคนนั้นขอผ่าน ( ไม่ประลอง ) เมื่อเวลาที่กำหนดไว้สำหรับการประลองได้หมดไปแล้ว ในกรณีของการกระโดดสูงและกระโดดค้ำ ถ้านักกรีฑาคนใดคนหนึ่งไม่แสดงตน เมื่อนักกรีฑาคนอื่นๆ ทุกคนที่แสดงตนได้เสร็จสิ้นการแข่งขันแล้ว ผู้ชี้ขาดต้องตัดสินว่า นักกรีฑาคนนั้นๆ ได้สละสิทธิ์การแข่งขัน ( ไม่ทำการแข่งขัน ) เมื่อเวลาที่กำหนดไว้สำหรับการประลองครั้งต่อไปได้สิ้นสุด ( หมดเวลาการประลอง ครั้งต่อไปแล้ว )

ละเลยไม่แข่งขัน

            4. สำหรับการแข่งขันทั้งหมดที่จัดภายใต้กติกาข้อ 1 ข้อ ( a ) ข้อ ( b ) และข้อ ( c ) ยกเว้นที่กำหนดไว้ข้างล่าง ต่อไปนี้

            นักกรีฑาจะถูกตัดออกจากการแข่งขันในประเภทต่อๆ ไปทั้งหมดในการแข่งขันดังกล่าว รวมทั้งประเภทวิ่งผลัด ในกรณีต่อไปนี้

            (a) ได้ยืนยันครั้งสุดท้ายแล้วว่า นักกรีฑาคนนั้นจะเข้าแข่งขันในประเภทนั้นแต่แล้วละเลยไม่เข้าแข่งขัน

            (b) นักกรีฑาคนนั้นผ่านรอบคัดเลือกหรือพวก เพื่อได้แข่งขันต่อในประเภทนั้น แต่แล้วละเลยไม่แข่งขัน

            ( ในกรณีที่กล่าวมาข้างต้น ) เหตุผลที่จะยอมรับได้ คือ การแสดงใบรับรองแพทย์ เซ็นชื่อกำกับนายแพทย์ที่ได้รับการแต่งตั้งหรือยอมรับโดย IAAF และ / หรือ คณะกรรมการจัดการแข่งขัน ซึ่งมีน้ำหนักพอที่จะแก้ตัวได้ว่า ไม่สามารถลงแข่งขันได้ หลังจากยืนยันแล้วหรือภายหลังได้เข้าแข่งขันในรอบก่อน แต่ยังจะสามารถเข้าเข้าแข่งขันได้ในประเภทอื่นต่อไปอีกที่มีแข่งขันในวันถัดไป เหตุผลอื่นๆ ที่จะนำมาพิจารณาได้ ( เช่น องค์ประกอบอื่นๆ ที่นอกเหนือจากการกระทำของตัวนักกรีฑาเอง เช่น ปัญหาของการเดินทางที่ฝ่ายจัดการแข่งขันรับผิดชอบ นอกเหนือความความรับผิดชอบและไม่ใช้ความผิดของนักกรีฑา ) ฝ่ายเทคนิคก็อาจจะยอมรับได้เช่นกัน หลังจากที่มีคำยืนยันในเหตุการณ์ดังกล่าว

หมายเหตุ          (1) เวลาที่กำหนดแน่นอนสำหรับคำยืนยันครั้งสุดท้ายที่จะเข้าแข่งขัน จะต้องติดประกาศ ล่วงหน้า

หมายเหตุ          (2) การละเลยไม่แข่งขันรวมไปถึงการละเลยที่จะแข่งขันอย่างซื้อสัตย์จริงใจเต็มความสามารถ ซึ่งผู้ชี้ขาดที่รับผิดชอบจะเป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องนี้และต้องใช้ข้ออ้างอิงที่ตรงกันในผลที่เป็นทางการ สถานการณ์ที่ปรากฏในหมายเหตุข้อนี้จะไม่นำไปบังคับใช้ในการแข่งขันประเภทรวมและประเภทบุคคล ( Combined events ; individual events )

กติกาข้อ 143

เสื้อผ้า ( ของชุดแข่งขัน ) รองเท้าและหมายเลขประจำตัวนักกรีฑา

( Clothing , Shoes and Number Bibs )

เสื้อผ้า

            1. นักกรีฑาทุกคนทุกประเภทจะต้องสวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาดและออกแบบและใช้สวมใส่ในลักษณะไม่น่าเกียจ เสื้อผ้าต้องเป็นวัสดุไม่โปร่งบางใสแม้เปียกน้ำ นักกรีฑาต้องไม่สวมเสื้อผ้าที่อาจปิดบังสายตาของผู้ตัดสิน เสื้อผ้าของนักกรีฑาต้องมีสีเดียวกันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

            ในการแข่งขันทั้งหมดที่จัดภายใต้กติกาข้อ 1 ข้อ ( a ) ถึงข้อ ( c ) ( ประกอบคู่แข่งขัน Matches ) นักกรีฑาจะต้องแข่งขันโดยสวมชุดแข่งขันที่เห็นชอบโดยหน่วยงานที่ควบคุมดูแลแห่งชาติของตน ในการแข่งขันทั้งหมดจัดภายใต้กติกาข้อ 1 ข้อ ( c ) ( ชิงถ้วยสโมสร – Club Cups ) ถึงข้อ ( h ) นักกรีฑาต้องแข่งขันโดยสวมชุดแข่งขันประจำชาติหรือชุดของสโมสรที่เห็นชอบอย่างเป็นทางการ โดยหน่วยงานที่ควบคุมดูแลแห่งชาติของตน พิธีมอบเหรียญรางวัล ( Victory Ceremony ) และรอบวิ่งเพื่อเป็นเกียรติ ( Lap of Honor ) คือส่วนหนึ่งของการแข่งขันที่กระทำเพื่อจุดประสงค์ดังกล่าว

            2. นักกรีฑาอาจจะแข่งขันด้วยเท้าเปล่าหรือสวมใส่รองเท้าที่เท้าข้างเดียวหรือทั้งสองเท้าก็ได้ จุดมุ่งหมายของการสวมรองเท้าเพื่อแข่งขัน คือ ช่วยป้องกันและช่วยทรงตัวของเท้าและช่วยยึดเกาะพื้นผิวสนาม อย่างไรก็ตาม รองเท้าที่ใช้นั้นต้องไม่ออกแบบในลักษณะที่จะช่วยเพิ่มการได้เปรียบอย่างไม่ยุติธรรมแก่นักกรีฑาไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง รวมไปถึงการใช้เทคโนโลยีที่จะทำให้ผู้สวมใส่รองเท้าได้เปรียบอย่างไม่ยุติธรรมไม่ว่าแง่ใด อนุญาตให้ใช้สายรัดรองเท้าทับแนวหลังเท้าได้ รองเท้าทุกชนิดที่ใช้ในการแข่งขันต้องเห็นชอบโดย IAAF

จำนวนของตะปูรองเท้า
                3. พื้นและเส้นของรองเท้าจะต้องออกแบบเพื่อให้มีตะปูรองเท้าได้มากถึง 11 ตัว จะใช้กี่ตัวก็ได้จนมีจำนวนเท่ากับ 11 ตัว แต่จำนวนตำแหน่งที่มีตะปูโผล่จะต้องไม่เกิน 11 ตัว ในแต่ละข้าง
ขนาดของตะปูรองเท้า
           
4. เมื่อจัดการแข่งขันบนพื้นสนามที่เป็นใยสังเคราะห์ ตะปูที่มีส่วนโผล่ออกจากพื้นรองเท้าหรือส้นรองเท้า จะต้องไม่ยาวเกินกว่า 9 มิลลิเมตร ยกเว้นในประเภทกระโดดสูงและพุ่งแหลน  ซึ่งจะต้องไม่ยื่นโผล่ออก ยาวเกินกว่า 12 มิลลิเมตร ตะปูเหล่านี้จะต้องมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่ที่สุด 4 มิลลิเมตร ส่วนสำหรับพื้นสนามที่ไม่ใช่ใยสังเคราะห์ ขนาดความยาวที่สุดของตะปูจะต้องเท่ากับ 25 มิลลิเมตรและขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่ที่สุดเท่ากับ 4 มิลลิเมตร
พื้นรองเท้าและส้นรองเท้า
           
5. พื้น และ/หรือส้นรองเท้าอาจจะมีร่องสันขอบหยักหรือนูนก็ได้แต่ลักษณะเช่นนั้นจะต้องออกแบบโดยใช้วัสดุเดียวกันหรือมีลักษณะเหมือนกันเพื่อทำพื้นรองเท้าปกติ
            ในประเภทกระโดดสูงและกระโดไกล พื้นรองเท้าจะต้องมีความหนามากที่สุดเท่ากับ 13 มิลลิเมตร และส้นของรองเท้าสำหรับประเภทกระโดดสูงจะต้องมีความหนามากที่สุดเท่ากับ 19 มิลลิเมตร ในประเภทอื่นๆทั้งหมด พื้น และ/หรือส้นรองเท้าอาจจะมีความหนาเท่าใดก็ได้

หมายเหตุ          จะต้องวัดความหนาของพื้นรองเท้าและส้นของรองเท้าด้วยระยะระหว่างส่วนบนข้าง      รองเท้าด้านในและข้างเท้าด้านนอกของส่วนล่างของรองเท้าด้านเดียวกัน รวมทั้งส่วนประกอบอื่นๆ ที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น และรวมทั้งสิ่งใดหรือรูปแบบใดของรองพื้นด้านในที่ไม่ติดแน่นของรองเท้าด้วย

การสอดเสริมและการต่อเติมรองเท้า
           
6. นักกรีฑาไม่ควรใช้อุปกรณ์ใดๆ ทั้งด้านในและด้านนอกของรองเท้า ซึ่งจะมีผลเพิ่มความหนาของพื้นรองเท้าจนเกินความหนาสูงสุดที่อนุญาต หรือสามารถทำให้ผู้สวมใส่ได้เปรียบด้านใดๆ ที่ไม่อาจจะให้ได้จากชนิดของรองเท้าตามที่อธิบายไว้วรรคก่อน
หมายเลขประจำตัว
           
7. นักกรีฑาทุกคนต้องได้รับหมายเลขประจำตัว 2 แผ่น ซึ่งในระหว่างการแข่งขันจะต้องติดให้เห็นได้ชัดเจน ทั้งด้านหน้าระดับอกและด้านหลัง ยกเว้นในประเภทการกระโดดสูงและกระโดดค้ำ ซึ่งจะติดหมายเลขประจำตัวแผ่นเดียวเพียงด้านหน้าอกหรือด้านหลังก็ได้ หมายเลขประจำตัวที่ติดจะต้องตรงกับหมายเลขที่กำหนดให้นักกีฬาในโปรแกรมการแข่งขัน ถ้าสวมชุดวอร์ม (Track suit) ในระหว่างการแข่งขันจะต้องติดหมายเลขประจำตัวบนชุดวอร์มในลักษณะเดียวกัน ในการแข่งขันจัดภายใต้กติกา 1 ข้อ (e) ถึงข้อ (h) ทั้งหมดจะอนุญาตให้ติดชื่อนักกรีฑาหรือป้ายแสดงตัวนักกีฬา ซึ่งดูเหมาะสม (อย่างใดอย่างหนึ่ง) ก็ได้ เช่น อันดับโลกของนักกรีฑาที่จัดโดย IAAF
            8. ป้ายติดหมายเลขประจำตัวนี้ ต้องติดตามที่จัดให้และไม่ให้ตัดไม่ให้พับ หรือปิดบังทำให้มองเห็นไม่ชัด ไม่ว่าในลักษณะใดๆ
            ในประเภทระยะไกล ป้ายติดหมายเลขประจำตัวนี้อาจนี้อาจจะเจาะเป็นรูๆ เพื่อช่วยระบายอากาศ แต่ต้องไม่เจาะรูที่ตัวอักษรหรือตัวเลขบนป้ายของหมายเลขประจำตัว
            9. ในที่ซึ่งใช้อุปกรณ์ตัดสินด้วยภาพถ่ายเส้นชัย คณะกรรมการจัดการแข่งขันอาจจะกำหนดให้นักกรีฑาติดป้ายแสดงหมายเลขประจำตัวเพิ่มอีกชั้นหนึ่งที่เป็นแบบแปะติดกาว ที่ด้านข้างกางเกงของนักกรีฑา จะต้องไม่อนุญาตให้นักกรีฑาคนใดเข้าแข่งขันโดยไม่แสดงป้ายหมายเลขประจำตัว และ / หรือป้ายแสดงตัวของนักกรีฑาที่ถูกต้อง

กติกาข้อ 144
การช่วยเหลือนักกรีฑา (
Assistance to Athletes)

การแจ้งเวลาระหว่างช่วงของการแข่งขัน
            1. เวลาระหว่างช่วงของการแข่งขันและเวลาที่ชนะรอบแรกอาจจะประกาศเป็นทางการ และ /หรือติดประกาศ นอกเหนือจากนั้นแล้วต้องไม่มีการสื่อสารใดๆ เกี่ยวกับเวลาดังกล่าวแก่นักกรีฑา โดยบุคคลที่อยู่ในบริเวณของการแข่งขันโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากผู้ชี้ขาด ผู้รับผิดชอบก่อน
การให้ความช่วยเหลือ
            2. การกระทำต่อไปนี้ไม่ถือว่าเป็นการช่วยเหลือ
                        (a) การสื่อสารกันระหว่างนักกรีฑาหญิงกับผู้ฝึกสอน ซึ่งไม่อยู่ในบริเวณของการแข่งขัน ในการจัดสถานที่เพื่อการสื่อสารกันเช่นนี้ และเพื่อไม่ให้รบกวนการจัดการแข่งขันนั้น ควรสำรองที่นั่งบนอัฒจันทร์ใกล้ชิดกับสนามแข่งขันของแต่ละประเภท ไว้ให้ผู้ฝึกสอนนักกรีฑา
                        (b) การตรวจร่างกาย/การรักษาพยาบาล และ/หรือกายภาพบำบัด ซึ่งจำเป็นเพื่อช่วยให้นักกรีฑาเข้าแข่งขันได้หรือแข่งขันต่อไปได้ เมื่ออยู่ในบริเวณของการแข่งขันแล้ว การปฏิบัติดังกล่าวคือ การตรวจร่างกาย /การรักษาพยาบาล และ/หรือกายภาพบำบัด อาจจะจัดให้ได้ไม่ว่า ณ บริเวณสนามแข่งขันโดยตรง โดยคณะแพทย์ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยคณะกรรมการจัดการแข่งขัน และติดปลอกแขนแสดงตนสวมเสื้อหรือหรือเครื่องแต่งกายที่แตกต่างอย่างชัดเจนในลักษณะเดียวกันหรือ บริเวณที่จัดไว้เพื่อรักษาพยาบาล นอกบริเวณสนามแข่งขันโดยทีมของบุคลากรทางการแพทย์ที่เชื่อถือได้ และเห็นชอบโดยผู้แทนทางการแพทย์หรือผู้แทนเทคนิคเพื่อภารกิจนี้โดยเฉพาะ จะต้องไม่ให้กรณีใดๆดังกล่าว ทำให้เกิดการชักช้าในการดำเนินการแข่งขันหรือการประลองของนักกีฬาตามลำดับที่ซึ่งได้จัดไว้แล้ว
            การดูแลหรือการช่วยเหลือดังกล่าวโดยบุคคลอื่น ไม่ว่าในระหว่างการแข่งขัน หรือกระชั้นชิดก่อนการแข่งขันก็ตาม เมื่อนักกรีฑาได้ออกจากฝ่ายเรียกตัวนักกีฬาแล้ว ให้ถือว่าเป็นการช่วยเหลือ
            เพื่อจุดประสงค์ของกติกาข้อนี้ จึงให้ถือว่าการกระทำต่อไปนี้คือการช่วยเหลือและไม่อนุญาตให้กระทำซึ่งได้แก่
            (c) วิ่งชะลอกำกับจังหวะควบคู่ไปในการวิ่งแข่งโดยบุคคลที่ไม่ได้ร่วมการแข่งขัน โดยนักกรีฑาที่ถูกแซง (น็อครอบ) หรือกำลังจะถูกแซงหรือโดยใช้อุปกรณ์ทางเทคนิคใดๆ
            (d) การครอบครองหรือใช้วีดีโอ หรือเครื่องบันทึกเทปวิทยุ ซีดี เครื่องส่งวิทยุ โทรศัพท์มือถือ หรืออุปกรณ์ เช่นเดียวกันนี้ภายในบริเวณสนามแข่งขัน
            (e) ใช้เทคนิคต่างๆหรืออุปกรณ์ที่มีสปิง ล้อ หรือส่วนประกอบอื่นๆที่ทำให้ได้เปรียบนักกีฬาคนอื่นๆ ซึ่งไม่ได้ใช้เทคนิคอุปกรณ์นั้น
            (f)  ใช้อุปกรณ์เครื่องไฟฟ้าใดๆ ที่มีผลกระทบต่อการเพิ่มขึ้นของขนาดอุปกรณ์ นอกเหนือไปจากกติกาที่อนุญาตให้ใช้หรือจะเป็นการกระทำให้ได้เปรียบโดยที่ไม่ได้ใช้อุปกรณ์ตามที่ระบุไว้ในกติกา นักกรีฑา นักกีฬาคนใดให้หรือได้รับความช่วยเหลือจากภายใบบริเวณการแข่งขันในระหว่างการแข่งขันแต่ละประเภท จะต้องถูกเตือนโดยผู้ชี้ขาด และแนะว่าถ้ามีการกระทำซ้ำอีก จะถูกตัดสิทธิ์การแข่งขันของประเภทนั้น  ถ้าต่อมาปรากฏว่านักกีฬาถูกตัดสิทธิ์การแข่งกันจากประเภทนั้น ผลการแข่งขันใดๆที่มีมาก่อนจนถึงเวลานั้นในรอบเดียวกันของประเภทนั้นจะถูกยกเลิก(ไม่เป็นที่ยอมรับ) อย่างไรก็ตาม ผลการแข่งขันที่ได้ในรอบคัดเลือกที่ผ่านมาของประเภทนั้น จะต้องคงไว้ (ยังเป็นที่ยอมรับ)
ข้อมูลของกระแสลม
            3. ถุงวัดกระแสลมควรติดตั้งในที่เหมาะสมในทุกประเภทของการกระโดด การขว้างจักร และพุ่งแหลน เพื่อแสดงทิศทางลมและความแรงของลมให้นักกรีฑาทราบ
การให้น้ำดื่ม/การให้ฟองน้ำ
           
4. ในประเภทลูระยะทางตั้งแต่ 5,000 เมตรขึ้นไป หรือไกลกว่านั้น คณะกรรมการจัดการแข่งขันอาจจะจัดน้ำและฟองน้ำให้แก่นักกรีฑา ถ้าสภาพอากาศสมควรให้จัดบริการ (อุณหภูมิสูง จำเป็นต้องบริการน้ำและฟองน้ำ)

กติกาข้อ 145
การตัดสิทธิ์การแข่งขัน(
Disqualification)

            1.ถ้านักกรีฑาถูกตัดสิทธิ์ในการแข่งขันประเภทใดประเภทหนึ่งเพราะละเมิดกติกาเทคนิค จะต้องใช้ข้ออ้างอิงในผลที่เป็นทางการของกติกาที่ละเมิดนั้น (ต้องใช้ผลพิจารณาที่เป็นทางการในการตัดสิน) ผลการแข่งขันใดๆ ที่ทำไว้ก่อนหน้านี้จนถึงเวลาดังกล่าวในรอบเดียวกันของประเภทนั้น จะต้องถูกยกเลิก (ไม่เป็นที่ยอมรับ) อย่างไรก็ตามผลการแข่งขันใดๆ ที่ทำไว้ในรอบคัดเลือกของประเภทนั้นๆ จะต้องคงไว้
            2.ถ้านักกรีฑาถูกตัดสิทธิ์การแข่งขัน เพราะแสดงมารยาทขาดน้ำใจนักกีฬาหรือไม่เหมาะสม จะต้องใช้ข้ออ้างอิงในผลที่เป็นทางการเพื่อเป็นเหตุผลในการตัดสิทธิ์ผลการแข่งขันดังกล่าว(ต้องมีหลักฐานที่เป็นเหตุเป็นผลมาใช้อ้างอิง)
            ถ้านักกีฬาถูกเตือนเป็นครั้งที่ 2 ภายใต้กติกาข้อ 125.5 ในการกระทำที่ไม่มีน้ำใจเป็นนักกีฬาหรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในการแข่งขัน นักกีฬาจะถูกตัดสิทธิ์จากการแข่งขันนั้น ผลการแข่งขันที่เกิดขึ้นในระหว่างที่ถูกตัดสิทธิ์นั้น ถือว่าเป็นโมฆะ อย่างไรก็ตามผลการแข่งขันที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ หรือประเภทบุคคลของการแข่งขันประเภทรวมจะต้องให้คงไว้
            การตัดสิทธิ์การแข่งขันจากประเภทใด เพราะมีพฤติกรรมขาดน้ำใจนักกีฬาหรือไม่เหมาะสม จะทำให้นักกีฬาคนนั้นมีโอกาสถูกตัดสิทธิ์การแข่งขันโดยผู้ชี้ขาดให้ออกจากการเข้าแข่งขันในทุกประเภทที่พึงมีต่อไปในการแข่งขันครั้งนั้น ถ้าการกระทำผิดนั้นรุนแรง ผู้อำนวยการของการแข่งขันจะต้องรายงานการกระทำผิดนั้นต่อหน่วยงานที่ควบคุม ซึ่งรับผิดชอบเพื่อพิจารณาลงโทษทางวินัยต่อไปตามกติกาข้อ 22.1 ข้อ (f) (หมายถึงสมาคมของประเทศที่นักกรีฑาคนนั้นสังกัด)

กติกาข้อ 146

การประท้วง และการอุทธรณ์

(Protests and Appeals)

1. การประท้วงเกี่ยวกับสถานภาพของนักกรีฑาที่เข้าร่วมการแข่งขันในการแข่งขันครั้งใดครั้งหนึ่ง จะต้องกระทำก่อนเริ่มการแข่งขันครั้งนั้นโดยยื่นต่อผู้แทนเทคนิค ครั้นเมื่อผู้แทนเทคนิคได้ตัดสินใจแล้ว ต้องยังมีสิทธิ์อุทธรณ์ต่อคณะลูกขุน การอุทธรณ์ ถ้ายังไม่อาจยุติได้ตามที่พึงประสงค์ก่อนการแข่งขันจะต้องอนุญาตให้นักกรีฑาคนนั้นแข่งขัน “ภายใต้การประท้วง” และยื่นเรื่องต่อไปยังสภาของ IAAF

2. การประท้วงเกี่ยวกับผลของการแข่งขัน หรือการดำเนินการแข่งขันในประเภทใดประเภทหนึ่ง จะต้องทำภายใน 30 นาที นับจากการประกาศผลที่เป็นทางการของการแข่งขันประเภทนั้น

คณะกรรมการจัดการแข่งขันของการแข่งขันนั้นจะต้องรับผิดชอบ เพื่อให้แน่ใจว่าเวลาของการประกาศผลของการแข่งขันทั้งหมดถูกลงบันทึกไว้

3. ในการประท้วงครั้งใดๆ ในตอนแรกเริ่มให้กระทำด้วยวาจาโดยแจ้งต่อผู้ชี้ขาดด้วยตัวนักกรีฑาเอง หรือบุคคลที่กระทำแทนนักกรีฑานั้น เพื่อให้ได้ข้อสรุปอย่างยุติธรรมของการตัดสินใจ ผู้ชี้ขาดพึงพิจารณาจากหลักฐานใดๆ ที่สามารถหาได้ซึ่งตนคิดว่าจำเป็น รวมทั้งฟิล์มหรือภาพถ่ายทำโดยเครื่องบันทึกเทปวีดีโอที่เป็นทางการ หรือภาพจากวีดีโออื่นที่พึงหาได้ ผู้ชี้ขาดอาจจะตัดสินใจ ณ ที่มีการประท้วงหรือส่งเรื่องต่อไปยังลูกขุน ถ้าผู้ชี้ขาดตัดสินใจยังจะต้องให้มีสิทธ์อุทธรณ์ต่อคณะลูกขุน

4. ข้อ (a) ในประเภทลู่ ถ้านักกรีฑาประท้วงด้วยวาจาทันทีว่าตนเองถูกกล่าวหาว่าตัวเองผิดกติกา (False Start) ผู้ขี้ขาดประเภทลู่อาจจะอนุญาตให้นักกรีฑาคนนั้นแข่งขันต่อ ภายใต้การประท้วงเพื่อสงวนสิทธิโดยชอบของผู้เกี่ยวข้องทุกคน จะไม่รับการประท้วงดังกล่าวถ้าการออกตัวรับผิดกติกาถูกจับได้โดยอุปกรณ์ควบคุมการออกตัวผิดกติกาที่ IAAF เห็นชอบ เว้นแต่ด้วยเหตุใดก็ตามที่ผู้ชี้ขาดพิจารณาเห็นว่าข้อมูลที่ได้มาจากอุปกรณ์ดังกล่าวนั้น ผิดพลาดอย่างชัดแจ้ง เมื่อมีการใช้อุปกรณ์ควบคุมการออกตัวผิดกติกาที่ IAAF รับรอง

       (b)การประท้วงจะต้องกระทำบนพื้นฐานของข้อผิดพลาดของผู้ปล่อยตัวที่เรียกตัวนักกีฬากลับ เพราะการออกตัวผิดกติกา การประท้วงอาจจะกระทำโดยตัวนักกรีฑาหรือผู้แทนนักกรีฑา ผู้ซึ่งได้แข่งขันจบสมบูรณ์เท่านั้น ถ้าการประท้วงเป็นผล นักกรีฑาคนใดก็ตามที่ออกตัวผิดกติกาและนักกรีฑาผู้ซึ่งถูกตัดสิทธิ์ตามกติกาข้อ 162.7 จะต้องถูกตัดสิทธิ์การแข่งขัน แม้จะไม่ถูกตัดสิทธิ์ของนักกีฬา ผู้ชี้ขาดมีอำนาจที่จะยกเลิกการแข่งขัน และให้มีการแข่งขันใหม่ได้โดยอยู่ที่ดุลยพินิจที่จะพิจารณา

หมายเหตุ สิทธิ์ในการประท้วงและยื่นอุทธรณ์ จะทำได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ในการควบคุมการปล่อยตัว

5. ในประเภทลาน ถ้านักกรีฑาทำการประท้วงด้วยวาจาทันทีต่อข้อกล่าวหาว่าทำการประลองผิดกติกา ผู้ชี้ขาดของประเภทนั้นมีอำนาจสั่งให้วัดระยะทางของการประลองครั้งนั้น และบันทึกไว้ด้วยเพื่อสงวนสิทธิ์อันพึงได้ของทุกคนที่เกี่ยวข้อง

ถ้าหากการประท้วงเกิดขึ้นระหว่างการแข่งขัน 3 ครั้งแรกของการแข่งขัน ที่มีนักกีฬามากกว่า 8 คน นักกีฬาคนนั้นจะได้เข้าแข่งอีก 3 ครั้ง ในรอบสุดท้ายภายใต้การประท้วง

6. การอุทธรณ์ต่อคณะลูกขุนการอุทธรณ์ จะต้องกระทำภายใน 30 นาที ต่อจากการประกาศผลของการตัดสินใจเป็นทางการซึ่งแจ้งโดยผู้ชี้ขาด ทั้งนี้โดยกระทำเป็นลายลักษณ์อักษร ลงชื่อโดยเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในนามของนักกรีฑาคนนั้น พร้อมแนบเงินมัดจำจำนวน US$ 100.00 หรือเทียบเท่า ซึ่งจะถูกริบถ้าการประท้วงไม่เป็นผล

7. คณะลูกขุนของการอุทธรณ์ จะต้องปรึกษากับผู้เกี่ยวข้องทุกคนรวมทั้งผู้ชี้ขาดและผู้ตัดสิน ถ้าคณะลูกขุนของการอุทธรณ์ยังมีข้อสงสัยก็อาจจะนำหลักฐานอื่นที่มีมาพิจารณา ถ้าหลักฐานดังกล่าว รวมทั้งหลักฐานทางวีดีโอใดๆ ที่หาได้ยังไม่ช่วยให้สรุปได้ จะต้องยื่นตามผู้ชี้ขาด

8. การพิจารณาคำตัดสินของคณะกรรมการอุทธรณ์ (หรือกรรมการอุทธรณ์ไม่อยู่ก็ให้ผู้ชี้ขาดเป็นผู้พิจารณา) ถือเป็นที่สุด จะไม่มีสิทธิ์ในการอุทธรณ์ใดๆ อีก รวมทั้งศาลอนุญาโตตุลาการด้านกีฬา

หมายเหตุ  ผู้ชี้ขาดต้องรีบแจ้งไปยัง TIC ทันทีหลังจากได้มีการตัดสินการประท้วงแล้ว ถ้าไม่สามารถบอกทีมหรือนักกีฬาได้ เวลาของการประท้วงจะประกาศติดไว้ที่ TIC 

กติกาข้อ 147

การแข่งขันรวมกัน

(Mixed Competition)

            สำหรับการแข่งขันทุกประเภท ที่จัดการแข่งขันในสนามแข่งขัน การแข่งขันรวมกันระหว่างนักกรีฑาชาย และนักกรีฑาหญิงจะไม่อนุญาตให้มีการแข่งขัน อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในสนามแข่งขันรวมกันประเภทลานและการแข่งขันระยะทางมากกว่า 5,000 เมตร ก็ไม่อนุญาตเช่นกันยกเว้นการแข่งขันภายใต้กติกา ข้อ 1.1 (a) ถึง (h) ส่วนมนกรณีที่มีการแข่งขันภายใต้กติกาข้อ (1.1 (i) และ (j) อนุญาตให้มีการแข่งขันได้เป็นกรณีๆ ไปจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือสมาคมกรีฑาของชาติ

หมายเหตุ  การแข่งขันประเภทลานรวมกัน ให้แยกผลการแข่งขันของกลุ่มชาย/หญิงด้วย

 

กติกาข้อ 148

การวัดระยะทาง

(Measurement)

            การแข่งขันประเภทลู่และลานจัดภายใต้กติกาข้อ 1 ข้อ (a) ถึงข้อ (c) ทุกกรณี การวักระยะทางทั้งหมดจะต้องกระทำโดยใช้เทปเหล็กกล้าซึ่งมีมาตราวัดที่ได้รับการรับรอง หรือไม้วัดระยะ หรือเครื่องมือวัดระยะทางตามหลักวิทยาศาสตร์ อุปกรณ์เหล่านี้คือเทปเหล็กกล้า ไม้วัดระยะ หรือเครื่องมือวัดระยะทางตามหลักวิทยาศาสตร์ต้องได้รับการรองรับโดย IAAF และความแม่นยำของอุปกรณ์การวัดระยะทางที่ใช้ในการแข่งขัน จะต้องได้รับการพิสูจน์ โดยองค์กรที่รับผิดชอบ ซึ่งเป็นที่ยอมรับของฝ่ายควบคุมกิจการเครื่องชั่งตวงวัดแห่งชาติ (National Measurement  Authorely) การชั่งตวงวัดทั้งหมดที่กล่าวมาต้องสามารถตรวจสอบกลับไปยังมาตรฐานการชั่งตวงวัดแห่งชาติและนานาชาติได้

            ในการแข่งขันนอกเหนือจากที่จัดภายใต้กติกาข้อ 1 ข้อ (a) ถึงข้อ (c) อนุญาตให้ใช้เทปไฟเบอร์กลาสได้

หมายเหตุ          ในเรื่องรับรองสถิตินั้น ให้ดูกติกาข้อ 260.26 ข้อ (a)

กติกาข้อ  149

การรับรองผลทางสถิติของการแข่งขัน

(Validity of Performances)

            จะไม่รับรองผลทางสถิติของการแข่งขันใดๆ ของนักกรีฑาเว้นแต่ได้มาระหว่างการแข่งขันที่เป็นทางการจัดตามกติกาของ IAAF

 

กติกาข้อ 150

การบันทึกวีดีโอ

(Video Recording)

            ในการแข่งขันอื่นๆ ที่พึงปฏิบัติได้ ขอเสนอแนะว่าให้มีการบันทึกวีดีโอเป็นทางการสำหรับการแข่งขันทุกประเภท เพื่อบันทึกความแม่นยำของผลการแข่งขันเชิงสถิติและการทำผิดกติกา เพื่อเป็นหลักฐานสนับสนุนยืนยัน

 

กติกาข้อ 151

การบันทึกคะแนน

(Scoring)

            ในการแข่งขันที่พิจารณาผลจากการบันทึกคะแนน จะต้องตกลงวิธีการบันทึกคะแนนร่วมกัน โดยทุกประเทศที่เข้าร่วมแข่งขันก่อนเริ่มการแข่งขัน

 

ตอนที่ 3 ประเภทลู่

SECTION III – TRACK EVENTS

            กติกาข้อ 163.2, ข้อ 163.6 (ยกเว้นภายใต้กติกาข้อ 230.11 และข้อ 240.10) ข้อ 164.3 และข้อ 165 จะนำไปบังคับใช้ในตอนที่ 7, 8 และ 9 ด้วย

 

กติกาข้อ 160

การวัดระยะทางของลู่

(Track Measurements)

1.         ความยาวของลู่วิ่งมาตรฐานจะต้องเท่ากับ 400 เมตร ประกอบด้วยเส้นตรงคู่ขนานสองเส้นและเส้นโค้งสองเส้น ซึ่งมีรัศมีเท่ากัน เว้นแต่ลู่ประเภทหลักจะต้องทำสันขอบกำหนดขอบเขตของลู่ด้วยวัสดุที่เหมาะสม มีความสูงประมาณ 5 เซนติเมตร และกว้างอย่างน้อย 5 เซนติเมตร

ถ้ามีส่วนใดส่วนหนึ่งของสันขอบต้องเคลื่อนย้ายเพื่อปรับสำหรับการแข่งขันประเภทลาน จะต้องตีเส้นสีขาว ณ บริเวณนั้น ซึ่งมีขนาดกว้าง 5 เซนติเมตร และตั้งกรวย (cone) หรือปังธงสูงอย่างน้อย 20 เซนติเมตร บนเส้นขาว โดยให้ขอบฐานของกรวยหรือเสาธงอยู่พอดีกับแนวขอบด้านในของเส้นขาวนั้น และวางห่างกันไม่เกิน 4 เมตร ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกัน สำหรับส่วนของลู่วิ่งวิบาก (Steeplechase Track) ณ จุดที่นักกรีฑาเลี่ยงออกจากลู่หลัก (Main Track) เพื่อจังหวะเข้าสู่การกระโดดสู่รั้วน้ำ สำหรับลู่ที่เป็นหญ้าซึ่งไม่มีเส้นขอบจะต้องตีเส้นขอบในด้วยขนาดกว้าง 5 เซนติเมตร และยังต้องตั้งธงด้วยช่องห่าง 5 เมตรด้วย ยังต้องตั้งธงบนเส้นเพื่อป้องกันนักกรีฑาวิ่งเหยียบเส้นและจะตั้งธงที่พื้นทำมุม 60 องศา เอนออกจากลู่ ธงขนาดประมาณ 25 x 20 เซนติเมตร ติดบนคันธงยาว 45 เซนติเมตร จะเหมาะสมที่สุด

2.         ต้องวัดระยะทางในแนว 30 เซนติเมตร ออกไปจากเส้นขอบหรือถ้าไม่มีเว้นขอบ ณ บริเวณนั้นก็ 20 เซนติเมตร จากเส้นแสดงส่วนในของลู่นั้น

3.         ระยะทางการวิ่งแข่งขันจะต้องวัดจากขอบนอกของเส้นเริ่มปล่อยตัว (Start Line) จนถึงขอบในของเส้นชัย (Finish Line)

4.         ในการแข่งขันทุกประเภทที่มีระยะวิ่งแข่งขันถึง 400 เมตร และรวมทั้ง 400 เมตรด้วย นักกรีฑาแต่ละคนต้องมีช่องวิ่งแยกจากกันโดยมีขนาดกว้าง 1.22 ± 0.01 เมตร ตีเส้นขาวขนาดกว้าง 5 เซนติเมตร แสดงช่องวิ่ง ทุกช่องวิ่งต้องมีความกว้างเท่ากัน ช่องวิ่งในจะต้องวัดระยะทางตามที่อธิบายไว้ในวรรคสองข้างต้น แต่ช่องวิ่งอื่นๆ ที่เหลือจะต้องวัดระยะทาง ในแนว 20 เซนติเมตร จากขอบนอกของช่องวิ่ง

หมายเหตุ          (1) สำหรับลู่วิ่งทั้งหมดที่สร้างก่อนวันที่ 1 มกราคม 2004 เพื่อการแข่งขันทุกประเภทที่กล่าวมา ช่องวิ่งอาจจะมีขนาดกว้างสูงสุด (ไม่เกิน) 1.25 เมตร

หมายเหตุ          (2) เส้นทางด้านขวามือของแต่ละช่องวิ่งจะต้องรวมเข้าเป็นความกว้างของแต่ละช่องวิ่งด้วย (ดูกติกา 163.3 และ 163.4) ( = ขนาดความกว้างของช่องวิ่งหนึ่งๆ วัดความยาวกับความกว้างของเส้นที่อยู่ทางขวามือของช่องวิ่งนั้นๆ ด้วย)

5.         ในการแข่งขันนานาชาติจัดภายใต้กติกาข้อ 1 ข้อ (a), ข้อ(b) และข้อ(c) ควรมี 8 ช่องวิ่ง สำหรับประเภทลู่

6.         ความลาดเอียงด้านข้างของลู่วิ่ง ไม่ควรเกิน 1 : 100 ส่วน และความลาดเอียงโดยรวมในทิศทางของการวิ่งจะต้องไม่เกินกว่า 1 : 1000 ส่วนของการลาดต่ำลง

หมายเหตุ          ข้อเสนอแนะ สำหรับลู่วิ่งใหม่นั้นความลาดเอียง ทางด้านข้างนั้น ควรลาดเอียงมาทางช่องวิ่งใน

7.             ข้อมูลทางเทคนิคอย่างละเอียดเกี่ยวกับการสร้างลู่วิ่ง แผนผังและเครื่องหมายต่างๆ มีอยู่ในคู่มือสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับลู่และลานของ IAAF กติกานี้ให้หลักการเบื้องต้น ซึ่งต้องปฏิบัติตาม

กติกาข้อ  161

ที่ยันเท้าออกวิ่ง

(Starting Blocks)

1.              จะต้องใช้เท้ายันเพื่ออกวิ่งในการแข่งขันทุกประเภทในระยะทางไม่เกิน 400 เมตร และรวมทั้ง 400 เมตรด้วย (รวมทั้งผู้วิ่งไม้แรกของวิ่งผลัด 4 x 200 เมตร และ 4 x 400 เมตร) และจะต้องไม่ใช้สำหรับการแข่งขันประเภทอื่นๆ จะต้องไม่ให้ส่วนใดๆ ของที่ยันเท้าเมื่อติดตั้งบนช่องวิ่งล้ำเลยเส้นปล่อยตัว หรือยื่นล้ำเข้าไปในช่องวิ่งอื่นที่ ที่ยันเท้าต้องตรงตามข้อกำหนดโดยทั่วไปดังต่อไปนี้

(a)      ต้องมั่นคงแข็งแรงในโครงสร้างทั้งหมด และต้องไม่ทำให้นักกรีฑาได้เปรียบโดยไม่ยุติธรรม

(b)      ต้องตรึงแน่นกับลู่วิ่งด้วยตะปูหรือสลักที่ตอกยึดในลักษณะที่สร้างความเสียหาย แก่ช่องวิ่งน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ต้องจัดวางให้เคลื่อนย้ายที่ยันเท้าได้ง่ายและรวดเร็ว

จำนวน ขนาดความหนา และความยาวของตะปูหรือสลักขึ้นอยู่กับโครงสร้างของช่องวิ่ง และถีบยันตัวดังกล่าวต้องไม่มีการขยับเขยื้อนในระหว่างการออกวิ่ง

(c)           เมื่อนักกรีฑาใช้ที่ยันเท้าของตนเอง ที่ยันเท้านั้นๆ ต้องตรงกับข้อกำหนดในวรรค (a) และ (b) ที่กล่าวข้างตน อาจจะมีรูปแบบหรือโครงสร้างใดก็ได้ โดยมีข้อแม้ว่าที่ยันเท้าเหล่านั้น ไม่รบกวนนักกรีฑาคนอื่น

(d)           เมื่อคณะกรรมการจัดการแข่งขันจัดที่ยันเท้าไว้ให้ จะต้องให้ตรงกับข้อกำหนดที่เพิ่มเติมดังต่อไปนี้ ที่ยันเท้าต้องประกอบด้วยแผ่นรับรองเท้าทั้งสองชิ้นเพื่อให้นักกรีฑาวางเท้ายันตำแหน่งการปล่อยตัวแผ่นรองรับเท้า ต้องติดตั้งบนกรอบที่แข็งแรง ซึ่งต้องไม่ขัดขวางเท้าของนักกรีฑา ทุกกรณีเมื่อออกจากที่ยันเท้า แผ่นรองรับเท้าต้องลาดเอียงเพื่อให้เหมาะกับตำแหน่งการออกตัวของนักกรีฑา และอาจจะแบนราบหรือโค้งเว้าบ้างก็ได้ พื้นผิวของแผ่นรองรับจะต้องรับกับตะปูของรองเท้าที่นักกรีธาสวมใส่ จะโดยการเจาะช่องหรือร่องตามบริเวณผิวหน้ารองรับเท้า หรือโดยใช้วัสดุที่เหมาะสมครอบส่วนผิวหน้าของแผ่นรับรองเท้าเพื่อให้ตะปูของรองเท้าปักยึดก็ได้ (เพื่อให้ใช้วางรองเท้าที่มีตะปูได้)

การติดตั้งแผ่นรองรับเท้าบนกรอบอย่างมั่นคงแข็งแรงนั้นอาจจะทำให้ปรับเปลี่ยนได้ด้วย แต่ต้องไม่ทำให้เกิดการขยับเขยื้อนในระหว่างการออกวิ่งจริง ในทุกกรณี แผ่นรองรับเท้าจะปรับเปลี่ยนไปข้างหน้าหรือข้างหลังได้เท่านั้น โดยให้สัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ตะปูปรับเปลี่ยนต้องติดตรึงให้แน่นด้วยสลักยึดมั่นคง หรือด้วยกลไกการติดล็อคซึ่งสามารถใช้ได้อย่างง่ายๆ และรวดเร็วของนักกรีฑาเอง

2.         ในการแข่งขันที่จัดภายใต้กติกาข้อ 1 ข้อ (a), ข้อ (b) และข้อ (c) จะต้องเชื่อมต่อวงจรของที่ยันเท้ากับอุปกรณ์ควบคุมการออกตัวผิดกติกาที่รับรองโดย IAAF ผู้ปล่อยตัว และ / หรือผู้เรียกตัวนักกรีฑากลับที่รับผิดชอบต้องสวมหูฟัง เพื่อให้ได้ยินสัญญาณเสียงจากอุปกรณ์ดังกล่าวเมื่อจับการออกตัวผิดกติกาได้ (ตังอย่างเช่น เวลาปฏิกิริยา (ของการออกตัว)น้อยกว่า 100 / 1000 ของช่องวินาที) ทันทีที่ผู้ปล่อยตัว และ / หรือผู้เรียกตัวนักกรีฑากลับ ได้ยินสัญญาณ และถ้ายิงปืนแล้วหรืออุปกรณ์ควบคุมการออกตัวผิดกติกาได้ทำงานแล้ว จะต้องมีการเรียกตัวนักกรีฑากลับและผู้ปล่อยตัวต้องรีบตรวจสอบเวลาปฏิกิริยาของอุปกรณ์ควบคุมการออกตัวผิดกติกา (ใครทำผิดกติกา) ขอแนะนำให้ใช้ระบบนี้ทุกครั้งสำหรับการแข่งขันอื่นๆ ทั้งหมด

3.         ในการแข่งขันจัดภายใต้กติกาข้อ 1 ข้อ (a), ข้อ (b), ข้อ(c), ข้อ(d) และข้อ (e) นักกรีฑาจะต้องใช้ที่ยันเท้าซึ่งจัดให้โดยคณะกรรมการจัดการแข่งขันของการแข่งขันนั้นๆ ในการแข่งขันอื่นที่ใช้ลู่ชนิดใยสังเคราะห์ คณะกรรมการจัดการแข่งขัน อาจจะเน้นย้ำว่าให้ใช้ที่ยันเท้า ซึ่งจัดให้โดยคณะกรรมการจัดการแข่งขันเท่านั้น 

กติกาข้อ 162
การปล่อยตัว(
The start)

            1.จะต้องกำหนดที่ปล่อยตัวของการแข่งขันด้วยเส้นขาวขนาดกว้าง 5 เซนติเมตร ในการแข่งขันอื่นทุกประเภทที่ไม่วิ่งในช่องวิ่ง เส้นที่กำหนดการปล่อยตัวต้องเป็นเส้นโค้งเพื่อให้นักกรีฑาทุกคนออกวิ่งในระยะทางที่เท่ากันวัดจากเส้นชัย เส้นเริ่มวิ่งของประเภทต่างๆ ทุกระยะทางของการแข่งขันจะต้องติดตั้งหมายเลขจากซ้ายไปขวา ตามทิศทางของการวิ่ง
            2.จะต้องปล่อยตัวการแข่งขันทุกประเภทด้วยเสียงปืนของผู้ปล่อยตัว หรืออุปกรณ์การปล่อยตัวที่รับรองแล้ว โดยยิงปืนขึ้นฟ้าภายหลังผู้ปล่อยตัวแน่ใจแล้วว่านักกรีฑานิ่งและอยู่ในตำแหน่งการออกตัวที่ถูกต้อง
            3.ในการแข่งขันนานาชาติทั้งหมด ยกเว้นที่กล่าวไว้ในหมายเหตุข้างล่างนี้ คำสั่งของผู้ปล่อยตัวเป็นภาษาของตนเอง ภาษาอังกฤษหรือภาษาฝรั่งเศสนั้น เมื่อใช้ในการแข่งขันระยะทางไม่เกิน 400 เมตร รวมทั้ง 400 เมตรด้วย (รวมทั้ง 4 x 200 เมตร และ 4 x 400 เมตร) จะต้องเป็นดังนี้ “เข้าที่” (on your marks) และ “ระวัง” (Set) เมื่อนักกรีฑาทุกคนอยู่ในตำแหน่ง “ระวัง” แล้ว ต้องยิงปืนปล่อยตัว หรือเปิดสวิทซ์อุปกรณ์ปล่อยตัวดังกล่าวนั้นทำงาน
            นักกรีฑาต้องไม่สัมผัสเส้นปล่อยตัวหรือพื้นที่ด้านหน้าเส้นปล่อยตัวหรือพื้นด้านหน้าเส้นปล่อยตัวด้วยมือหรือเท้าเมื่อ “เข้าที่
             ในการแข่งขันระยะทางไกลกว่า 400 เมตร ต้องใช้คำสั่ง “เข้าที่” และเมื่อนักกรีฑาทุกคนนิ่งแล้วต้องยิงปืนปล่อยตัวหรือเปิดสวิทซ์ให้อุปกรณ์ปล่อยตัวดังกล่าวทำงาน นักกรีฑาต้องไม่สัมผัสพื้นด้วยมือในระหว่างการปล่อยตัว
หมายเหตุ           ในการแข่งขันจะภายใต้กติกาข้อ 1 (a) และข้อ 2 (b) ผู้ปล่อยตัวจะต้องใช้คำสั่งเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น

            4.ถ้าด้วยเหตุผลใดก็ตามที่ผู้ปล่อยตัวไม่พอใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมเพื่อดำเนินการปล่อยตัวหลังจากนักกรีฑาเข้าที่แล้ว เขาจะต้องสั่งให้นักกรีฑาทุกคนถอยออกจากบริเวณการเข้าที่ และผู้ช่วยของผู้ปล่อยตัวจะต้องจัดให้นักกรีฑาเข้ายืนที่เส้นรวมตัวอีกครั้ง และให้แสดงใบสีเขียวให้นักกีฬาทราบว่าไม่มีการผิด
            ในการแข่งขันทุกประเภทระยะทางไม่เกิน 400 เมตร และรวมทั้ง 400 เมตรด้วย (รวมทั้งผู้วิ่งไม้แรกของวิ่งผลัด 4 x 200 เมตร และ 4 x 400 เมตร) ต้องออกตัวในท่านั่ง (Crouch Start) และต้องใช้ที่ยันเท้าด้วย (บังคับทั้งสองอย่าง)
            ภายหลังคำสั่ง “เข้าที่” นักกรีฑาต้องเข้าไปยังเส้นปล่อยตัวประจำตำแหน่งภายในช่องวิ่งของตนด้วยทุกส่วนของร่างกายและอยู่หลังเส้นปล่อยตัว มือทั้งสองข้างและเข้าหนึ่งข้างเป็นอย่างน้อยต้องสัมผัสพื้นและเท้าทั้งสองข้างต้องสัมผัสกับที่ยันเท้า ณ ที่คำสั่ง “ระวัง” นักกรีฑาควรรีบยืดตัวขึ้นทันทีต่อการออกตัวครั้งสุดท้ายของตน โดยมือยังคงสัมผัสพื้นพร้อมเท้ายังคงสัมผัสแผ่นที่ยันเท้า
            5.เมื่อมีคำสั่ง “เข้าที่” หรือ “ระวัง” ตามแต่กรณี นักกรีฑาทุกคนจะต้องอยู่ในตำแหน่งระวังครั้งสุดท้ายอย่างสมบูรณ์ทันทีโดยไม่ชักช้า
            ภายหลังคำสั่ง “เข้าที่” หรือ “ระวัง” และก่อนเสียงปืนหรืออุปกรณ์การปล่อยตัวดังขึ้น นักกีฬาคนใดเป็นสาเหตุให้การปล่อยตัวชะงัก(ยกเลิก) เช่น ยกมือหรือยืนขึ้นจากท่านั่งโดยไม่มีเหตุผลเพียงพอ(สาเหตุดังกล่าวจะถูกพิจารณาโดยผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง/ผู้ชี้ขาด) ผู้ชี้ขาดจะเตือนนักกีฬาคนนั้นถึงความไม่เหมาะสมด้วยใบเหลืองและใบสีเขียวสำหรับคนที่ไม่ตูกเตือน
การออกตัวผิดกติกา
            6.เมื่อนักกรีฑาได้ประจำตำแหน่งระวัง (พร้อม) ครั้งสุดท้ายอย่างสมบูรณ์แล้ว จะต้องไม่เริ่มออกตัวก่อนได้ยินเสียงสัญญาณการปล่อยตัวดังกล่าว ถ้าผู้ปล่อยตัวหรือผู้เรียกตัวนักกรีฑากลับ เห็นว่ามีนักกรีฑาเริ่มออกตัวก่อนจังหวะใดก็ตาม จะต้องพิจารณาว่าเป็นการออกตัวผิดกติกา

            ผู้ปล่อยตัวจะเตือนนักกรีฑาด้วยใบเหลือง ถ้าผู้ปล่อยตัวเห็นว่า:-
            (a) นักกรีฑาคนใดคนหนึ่งถ่วงเวลาหลังมีคำสั่ง “เข้าที่” หรือ “ระวัง” ตามที่ควรจะเป็น
            (b) หลังจากมีคำสั่ง “เข้าที่” แล้ว นักกรีฑาคนใดคนหนึ่งรบกวนนักกรีฑาคนอื่นๆ ที่ร่วมแข่งขันด้วยเสียงหรือวิธีการอื่นใด
หมายเหตุ          1. การเคลื่อนไหวใดๆ ซึ่งไม่รวมหรือเหตุผลเท้าที่ไม่ได้สัมผัสที่ยืนเท้าหรือมือไม่สัมผัสพื้นจะไม่พิจารณาเป็นการเริ่มออกตัว แต่ถ้าเป็นการกระทำเกี่ยวกับมารยาทระเบียบวินัย จะถูกเตือนหรือให้ออกจากการแข่งขันได้

                       2. นักกีฬาที่ยืนการแข่งขัน และยังไม่นิ่งจากการทรงตัวหรือถูกกีดกันจนเสียการทรงตัวจะไม่ถูกลงโทษ

                       3. เมื่อใช้อุปกรณ์ควบคุมการออกตัวผิดกติกาที่รับรองโดย IAAF (ดูกติกาข้อ 162.2 เพื่อรายละเอียดการใช้อุปกรณ์) โดยปกติผู้ปล่อยตัวจะต้องยอมรับหลักฐานที่ได้จากอุปกรณ์ชิ้นนี้โดยไม่โต้แย้ง (ถือเป็นสิ้นสุด)
            7.นักกรีฑาคนใดก็ตามออกตัวผิดกติกาครั้งแรกจะต้องถูกให้ออกจากการแข่งขันโดยให้ใบแดง-ดำ
           เว้นแต่ในประเภทรวม ซึ่งอนุญาตให้ออกตัวผิดกติกาได้ 1 ครั้ง โดยไม่มีการติดสิทธิ์การแข่งขันของนักกรีฑาที่กระทำการออกตัวผิดกติกานั้นโดยให้ใบเหลือง-ดำ กับนักกรีฑาคนนั้นๆและคนอื่นๆด้วย
หมายเหตุ          ถ้าการออกตัวผิดกติกาไม่ได้เกิดจากการกระทำของนักกรีฑาคนใดคนหนึ่ง จะต้องไม่ให้การเตือนและจะต้องแสดงใบเขียว (บัตรสีเขียว) ให้นักกรีฑาทุกคนเห็น
            8.ผู้ปล่อยตัวหรือผู้เรียกตัวนักกรีฑากลับคนใดคนหนึ่ง ผู้ซึ่งเห็นว่าการปล่อยตัวครั้งนั้นไม่ยุติธรรม จะต้องเรียกตัวนักกรีฑากลับด้วยการยิงปืนและให้แจ้งด้วยใบสีเขียวให้ทุกคนทราบ
การแข่งขันวิ่ง 1,000 เมตร 2,000 เมตร 3,000 เมตร 5,000 เมตร และ 10,000
            9.เมื่อมีนักกรีฑาเข้าแข่งขันมากกว่า 12 คน อาจจะแบ่งนักกรีฑาออกเป็นสองกลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งมีจำนวนนักกรีฑาประมาณ 65% ของเส้นโค้งปล่อยตัวปกติ และอีกกลุ่มหนึ่งยืนที่เส้นโค้งปล่อยตัวแยกออกต่างหาก ที่ส่วนครึ่งนอกของลู่วิ่ง กลุ่มที่สองนี้ควรวิ่งจนถึงสุดโค้งแรกของครึ่งนอกของลู่วิ่งเส้นเริ่มโค้งที่แยกออกไปนี้จะต้องอยู่ในตำแหน่งที่นักกรีฑาทุกคนจะได้วิ่งระยะทางเท่ากัน
            เส้นตัดลู่ (Breakling) สำหรับระยะทาง 800 เมตร อธิบายไว้ในกติกาข้อ 163.5 จะแสดงจุดที่นักกรีฑาในกลุ่มช่องวิ่งนอกของระยะทาง 2,000 เมตร และ 10,000 เมตร อาจจะเปลี่ยนช่องวิ่งเข้าร่วมวิ่งกับกลุ่มที่ใช้การปล่อยตัวปกติ จะต้องทำเครื่องหมายที่ลู่วิ่ง ณ ตำแหน่งเข้าสู่ทางตรงไปยังเส้นชัย สำหรับการปล่อยตัวเป็นกลุ่มของระยะทาง 1,000 เมตร 3,000 เมตร และ 5,000 เมตร เพื่อแสดงจุดที่นักกรีฑาที่ปล่อยตัวจากลุ่ม อาจจะเข้าร่วมวิ่งกับกลุ่มที่ใช้การปล่อยตัวปกติเครื่องหมายนี้อาจจะมีขนาด 5 x 5 เซนติเมตรทำไว้บนเส้นระหว่างช่องวิ่งที่ 4 และช่องวิ่งที่ 5 (ช่องที่ 3 และ 4 ในลู่ที่มีหกช่องวิ่ง) โดยตั้งกรวยพลาสติกหรือปักธงทำเครื่องหมายตลอดแนวจนถึงจุดที่สองของกลุ่มมาบรรจบกัน

กติกาข้อ 163
การวิ่งแข่งขัน (
The Race)

            1.ทิศทางของการวิ่งจะต้องอยู่ทางซ้ายมือด้านใน จะต้องทำหมายเลขของช่องวิ่งโดยให้ช่องวิ่งซ้ายมือด้านในเป็นช่องวิ่งที่ 1
การขัดขวาง (Obstruction)
            2. นักกรีฑาคนใดกระแทก(ชน) หรือขัดขวางนักกรีฑาคนอื่นในลักษณะที่จะขวางทางการวิ่งของนักกรีฑาคนนั้นๆ แล้วจะต้องพร้อมที่จะถูกตัดสิทธิ์จากการแข่งขัน ผู้ชี้ขาดมีอำนาจที่จะสั่งให้แข่งขันใหม่โดยไม่มีนักกรีฑาคนที่ถูกตัดสิทธิ์การแข่งขัน หรือในกรณีของพวก (Heat) ผู้ชี้ขาดยังมีอำนาจที่จะอนุญาตให้นักกรีฑาที่เสียหายรุนแรงจากการถูกกระแทกหรือขัดขวาง (นอกเหนือจากนักกรีฑาที่ถูกตัดสิทธิ์คนอื่นใด) เข้าแข่งขันในรอบต่อไป ตามปกติแล้ว นักกรีฑาคนนั้นควรได้แข่งขันจนจบสมบูรณ์ ด้วยความพยายามที่แท้จริงของเขา (ถ้าไม่มีเหตุการณ์ขัดขวางเขาคงได้แข่งขันจนเสร็จสมบูรณ์ไปแล้วจึงสมควรให้แข่งขันต่อไปอีก)
การวิ่งในช่องวิ่ง
            3.ในการแข่งขันทั้งหมดที่วิ่งในช่องวิ่ง นักกรีฑาแต่ละคนจะต้องคงอยู่ในช่องวิ่งของตนตั้งแต่ปล่อยตัวจนถึงเส้นชัย ข้อปฏิบัติดังกล่าวยังบังคับใช้ในส่วนหนึ่งส่วนใดของการแข่งขันที่วิ่งในช่องวิ่ง เว้นแต่ที่กล่าวไว้ในข้างล่างต่อไปนี้ในข้อ 4 ซึ่งถ้าผู้ชี้ขาดพอใจในรายงานของผู้ตัดสินหรือผู้ช่วยผู้ตัดสิน หรือในแง่ใดแง่หนึ่งว่านักกรีฑาคนใดคนหนึ่งวิ่งออกนอกช่องวิ่งของเขา นักกรีฑาคนนั้นจะต้องถูกตัดสิทธิ์การแข่งขัน
            4.ถ้านักกรีฑาถูกผลักหรือดันโดยบุคคลอื่นให้วิ่งออกนอกช่องวิ่งของเขา และถ้าไม้มีการได้เปรียบเสียเปรียบที่เป็นรูปธรรม นักกรีฑาคนนั้นจะต้องไม่ถูกตัดสิทธิ์การแข่งขัน
            ถ้านักกรีฑากระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งต่อไปนี้
            (a) วิ่งนอกช่องวิ่งของตนเองที่ทางตรง และไม่มีการได้เปรียบเสียเปรียบที่เป็นรูปธรรม
            (b) วิ่งออกนอกเส้นนอกของช่องวิ่งของตนเองที่ทางโค้งโดยไม่มีการได้เปรียบเสียเปรียบที่เป็นรูปธรรมจากการกระทำข้อนั้น
            5.ในการแข่งขันจัดภายใต้กติกาข้อ 1 ข้อ (a) ข้อ (b) และข้อ (c) ประเภท 800 เมตร จะต้องทำการวิ่งในช่องวิ่งจนถึงขอบใกล้ของเส้นตัดลู่ที่แสดงไว้หลังทางโค้งแรก ซึ่งเป็นจุดที่นักกรีฑาอาจจะออกจากช่องวิ่งของตนเอง
            เส้นตัดลู่ (หรือเปลี่ยนช่องวิ่ง) จะต้องเป็นเส้นโค้งกว้าง 5 เซนติเมตร ตัดพาดผ่านลู่ปักเครื่องหมายด้วยธงที่ส่วนปลายเส้นข้างละอัน ซึ่งมีความสูงอย่างน้อย 1.50 เมตร วางตั้งนอกลู่ห่าง 30 เซนติเมตร จากเส้นช่องวิ่งที่ใกล้กับธง
            เพื่อช่วยให้นักกรีฑามองเห็นเส้นตัดลู่ ควรตั้งกรวยกลมหรือทรงเหลี่ยม (Prisms) ขนาด 5x5 เซนติเมตร และสูงไม่เกิน 15 เซนติเมตร ควรมีสีแตกต่างจากเส้นตัดลู่ และเส้นช่องวิ่ง โดยตั้งที่เส้นลู่ของช่องวิ่งใกล้และก่อนเส้นตัดของเส้นช่องวิ่งและเส้นตัดลู่

หมายเหตุ          ในการแข่งขันนานาชาติ (International Matches) ในประเทศที่เข้าร่วม อาจจะตกลงกันว่าไม่ใช้ช่องวิ่งก็ได้

การออกจากลู่วิ่ง

            6. นักกรีฑาหลังจากออกจากลู่วิ่งโดยสมัครใจแล้ว จะต้องไม่ได้รับอนุญาตให้แข่งขันต่อไปอีก

การทำเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกต (Check-Marks)

            7. เว้นแต่เมื่อตลอดเส้นทางหรือส่วนแรกของเส้นทางในการวิ่งผลัดทำการวิ่งในช่องวิ่ง นักกรีฑาไม่อาจจะทำเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกตหรือวางสิ่งของต่างๆ บนหรือไปตามแนวด้านข้างของลู่วิ่งเพื่อช่วยเหลือตนเอง

การวัดกระแสลม

            8. ช่วงเวลา (Periods) สำหรับความเร็วของลมจะต้องวัดจากจุดที่มีประกายไฟจากปลายกระบอกปืนของผู้ปล่อยตัว หรือจากอุปกรณ์การปล่อยตัวที่รับรองแล้วดังต่อไปนี้

                        วิ่ง           100  เมตร         เป็นเวลา  10   วินาที

                        วิ่งข้ามรั้ว  100  เมตร        เป็นเวลา  13   วินาที

                        วิ่งข้ามรั้ว  110  เมตร        เป็นเวลา  13   วินาที

            ในประเภทวิ่ง 200 เมตร ความเร็วของลมจะต้องวัดเป็นเวลา 10 วินาที เริ่มวัดกระแสลมเมื่อนักกรีฑาคนแรกวิ่งเข้าทางตรง

            9. เครื่องวัดกระแสลมสำหรับประเภทลู่จะต้องติดตั้งข้างๆทางตรงชิดติดกับช่องวิ่งที่ 1 ระยะทางห่างก่อนถึงเส้นชัย 50 เมตร จะต้องติดตั้งสูง 1.22 เมตร และห่างไม่เกิน 2 เมตร จากลู่

            10. เครื่องวัดกระแสลมจะต้องมีมาตราอ่านเป็นเมตรต่อวินาที โดยปัดทศนิยมให้เป็นค่าที่สูงกว่าถัดไปของเมตรต่อวินาที ในทศทางลมที่เป็นบวก (Positive direction) (นั่นคือ การอ่านค่าได้ +2.03 เมตรต่อวินาที จะต้องบันทึกเป็น +2.1 ; การอ่านค่า -2.03 เมตรต่อวินาที จะต้องบันทึกเป็น -2.0) เครื่องวัดที่แสดงค่าอ่านแบบดิจิตอลเป็นทศนิยม(หนึ่งในสิบ) ของเมตรต่อวินาที จะต้องทำให้ตรงกับกติกาข้อนี้ (ต้องปรับแต่งใหม่)

            เครื่องวัดกระแสลมทุกเครื่องจะต้องได้รับการรับรองของ IAAF และความแม่นยำของเครื่องที่ใช้นี้จะต้องได้รับการตรวจพิสูจน์โดยองค์กรที่รับผิดชอบ ซึ่งรับรองโดยหน่วยงานที่ควบคุมดูแลมาตราชั่งตวงวัดแห่งชาตินั้นว่า การชั่งตวงวัดทุกอย่างสามารถตรวจสอบกลับไปยังมาตรฐานการชั่งตวงวัดระดับชาติและนานาชาติได้

            11. จะต้องใช้เครื่องวัดกระแสลมแบบอัลตราโซนิก (Ultrasonic) ในการแข่งขันนานาชาติทุกประเภทที่จัดภายใต้กติกาข้อ 1 ข้อ (a) จนถึงข้อ (f) เครื่องวัดกระแสลมแบบกลไก (Mechanical) จะต้องมีอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม เพื่อลดแรงปะทะตรงๆ จากกระแสลมเมื่อใช้ท่อลมความยาวอย่างน้อยของท่อลมแต่ละข้างของอุปกรณ์วัดกระแสลม ควรเป็นสองเท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางของท่อลม

            12. เครื่องวัดกระแสลม อาจจะเริ่มเดินและหยุดเดินแบบอัตโนมัติ และ/หรือด้วยการบังคับจากระยะไกล และส่งข้อมูลไปยังคอมพิวเตอร์ของการแข่งขัน

กติกาข้อ 164

เส้นชัย

(The Finish)

1. เส้นชัยของการแข่งขันจะต้องกำหนดโดยเส้นขาว กว้าง 5 เซนติเมตร

2. ต้องจัดลำดับของนักกีฬาตามลำดับที่ ซึ่งอวัยวะส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายของนักกรีฑา (ตัวอย่างเช่น ลำตัวที่เห็นอย่างชัดเจนนอกจากส่วนของศีรษะ คอ แขน ขา มือหรือเท้า) ที่ยื่นเข้าถึงระนาบแนวดิ่งของขอบในของเส้นชัย ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น

3. ในการแข่งขันใดๆ ที่ตัดสินจากระยะทางที่ทำได้ในเวลาที่กำหนด ผู้ปล่อยตัวจะต้องยิงปืน ณ เวลา 1 นาทีพอดี ก่อนจบการแข่งขัน เพื่อเตือนนักกรีฑาและผู้ตัดสินว่า การแข่งขันจวนจะจบสิ้นแล้ว ผู้ปล่อยตัวจะต้องรับการแนะนำจากหัวหน้าผู้จับเวลาและ ณ เวลาที่ตรงพอดีหลังการปล่อยตัวแล้ว ผู้ปล่อยตัวจะต้องให้สัญญาณแจ้งการจบการแข่งขันอีกด้วย การยิงปืน ณ จังหวะที่ยิงปืนเป็นสัญญาณจบการแข่งขัน ผู้ตัดสินที่รับผิดชอบในภารกิจนี้ จะต้องทำเครื่องหมายบนลู่ให้ตรงกับจุดที่นักกรีฑาแต่ละคนสัมผัสลู่เป็นครั้งสุดท้ายก่อน หรือพร้อมๆกับเสียงปืนที่ยิงนั้น

ระยะทางที่ทำได้จะต้องวัดให้ใกล้เคียงที่สุดเป็นเมตรหลังจุดที่ทำเครื่องหมายไว้ ต้องจัดผู้ตัดสินอย่างน้อยหนึ่งคนต่อนักกรีฑาหนึ่งคนก่อนเริ่มการแข่งขัน เพื่อทำเครื่องหมายระยะทางที่นักกรีฑาทำได้

กติกาข้อ 165

การจับเวลาและภาพถ่ายเส้นชัย

(Timing and Photo Finish)

1. จะยอมรับเป็นทางการใน 3 กรณีของการจับเวลาดังต่อไปนี้

1.1 การใช้มือควบคุมนาฬิกาจับเวลา (Hand Timing)

1.2 การจับเวลาที่เป็นอัตโนมัติสมบูรณ์ ซึ่งได้จากระบบภาพถ่ายเส้นชัย (Photo Finish System) สำหรับการแข่งขันที่จัดภายใต้กติกาข้อ 230 (การแข่งขันที่ไม่จัดภายในสนามแข่งขันจนจบสมบูรณ์) กติกาข้อ 240 และกติกาข้อ 250 เท่านั้น

2. ต้องเป็นเวลาที่ได้ ณ จังหวะที่อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของนักกรีฑา (ตัวอย่างเช่น ลำตัว ซึ่งเห็นชัดเจนนอกจากศีรษะ คอ แขน ขา มือ หรือเท้า) ได้ยื่นถึงระนาบแนวดิ่งของขอบในของเส้นชัย

3. ต้องบันทึกเวลาของนักกรีฑาที่เข้าเส้นชัยทุกคน นอกจากนั้น เมื่อเป็นไปได้ก็ให้บันทึกเวลาของแต่ละรอบในการแข่งขันระยะทางตั้งแต่ 800 เมตร ขึ้นไป และบันทึกเวลาระหว่างทุกๆ 1,000 ของการแข่งขันระยะทางตั้งแต่ 3,000 เมตรขึ้นไป

การใช้มือควบคุมนาฬิกาจับเวลา

            4. ผู้จับเวลาต้องอยู่ในแนวเดียวกันกับเส้นชัยและอยู่นอกลู่ เมื่อเป็นไปได้ควรจัดให้ผู้จับเวลาอยู่ห่างอย่างน้อย 5 เมตร จากช่องวิ่งนอกของลู่ เพื่อให้ผู้จับเวลาทุกคนมองเห็นเส้นชัยได้ชัดเจน ควรจัดให้นั่งบนที่นั่งยกพื้นสูง

            5. ผู้จับเวลาจะต้องใช้นาฬิกาจับเวลาหรืออุปกรณ์จับเวลาแบบอิเล็กทรอนิกส์ (นาฬิกาไฟฟ้า) ที่ควบคุมด้วยมือ ซึ่งอ่านค่าเป็นแบบดิจิตอล อุปกรณ์การจับเวลาทั้งหมดที่กล่าวมามีชื่อเรียกว่า “นาฬิกา” ตามวัตถุประสงค์ของกติกา IAAF

            6. เวลาแต่ละรอบและเวลาของแต่ละช่วงตามที่กล่าวในกติกาข้อ 165.3 ต้องถูกบันทึก จะโดยผู้จับเวลาที่รับผิดชอบ ซึ่งใช้นาฬิกาที่สามารถจับเวลาได้มากกว่าหนึ่งครั้งหรือโดยผู้จับเวลาที่แต่งตั้งเพิ่มเติมก็ได้

            7. ต้องเป็นเวลาที่จับได้จากประกายไฟ/ควันของปืนปล่อยตัวหรือจากอุปกรณ์ปล่อยตัวที่รับรองแล้วนั้น

            8. ผู้จับเวลาที่เป็นทางการ 3 คน (หนึ่งในนั้นจะต้องเป็นหัวหน้าผู้จับเวลา) และผู้จับเวลาเพิ่มอีก 1 หรือ 2 คนจะจับเวลาของผู้ชนะของการแข่งขันทุกประเภท จะต้องไม่รับรองเวลาที่จับได้โดยนาฬิกาของผู้จับเวลาที่แต่งตั้งเพิ่มเติมนั้น เว้นแต่ได้มีนาฬิกาของผู้จับเวลาที่เป็นทางการจำนวนหนึ่งเรือนขึ้นไปจับเวลาผิดพลาด ซึ่งในกรณีเช่นนี้ จะเรียกหาผู้จับเวลาที่แต่งตั้งเพิ่มเติมตามลำดับที่ได้จัดไว้ก่อนหน้าที่ เพื่อให้การแข่งขันทั้งหมดมี 3 เรือนได้ทำการบันทึกเวลาที่ชนะอย่างเป็นทางการ

            9. ผู้จับเวลาแต่ละคนต้องปฏิบัติหน้าที่โดยอิสระโดยไม่แสดงเวลาของตน หรือปรึกษาปัญหาเวลาของตนกับบุคคลอื่นใด และบันทึกเวลาของตนลงในใบบันทึกของทางการ และหลังจากได้ลงชื่อในใบบันทึกแล้ว ก็ยื่นให้หัวหน้าผู้จับเวลาผู้จะตรวจสอบนาฬิกาเพื่อรับรองเวลาที่รายงานนั้น

            10. สำหรับการแข่งขันที่ใช้ลู่ทุกประเภท ซึ่งจับเวลาด้วยมือควบคุมอุปกรณ์จับเวลานั้น จะต้องอ่านและบันทึกเวลาถึงทศนิยมตัวต่อไปของ 1/10 ส่วนวินาที เวลาของการแข่งขันซึ่งจัดบางส่วนหรือทั้งหมดภายนอกสนามแข่งขันจะต้องปัดและบันทึกถึงวินาทีเต็มตัวถัดไปที่มากกว่า ตัวอย่างเช่น สำหรับเวลาการวิ่งมาราธอน 2: 09: 44:3 จะต้องบันทึกเป็น 2: 09: 45. (ปัด.3 เป็น 45 เต็ม)

            ถ้าเข็มนาฬิกาจับเวลาชี้ระหว่างสองเส้นเพื่อบอกเวลา จะต้องใช้เวลาที่มากกว่ามาบันทึก ถ้าใช้นาฬิกาจับเวลาชนิดบอกถึง 1/1000 วินาที หรือเครื่องจับเวลาอิเล็กทรอนิกส์แบบดิจิตอลควบคุมด้วยมือ เวลาทั้งหมดทุกครั้งที่ไม่ลงท้ายเป็นศูนย์ของทศนิยม วินาทีจะต้องปัดทศนิยมและบันทึกเป็นเวลาที่มากกว่า (ใช้เวลาวิ่งนานกว่า)ถัดไปของ 1/10 ส่วนของวินาที ตัวอย่างเช่น 10.11 จะต้องบันทึกเป็น 10.2 เป็นต้น

            11. ถ้านาฬิกาสองในสามเรือนได้ค่าตรงกัน และเรือนที่สามไม่ตรงกับเรือนอื่นๆ เวลาที่บันทึกจากสองเรือนที่ตรงกันนั้น จะเป็นเวลาทางการ ถ้านาฬิกาทั้ง 3 เรือนต่างก็ไม่ตรงกัน จะต้องใช้เวลาเรือนกลาง (ค่าเฉลี่ย) เป็นเวลาทางการ ถ้าจับเวลาได้มาเพียงสองค่าและต่างกันด้วย จะต้องใช้เวลาที่มากกว่าเป็นเวลาทางการ

            12. หัวหน้าผู้จับเวลาปฏิบัติหน้าที่ตามกติกาที่กล่าวไว้ข้างต้น จะต้องตัดสินใจเกี่ยวกับเวลาที่เป็นทางการของนักกรีฑาแต่ละคน และจัดส่งผลของการแข่งขันให้แก่เลขานุการของการแข่งขัน เพื่อแจกจ่ายต่อไป

การจับเวลาแบบอัตโนมัติสมบูรณ์แบบ และระบบตัดสินภาพถ่ายเส้นชัย

            13. ควนใช้การจับเวลาแบบอัตโนมัติสมบูรณ์แบบและระบบตัดสินภาพถ่ายเส้นชัยที่รองรับ โดย IAAF สำหรับการแข่งขันทุกครั้ง

ระบบของการจับเวลา
            14.ระบบที่ใช้ในการแข่งขันจะต้องรับรองโดย IAAF มีมาตรฐานรองรับจากการทดสอบความแม่นยำ ซึ่งกระทำภายในระยะเวลา 4 ปี นับถึงระยะเวลาที่มีการแข่งขัน ระบบนี้จะต้องเริ่มงานอย่างอัตโนมัติโดยเสียงปืนของผู้ปล่อยตัวหรือโดยอุปกรณ์ปล่อยตัวที่รับรองแล้วนั้น ในลักษณะที่ใช้เวลาทำงานของกระบวนการทุกอย่างระหว่าง (เสียงจาก) ปากกระบอกปืนและการทำงานของระบบจับเวลานั้นคงที่สม่ำเสมอ และน้อยกว่า 1/1000 ส่วนของวินาที และถ้ามีการทดสอบจากผู้ปล่อยตัว เวลาจะต้องน้อยกว่า 0.001 วินาที
             15.ระบบใดที่ทำงานอย่างอัตโนมัติ ไม่ว่าเครื่องที่ใช้ ณ ที่ปล่อยตัวหรือที่เส้นชัย แต่ไม่ใช่ทั้งสองแห่ง จะถือว่าให้เวลาที่ไม่ได้ควบคุมด้วยมือหรือไม่ได้เป็นแบบอัตโนมัติสมบูรณ์ และด้วยเหตุนี้จึงไม่ใช่เพื่อจับเวลาทางการ ในกรณีนี้ จึงเห็นว่าเวลาที่อ่านไม่ว่าภายใต้สถานการณ์ใดๆ จะไม่ถือว่าเป็นเวลาทางการ แต่อาจจะใช้ภาพเพื่อเป็นสิ่งยืนยันที่เชื่อถือได้ในการจัดลำดับที่ และปรับเวลาระหว่างนักกรีฑาด้วยกัน

หมายเหตุ          ถ้ากลไกลของอุปกรณ์จับเวลาไม่ทำงาน โดยเสียงปืนของผู้ปล่อยตัวหรือโดยอุปกรณ์ปล่อย ตัวที่รับรองแล้วนั้น มาตราส่วนของเวลา (time scale) จะแสดงให้เห็นโดยอัตโนมัติ

              16.ระบบจับเวลานี้จะต้องบันทึกการเข้าเส้นชัยผ่านกล้อง ซึ่งมีเลนส์รูแสงเปิดเป็นแนวตั้งตรง ติดตั้งบนแนวยื่นต่อของเส้นชัย โดยให้ภาพต่อเนื่องกัน ภาพจะต้องถูกพิมพ์ต่อเนื่องด้วยมาตราส่วนของเวลาเป็นรูปแบบเดียวกัน แสดงเป็นส่วนๆ ของเวลา 1/100 ส่วนของวินาที
            ในการยืนยันว่ากล้องอยู่ในแนวที่ถูกต้องและเอื้อต่อการอ่านภาพการเข้าเส้นชัย จุดตัดของเส้นช่องวิ่ง และเส้นชัยต้องเป็น สีดำ โดยให้มีความเหมาะสม ซึ่งต้องเป็นจุดตัดผ่านอย่างเดียวเท่านั้น โดยไม่มากกว่า 12 เซนติเมตร และไม่ถูกขยายก่อนขอบของเส้นชัย
            17.เวลาและลำดับที่ของนักกรีฑาต้องอ่านจากภาพ โดยใช้ตัวชี้ (cursor) บนจอคอมพิวเตอร์ เพื่อประกันความตรงตั้งฉากระหว่างมาตราส่วนของเวลาและเส้นที่อ่าน
            18.ระบบนี้ต้องบันทึกเวลาเข้าเส้นชัยของนักกรีฑาเป็นอัตโนมัติและสามารถให้เห็นภาพพิมพ์ที่แสดงเวลาของนักกรีฑาแต่ละคนได้ด้วย
 การควบคุมการทำงานของระบบ
            19.หัวหน้าผู้ตัดสินภาพถ่ายเส้นชัยจะต้องรับผิดชอบสำหรับการทำงานของระบบนี้ ก่อนเริ่มการแข่งขันจะต้องพบคณะช่างเทคนิคของระบบนี้ และศึกษาวิธีการใช้อุปกรณ์นี้ด้วยการทำงานร่วมกับผู้ชี้ขาดลู่และผู้ปล่อยตัว ก่อนเริ่มการแข่งขันแต่ละครั้ง เขาจะต้องทดลองการควบคุม เพื่อให้แน่ใจว่าอุปกรณ์ทำงานอย่างอัตโนมัติ โดยเสียงปืนของผู้ปล่อยตัวหรือโดยอุปกรณ์ปล่อยตัวที่รับรองแล้วนั้น และถูกจัดวางตรงตำแหน่งที่ถูกต้อง เขาจะต้องควบคุมการติดตั้งและทดสอบอุปกรณ์ชิ้นนี้รวมทั้งการควบคุมระบบขณะรอปฏิบัติการ
            20.ถ้าเป็นไปได้ควรมีกล้องอย่างน้อยสองตัว ซึ่งใช้ตัดสินภาพถ่ายเส้นชัย ปฏิบัติภารกิจเสมอโดยติดตั้งข้างละตัว ให้ระบบการจับเวลาเหล่านี้ทำงานเป็นอิสระในแง่เทคนิค ตัวอย่างเช่น มีแหล่งพลังงานไฟฟ้าแยกกัน ทำการบันทึกและทำการถ่ายทอดสัญญาณจากเสียงปืนของผู้ปล่อยตัว หรือจากอุปกรณ์ปล่อยตัวที่รับรองแล้วนั้น โดยใช้อุปกรณ์และสายไฟแยกกัน

หมายเหตุ          ณ ที่ใดก็ตามที่ใช้กล้องตัดสินภาพถ่ายเส้นชัยตั้งแต่สองตัวขึ้นไป ตัวหนึ่งต้องจัดเป็นกล้องทางการโดยผู้แทนฝ่ายเทคนิค (หรือผู้ตัดสินภาพถ่ายเส้นชัยนานาชาติ ถ้ามี) ก่อนที่จะเริ่มการแข่งขัน ส่วนเวลาและสถานที่จากภาพที่ได้จากกล้องตัวอื่นๆ จะไม่ถือเป็นทางการ เว้นแต่มีเหตุผลให้สงสัยในความแม่นยำของกล้องที่เป็นทางการ หรือมีความต้องการที่จะใช้ภาพเพิ่มเติม เพื่อแก้ปัญหาต่างๆของลำดับที่การเข้าเส้นชัย(ตัวอย่างเช่น นักกรีฑาถูกปิดบังจนมิดหรือเห็นบางส่วนในภาพที่ได้จากกล้องของทางการ เป็นต้น)

             21.หัวหน้าผู้ตัดสินภาพถ่ายเส้นชัยประสานงานร่วมกับผู้ช่วยทั้ง 2 คน จะต้องพิจารณาเวลาของนักกรีฑาและลำดับที่ของแต่ละคน เขาต้องแน่ใจว่าผลการแข่งขันต่างๆ เหล่านี้ถูกบันทึกอย่างถูกต้องเข้าในระบบรวบรวมผลการแข่งขัน และส่งต่อไปยังเลขานุการของการแข่งขันด้วย
            22.เวลาที่ได้จากระบบการตัดสินภาพถ่ายเส้นชัยจะถือว่าเป็นทางการ เว้นแต่เหตุผลใดก็ตามที่เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ ตัดสินใจว่าเวลาที่ได้มาเหล่านี้นั้น ไม่ถูกต้องแม่นยำอย่างเห็นได้ชัด ถ้าได้มีกรณีเช่นนี้แล้ว จะถือว่าเวลาที่ได้จากผู้จับเวลาสำรอง ปรับตัวข้อมูลของช่วงห่างของเวลาที่ได้จากภาพที่ตัดสินด้วยภาพถ่าย คือเวลาที่เป็นทางการจะต้องแต่งตั้งผู้จับเวลาสำรองดังกล่าว ณ ที่ใดก็ตามที่มีความเป็นไปได้ที่ระบบจับเวลาจะล้มเหลว
            23.จะต้องอ่านเวลาและบันทึกเวลาจากภาพที่ได้จากการตัดสินด้วยภาพถ่าย ดังต่อไปนี้
              สำหรับการแข่งขันทุกระยะทางจนถึง 10,000 เมตร รวมทั้งระยะทาง 10,000 เมตร ด้วยจะต้องอ่านและบันทึกเวลาเป็น 1/100 ส่วนของวินาทีพอดีจะต้องอ่านและบันทึกเวลาเป็นเวลาที่มากกว่า 1/100 ส่วนของวินาที
            (a) สำหรับการแข่งขันระยะทางอื่นๆที่ไกลกว่า 10,000 เมตร ทุกระยะทางจะต้องอ่านเวลาเป็น 1/100 ส่วนของวินาที และบันทึกเวลาเป็น 1/10 ส่วนของวินาที เวลาที่อ่านได้ทั้งหมดที่ไม่ลงท้ายเป็นศูนย์ จะต้องปัดและบันทึกเป็นเวลาที่มากกว่าของ 1/10 ส่วนของวินาที

ตัวอย่างเช่น สำหรับการแข่งขันระยะทาง 20,000 เมตร เวลา 59:26.32 จะต้องบันทึกเป็น 59:26.4
             (b)  สำหรับการแข่งขันที่จะจัดแข่งขันบางส่วนของระยะทางหรือตลอดระยะทางภายนอกสนามแข่งขัน จะต้องอ่านเวลาเป็น 1/10 ส่วนวินาที และบันทึกเป็นวินาทีเต็ม เวลาที่อ่านได้ทั้งหมดที่ไม่ลงท้ายด้วยเลขศูนย์สองตัว (ศูนย์-ศูนย์) จะต้องปัดและบันทึกเป็นค่าที่มีมากกว่าของวินาทีเต็ม ตัวอย่างเช่น สำหรับวิ่งมาราธอนเวลา 2:09:44.35 จะต้องบันทึกเป็น 2:09:45


            ระบบการจับเวลาติดตัว
            24.อนุญาตให้ใช้ระบบจับเวลาที่ติดตัว (Transponder Timing System) ที่รับรองโดย IAAF ในการแข่งขันที่จัดภายใต้กติกาข้อ 230 (การแข่งขันที่ไม่ได้จัดภายในสนามแข่งขันตลอดระยะทาง) กติกาข้อ 240 และกติกาข้อ 250 โดยมีข้อแม้ว่า
            (a) ไม่มีอุปกรณ์ชิ้นใดที่ใช้ ณ จุดที่ปล่อยตัวที่ใช้ตลอดระยะทางของการแข่งขัน และที่ใช้ ณ จุดที่เข้าเส้นชัยไม่เป็นอุปสรรคหรือสิ่งกีดขวางที่สำคัญต่อการวิ่งของนักกรีฑาคนใด
            (b) น้ำหนักของเครื่องอุปกรณ์ที่ติดตัวและสิ่งห่อหุ้ม ซึ่งติดกับชุดเสื้อผ้า ป้ายหมายเลขประจำตัว หรือรองเท้าของนักกรีฑา ต้องไม่มากจนมีผลต่อนักกรีฑา
            (c) ระบบนี้ต้องเริ่มทำงานโดยเสียงปืนของผู้ปล่อยตัว หรือโดยอุปกรณ์การปล่อยตัวที่รับรองแล้วนั้น
            (d) ระบบนี้ต้องไม่ใช้ภาระงานใดๆ จากนักกรีฑาในระหว่างการแข่งขัน ณ ที่เส้นชัย หรือ ณ ขั้นตอนใดในกระบวนการแสดงผลการแข่งขัน
            (e) อำนาจจำแนกเวลาต้องเป็น 1/10 ส่วนของวินาที (ตัวอย่างเช่น ระบบนี้ต้องสามารถแยกนักกรีฑาที่เข้าเส้นชัยด้วยเวลาห่างกัน 1/10 ส่วนของวินาที ออกจากกันได้) สำหรับการแข่งขันทั้งหมดทุกระยะจะต้องอ่านเวลาเป็น 1/10 ส่วนของวินาทีและบันทึกเป็นวินาทีเต็มเวลาทั้งหมดที่อ่านได้ที่ไม่ลงท้ายด้วยศูนย์ และต้องปัดทศนิยมและบันทึกค่าที่มากกว่าของวินาทีเต็ม ตัวอย่างเช่น สำหรับการวิ่งมาราธอนด้วยเวลา 2:09:44.39 จะต้องบันทึกเป็น 2:09:45
หมายเหตุ           เวลาที่เป็นทางการคือเวลาที่ใช้แข่งขัน ซึ่งจับเวลาได้ระหว่างเสียงยิงปืนปล่อยตัวและ จังหวะที่นักกรีฑาเข้าถึงเส้นชัย อย่างไรก็ตามเวลาที่จับได้ระหว่างช่วงการข้ามเส้นเริ่มของนักกรีฑา และจังหวะที่นักกรีฑาเข้าถึงเส้นชัย ก็อาจจะให้นักกรีฑาทราบได้ด้วย แต่จะไม่ถือเป็นเวลาทางการ

            (f) ในขณะที่พิจารณาลำดับที่และเวลาของการเส้นชัยเพื่อเป็นทางการนั้น ก็อาจจะนำกติกาข้อ 164.3 และกติกาข้อ 165.2 มาร่วมบังคับใช้ด้วยในกรณีที่จำเป็น
หมายเหตุ          ข้อเสนอแนะว่า ควรนำผู้ตัดสิน และ/หรือบันทึกของวีดีโอมาช่วยในการพิจารณาลำดับที่ของการเข้าเส้นชัยด้วย

กติกาข้อ 166
การจัดวางมือ (
Seedings) การจับสลาก (Draws) และการเข้ารอบ (Qualification)

            1.จะต้องจัดให้มีรอบคัดเลือกของประเภทลู่ เมื่อมีจำนวนนักกรีฑามากเกินกว่าที่จะจัดการแข่งขันให้เสร็จสิ้นได้ดีพอด้วยรอบเดียว (Single round-final) เมื่อจัดให้มีรอบคัดเลือก นักกรีฑาทุกคนต้องเข้าแข่งขันในทุกรอบ และผ่านเข้ารอบทุกรอบที่จัดคัดเลือก
            2.จะต้องจัดพวก (Heats) รอบก่อนรองชนะเลิศ (Quarter-finals) และรอบรองชนะเลิศ (Semi-final) โดยผู้แทนเทคนิคที่ได้รับการแต่งตั้ง ถ้าไม่มีผู้แทนเทคนิคแต่งตั้งไว้ จะต้องดำเนินการโดยคณะกรรมการจัดการแข่งขัน
            3.เมื่อไม่มีสถานการณ์พิเศษใด ก็ให้ใช้ตารางต่อไปนี้เพื่อพิจารณาจำนวนรอบ และจำนวนพวกในแต่ละรอบที่จะจัดแข่งขัน และกระบวนการเข้ารอบสำหรับแต่ละรอบของประเภทลู่

ตารางแสดงจำนวนผู้เข้าแข่งขันและรอบคัดเลือกสำหรับระยะทางต่างๆ ของประเภทลู่

ประเภทวิ่ง 100 เมตร 200 ม. 400 เมตร ข้ามรั้ว 110 เมตร และข้ามรั้ว 400 เมตร

จำนวนนักกรีฑา

รอบคัดเลือกรอบ 1

รอบคัดเลือกรอบ 2

รอบรองชนะเลิศ

พวก

ที่

เวลา

พวก

ที่

เวลา

พวก

ที่

เวลา

9-16

2

3

2

 

 

 

 

 

 

17-24

3

2

2

 

 

 

 

 

 

25-32

4

4

4

2

3

2

2

3

2

33-40

5

4

4

3

2

2

3

2

2

41-48

6

3

6

3

2

2

3

2

2

49-56

7

3

3

3

2

2

3

2

2

57-64

8

3

8

4

3

4

2

4

 

65-72

9

3

5

4

3

4

2

4

 

73-80

10

3

2

4

3

4

2

4

 

81-88

11

3

7

5

3

1

2

4

 

89-96

12

3

4

5

3

1

2

4

 

97-104

13

3

9

6

3

6

3

2

3

105-112

14

3

6

6

3

6

3

2

2

 

ประเภทวิ่ง 800 เมตร วิ่งผลัด 4 x100 เมตร และ 4x400 ม.

จำนวนนักกรีฑา

รอบคัดเลือกรอบ 1

รอบคัดเลือกรอบ 2

รอบรองชนะเลิศ

พวก

ที่

เวลา

พวก

ที่

เวลา

พวก

ที่

เวลา

9-16

2

3

2

 

 

 

 

 

 

17-24

3

2

2

 

 

 

 

 

 

25-32

4

4

4

2

3

2

2

3

2

33-40

5

4

4

3

2

2

3

2

2

41-48

6

6

6

3

2

2

3

2

2

49-56

7

3

3

3

2

2

3

2

2

57-64

8

2

8

3

2

2

3

2

2

65-72

9

3

5

4

3

4

2

4

 

73-80

10

3

2

4

3

4

2

4

 

81-88

11

3

7

5

3

1

2

4

 

89-96

12

3

4

5

3

1

2

4

 

97-104

13

3

9

6

3

6

3

2

2

105-112

14

3

6

6

3

6

3

2

2

 

ประเภทวิ่ง 1,500 เมตร 3,000 เมตร และวิบาก 3,000 เมตร

จำนวนนักกรีฑา

รอบคัดเลือกรอบ 1

รอบรองชนะเลิศ

พวก

ที่

เวลา

พวก

ที่

เวลา

16-30

2

4

4

 

 

 

31-45

3

6

6

2

5

2

46-60

4

5

4

2

5

2

61-75

5

4

4

2

5

2

  

ประเภทวิ่ง 5,000 เมตร

จำนวนนักกรีฑา

รอบคัดเลือกรอบ 1

รอบรองชนะเลิศ

พวก

ที่

เวลา

พวก

ที่

เวลา

20-40

2

5

5

 

 

 

41-60

3

8

6

2

6

3

61-80

4

6

6

2

6

3

81-100

5

5

5

2

6

3

 

ประเภทวิ่ง 10,000 ม.

จำนวนนักกรีฑา

รอบคัดเลือกรอบ 1

พวก

ที่

เวลา

28-54

2

8

4

55-81

3

5

5

82-108

4

6

6

 

            เมื่อเป็นไปได้ต้องจัดผู้เล่นของแต่ละชาติหรือแต่ละทีมให้แข่งขันในต่างพวกกัน ในทุกๆรอบของการแข่งขัน

หมายเหตุ          (1) เมื่อจัดพวกนั้นขอเสนอว่า ควรพิจารณาข้อมูลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เกี่ยวกับสถิติ ของนักกรีฑาทุกคน และการจับสลากเข้าพวกนั้น ถ้าตามปกติให้ผู้มีสถิติดีที่สุดเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ (Fianal)
                        (2) สำหรับการแข่งขันระดับโลก(World Championships) และโอลิมปิกเกมส์ (Olympic Games) อาจจะเลือกใช้ตารางอื่นที่เหมาะกับกฎ ระเบียบเทคนิคนั้นๆด้วยก็ได้

                        (3) หลังรอบแรกแล้ว จะต้องให้นักกรีฑาแข่งขันในรอบต่างๆไปตามกระบวนการต่อไปนี้
(a) สำหรับประเภทตั้งแต่ 100 เมตร ถึง 400 เมตร ทุกประเภทที่แข่งขันและวิ่งผลัดระยะทางไม่เกิน 4 x 400 เมตร รวมทั้งการจัดรอบ (Seeding) จะต้องเป็นไปตามลำดับที่และเวลาที่ทำได้ในแต่ละรอบก่อนหน้านี้ เพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว จะต้องจัดลำดับที่ให้นักกรีฑาดังนี้
            (1) ผู้ชนะในพวกด้วยเวลาดีที่สุด (อันดับหนึ่ง)
            (2) ผู้ชนะในพวกด้วยเวลาอันดับสอง
            (3) ชนะในพวกด้วยเวลาอันดับสาม เป็นต้น
            (4) ผู้ได้ที่สองด้วยเวลาดีที่สุด (อันดับหนึ่ง)
            (5) ผู้ได้ที่สองด้วยเวลาอันดับสอง
            (6) ผู้ได้ที่สามด้วยเวลาอันดับสาม เป็นต้น
            (รวมสรุปด้วยสิ่งต่อไปนี้)
            (1) ผู้เข้ารอบด้วยเวลาดีที่สุด (อันดับหนึ่ง)
            (2) ผู้เข้ารอบด้วยเวลาอันดับสอง
            (3) ผู้เข้ารอบด้วยเวลาอันดับสาม
ต่อจากนั้นจะต้องจัดนักกีฑาเข้าพวกตามลำดับของ
การจัดรอบ แบ่งตามลักษณะซิกแซ็ก (Zigzag distribution) ตัวอย่างเช่น ใน 3 พวก จะมีการจัดรอบดังนี้

พวก

A

1

6

7

12

13

18

19

24

พวก

B

2

5

8

11

14

17

20

23

พวก

C

3

4

9

10

15

16

21

22

ส่วนลำดับของพวกที่วิ่งคือ พวก A, B และ  C จะต้องจับสลาก
                       
(b) สำหรับประเภทอื่นๆ จะต้องใช้บัญชีของสถิติชุดแรกต่อไปเพื่อจัดรอบ จะปรับเปลี่ยนได้เฉพาะโดยสถิติที่ดีขึ้นกว่าเดิม ที่ทำได้ในรอบแรกๆ ที่ผ่านมา
                        สำหรับรอบแรก จะต้องจัดให้นักกรีฑาเข้าพวกและจับสลากพวกโดยใช้ระบบที่กล่าวไว้ข้างต้น แต่จัดรอบโดยพิจารณาจากบัญชีของสถิติประเภทนั้นๆ ซึ่งมีการรับรองในระหว่างแข่งขันเพื่อคัดเลือกก่อนหน้านี้

            1.สำหรับประเภทระยะทางตั้งแต่ 100 เมตร ถึง 800 เมตร ทุกๆประเภทด้วย เมื่อมีการแข่งขันต่อเนื่องกันหลายๆรอบ จะต้องจับสลากช่องวิ่งดังต่อไปนี้
                        (a) ในรอบแรกจะต้องจับสลากลำดับของช่องวิ่ง โดยการสุ่มจับสลาก
                        (b) สำหรับรอบต่อไป จะจัดลำดับที่ให้นักกรีฑาตามกระบวนการที่แสดงไว้ในกติกาข้อ 166.3 ข้อ (a) หรือตามกติกาข้อ 166.3 ข้อ (b) ในกรณีของการวิ่งระยะทาง 800 เมตร
                        ต่อจากนั้นจะต้องจับสลาก 3 ครั้ง คือ
                        (c) 1.จับสลากสำหรับนักกรีฑาหรือทีมที่มีอันดับสูงสุดที่ 4 คน หรือทีมเพื่อพิจารณาจัดให้วิ่งในช่องวิ่งที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6
                        (d) 2.จับสลากสำหรับนักกรีฑาหรือทีมที่มีอันดับสูงสุด 5 และ 6 เพื่อพิจารณาจัดให้วิ่งในช่องวิ่งที่ 7 และ 8
                        (e) 3.จับสลากสำหรับนักกรีฑาหรือทีมที่อันดับต่ำสุด 7 และ 8 เพื่อพิจารณาจัดให้วิ่งในช่องวิ่งที่ 1 และ 2

หมายเหตุ          (1) เมื่อสนามมีช่องวิ่งน้อยกว่า 8 ช่องวิ่ง ควรปฏิบัติตามระบบที่กล่าวไว้ข้างต้น โดย ปรับเปลี่ยนเท่าที่จำเป็น
                        (2) ในการแข่งขันจัดภายใต้กติกาข้อ 1 ข้อ (d) ถึงข้อ (h) ประเภทวิ่ง 800 เมตร อาจจะจัดโดยให้นักกรีฑาหนึ่งคนหรือสองคน วิ่งในแต่ละช่องวิ่งหรือปล่อยตัวเป็นกลุ่มหลังเส้นโค้ง
                        (3) ในการแข่งขันจัดภายใต้กติกาข้อ 1 ข้อ (a) ข้อ (b) และข้อ (c) ตามปกติ
           ควรใช้วิธีการนี้เฉาะในรอบแรกเท่านั้น เว้นแต่กรณีเสมอกัน (เข้าเส้นชัยพร้อมกัน) หรือผู้ชี้ขาดให้นักกรีฑาเข้ารอบเพิ่มขึ้น ทำให้มีนักกรีฑาในรอบนั้นมากกว่าที่คาดเดาไว้

หมายเหตุ    ในกรณีมีช่องวื่งมากกว่านักกีฬาช่องวิ่งที่ 1 ควรเว้นไว้

             5.จะต้องไม่อนุญาตให้นักกรีฑาตนใดเข้าแข่งขันในพวกนอกจากตัวนักกรีฑาผู้มีชื่อในพวกนั้น เว้นแต่นสถานการณ์ที่ผู้ชี้ขาดเห็นสมควรในการสับเปลี่ยน
            6.ในรอบคัดเลือกทุกรอบ อย่างน้อยจะต้องให้นักกรีฑาของวันที่หนึ่งและที่ในแต่ละพวก มีสิทธิ์เข้ารอบต่อไปและมีข้อเสนอแนะว่า เมื่อปฏิบัติได้ควรให้นักกรีฑาอย่างน้อย 3 คน ในแต่ละพวก มีสิทธิ์เข้ารอบ
            ยกเว้น เมื่อบังคับใช้กติกาข้อ 167 นักกรีฑาคนอื่นๆ อาจจะมีสิทธิ์เข้ารอบโดยลำดับที่หรือโดยเวลาตามกติกาข้อ 166.2 ในกฎระเบียบที่บ่งไว้เฉพาะ หรือจากการพิจารณาของผู้แทนเทคนิค

            เมื่อใช้เวลาที่นักกรีฑาเป็นเกณฑ์ในการตัดสิทธิ์เข้ารอบแล้ว จะต้องใช้ระบบการจับเวลาเพียงระบบเดียวเท่านั้น
            ลำดับของพวกที่จะทำให้นักกรีฑาวิ่ง จะต้องพิจารณาจากการจับสลากหลังจากได้จัดทำพวกแล้ว
            7.เมื่อปฏิบัติได้จะต้องอนุญาตให้มีเวลาอย่างน้อยที่สุดดังต่อไปนี้ ได้พักระหว่างพวกสุดท้ายของรอบนั้นๆ และพวกแรกของรอบถัดไปหรือรอบชิงชนะเลิศ  คือ
                        (1) ระยะทางไม่เกิน 200 เมตร รวมทั้ง 200 เมตรด้วย เวลาพัก =45 นาที
                        (2) ระยะทางเกิน 200 เมตร แต่ไม่เกิน 1000 เมตร รวมทั้ง 1000  เมตรด้วย
 เวลาพัก = 90 นาที
                        (3) ระยะทางเกินกว่า 1000 เมตร ต้องไม่แข่งขันในวันเดียวกัน (ได้พักอย่างน้อย 1 วัน)

การแข่งขันรอบเดียว
            8.ในการแข่งขันจัดภายใต้กติกาข้อ 1 ข้อ (a), ข้อ (b) และข้อ (c) สำหรับประเภทที่มีระยะทางเกินกว่า 800 เมตร และวิ่งผลัดระยะทางเกินกว่า 4 x400 เมตร และประเภทใดก็ตามที่บังคับให้แข่งขันได้เพียงรอบเดียว (ชิงชนะเลิศ) ช่องวิ่ง/ตำแหน่งปล่อยตัวจะต้องจับสลากโดยสุ่มจับสลาก

กติกาข้อ 167
การเสมอกัน (
Ties)

            จะต้องแก้ปัญหาเรื่องการเสมอกันดังต่อไปนี้
            ในการพิจารณาว่ามีการเสมอกันหรือไม่ในรอบใดก็ตาม เพื่อมีสิทธิ์ได้เข้าไปสู่รอบต่อไป โดยใช้เวลาเป็นเกณฑ์นั้น หัวหน้าผู้ตัดสินภาพถ่ายเส้นชัยจะต้องพิจารณาจากเวลาจริงที่นักกรีฑาทำสถิติได้จนถึง 1/1000 ส่วนของวินาที ถ้าพิจารณาดังกล่าวแล้วยังมีเสมอกันอีกให้จัดนักกรีฑาผู้เสมอกันเข้ารอบต่อไป หรือถ้าไม่อาจจะปฏิบัติได้จะต้องจับสลากโดยการสุ่ม เพื่อพิจารณาผู้จะมีสิทธิ์เข้ารอบต่อไป
            ในกรณีเสมอกันของผู้ชนะเลิศ (เข้าที่หนึ่ง) ในการชิงชนะเลิศครั้งใด ผู้ชี้ขาดมีอำนาจที่จะพิจารณาว่าจะจัดให้นักกรีฑาผู้เสมอกันนั้นแข่งขันกันอีกหรือไม่ (เช่น เวลา,เจ้าหน้าที่ ฯลฯ เปิดโอกาสให้แข่งขันอีกหรือไม่ เป็นต้น) ถ้าผู้ชี้ขาดตัดสินใจว่าไม่ให้แข่งขันอีก ก็ให้ยืนยันผลการแข่งขันนั้น ส่วนการเสมอในลำดับอื่นๆ ให้คงเดิมไว้

หมายเหตุ  เกณฑ์มาตรฐานที่จะเข้ารอบต่อไปขึ้นอยู่กับตำแหน่งและเวลา ตัวอย่าง (ชนะที่ 1 - ที่ 3 ใน 2 พวก รวมกับเวลาที่ดีอีก 2) ถ้ามีการเสมอในอันดับสุดท้าย ตำแหน่งที่เสมอกันในรอบต่อไปจะถูกลดลงโดยการใช้เวลา

 

กติกาข้อ 168
การวิ่งข้ามรั้ว (
Hurdle Races)

            1.ระยะทาง ต่อไปนี้คือระยะทางมาตรฐานของวิ่งข้ามรั้ว
ชาย
           
ยุวชนชายและเยาวชนชาย (Men,Junior Men and Youth Boys) = 110 เมตร ,400 เมตร
หญิง
           
ยุวชนหญิงและเยาวชนหญิง (Women,Junior Women and Youth Girls) =100 เมตร,400 เมตร
            จะต้องมีรั้ว 10 รั้ว ให้วิ่งข้ามในแต่ละช่องวิ่ง โดยจัดตั้งให้ตรงกับตารางต่อไปนี้

ยุวชนชายและเยาวชนชาย

ระยะทางแข่งขัน

ระยะเส้นปล่อยตัวถึงรั้วอันแรก

ระยะระหว่างรั้ว

ระยะจากรั้วสุดท้ายถึงเส้นชัย

110 เมตร
400 เมตร

13.72 เมตร
45.00 เมตร

9.14 เมตร
35.00 เมตร

14.02 เมตร
40.00 เมตร

 

ยุวชนหญิงและเยาวชนหญิง

100 เมตร
400 เมตร

13.00 เมตร
45.00 เมตร

8.50 เมตร
35.00 เมตร

10.50 เมตร
40.00 เมตร

            

รูปภาพที่ 1ตัวอย่างและขนาดของรั้วกระโดดข้าม

     แต่ละรั้วต้องตั้งบนลู่ในลักษณะที่ขาตั้งของรั้วหันมาทางด้านนักกรีฑาวิ่งเข้าหา จะต้องตั้งรั้วในลักษณะที่ขอบของไม้พาด ด้านที่นักกรีฑาวิ่งเข้าหาอยู่แนวเดียวกันกับเครื่องหมายของลู่ ที่ใกล้กับนักกีฬาที่สุด

             2.โครงสร้างของรั้ว รั้วต้องทำจากโลหะหรือวัสดุอื่นที่เหมาะสม โดยมีบาร์ (ไม้พาด) ทำด้วยไม้ หรือวัสดุอื่นที่เหมาะสม รั้วต้องมีสองขาและเสาสองข้าง ประกอบเป็นกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้ารับน้ำหนัก เสริมแรงด้วยไม้พาดหนึ่งหรือสองอัน โดยติดตรึงเสาทั้งสองข้างที่ปลายสุดแต่ละข้างของฐาน จะต้องออกแบบให้รั้วล้มได้เมื่อถูกแรงอย่างน้อยเท่ากับ 3.6 กิโลกรัม กระแทกชนเป็นแนวขนานกับพื้นตรงศูนย์กลางของขอบบนของไม้พาดอันบนของรั้ว ความสูงของรั้วควรปรับแต่งได้ตามประเภทที่ใช้แข่งขัน น้ำหนักถ่วงของรั้วควรปรับแต่งได้ในลักษณะที่ระดับความสูงหนึ่งๆ ของรั้ว จะต้องใช้แรงอย่างน้อยเท่ากับ 3.6 กิโลกรัม แต่ไม่มากกว่า 4 กิโลกรัม เพื่อทำให้รั้วนั้นล้มลงได้

            3.ขนาดของรั้ว
                        มาตรฐานความสูงของรั้วจะต้องเป็นดังต่อไปนี้

ระยะทาง

ประชาชนชาย

เยาวชนชาย

ยุวชนชาย

ประชาชนและเยาวชนหญิง

ยุวชนหญิง

รั้ว 100/110
รั้ว 400

1.067 เมตร
0.914 เมตร

0.990 เมตร
0.914 เมตร

0.914 เมตร
0.840 เมตร

0.840 เมตร
0.762 เมตร

0.762 เมตร
 0.762 เมตร

หมายเหตุ          เพราะมีโรงงานผลิตหลากหลาย จึงให้ใช้รั้วซึ่งสูงไม่เกิน 1.000 เมตร ในการแข่งขันวิ่งข้ามรั้ว 110 เมตร ประเภทเยาวชนได้
                        รั้ว จะต้องมีความกว้างระหว่าง 1.18 เมตร ถึง 1.20 เมตร ความสูงสุดของฐานจะต้องเป็น 70 เซนติเมตร น้ำหนักรวมของรั้วจะต้อง ไม่น้อยกว่า 10 กิโลกรัม ในแต่ละกรณีจะอนุญาตให้ ± 3 มิลลิเมตร คือ สูงกว่าและต่ำกว่าความสูงมาตรฐานไม่เกิน 3 มิลลิเมตร เผื่อความหลากหลายของการผลิต

            4.ไม้พาดบนจะต้องสูง 7 เซนติเมตร และควรหนาระหว่าง 1 เซนติเมตร ถึง 2.5 เซนติเมตร และขอบบนควรลบเหลี่ยมให้เรียบ ควรติดตรึงไม้พาดให้แน่นหนาตรงปลายทั้งสองข้าง
            5.ไม้พาดบนรั้วควรทาด้วยสีขาวและดำเป็นลายสลับกัน หรือทาด้วยสีที่ตัดกันอย่างชัดเจน ซึ่งกว้างอย่างน้อย 22.5 เซนติเมตร อยู่ส่วนนอกของการสลับลาย
            6.การแข่งขันทุกระยะต้องวิ่งในช่องวิ่ง และนักกรีฑาแต่ละคนต้องวิ่งในช่องวิ่งของตนจนถึงเส้นชัย เว้นแต่ที่ให้ไว้ในกติกาข้อ 163.4
            7.นักกรีฑาจะถูกตัดสิทธิ์การแข่งขัน ถ้าปฏิบัติดังต่อไปนี้
            (a) ไม่กระโดดเพื่อให้ข้ามรั้วใดรั้วหนึ่ง
            (b) ปล่อยให้เท้าหลังหรือขาหลังห้อยลงต่ำกว่าระนาบแนวนอน (Horizontal plane) ของส่วนบนของรั้วใดรั้วหนึ่งในจังหวะที่ข้ามรั้วไป(ข้ามรั้วเพียงเท้าข้างเดียว)
            (c) กระโดดข้ามรั้วใดรั้วหนึ่ง ซึ่งไม่อยู่ในช่องวิ่งของตน หรือ
            (d) ผู้ชี้ขาดเห็นว่า นักกรีฑาคนนั้นจงใจทำให้รั้วใดรั้วหนึ่งล้ม
            8.เว้นแต่ที่ให้ไว้ในวรรค 7 ข้อ (d) การทำรั้วล้มจะไม่เป็นผลให้ถูกตัดสิทธิ์การแข่งขันหรือไม่ขัดขวางการทำสถิติ
            9.สำหรับสถิติโลก รั้วทุกรั้วที่ใช้แข่งขันจะต้องตรงตามข้อกำหนดของกติกาข้อนี้

กติกาข้อ 169
การวิ่งวิบาก (
Steeplechase Races)

            1.ระยะทางมาตรฐานสำหรับการแข่งขันคือ 2,000 เมตร และ 3,000 เมตร
            2.ในการแข่งขันประเภท 3,000 เมตร จะต้องประกอบด้วยการกระโดดข้ามรั้ว 28 ครั้ง และกระโดดลงบ่อน้ำ 7 ครั้ง และในการแข่งขันประเภท 2,000 เมตรจะต้องประกอบด้วยการกระโดดข้ามรั้ว 18 ครั้ง และกระโดดลงบ่อน้ำ 5
            3.สำหรับประเภทวิ่งวิบาก จะต้องมีการกระโดด 5 ครั้ง ในแต่ละรอบ หลังจากผ่านเส้นชัยแล้วเป็นครั้งแรก โดยให้การกระโดดครั้งที่สี่เป็นการกระโดดลงบ่อน้ำ จะต้องแบ่งระยะทางของการกระโดดให้กระจายออกเท่าๆ กันในลักษณะที่ให้ระยะทางระหว่างการกระโดดห่างประมาณหนึ่งในห้าส่วนของความยาวของรอบที่กำหนดไว้ (ซึ่งจะได้ 5 ครั้ง)
หมายเหตุ          ในการแข่งขันประเภท 2,000 เมตร ถ้าการกระโดดลงบ่อน้ำอยู่ภายในลู่ จะต้องผ่านเส้นชัยสองครั้งก่อนที่จะเป็นรอบแรกที่มีการกระโดด 5 ครั้ง
            4. ในการแข่งขันประเภท 3,000 เมตร ระยะทางจากจุดปล่อยตัวจนถึงจุดเริ่มต้นของรอบแรก จะต้องไม่มีการกระโดดใดๆ โดยเคลื่อนย้ายรั้วออกก่อนจนกระทั่งนักกรีฑาได้เข้าสู่รอบแรก ในการแข่งขันประเภท 2,000 เมตร การกระโดดครั้งแรกอยู่ที่เครื่องกีดขวางที่สามของรอบปกติจะต้องเคลื่อนย้ายรั้วดังที่กล่าวมาแล้วออกไว้ก่อนจนกระทั่งนักกรีฑาได้ผ่านจุดกำหนดรั้วเหล่านั้นเป็นครั้งแรกแล้ว
            5. รั้วจะต้องสูง 91.4 เซนติเมตร สำหรับประเภทชาย และสูง 76.2 เซนติเมตร สำหรับประเภทหญิง
 (± 0.3 เซนติเมตร สำหรับทั้งสองประเภท) และกว้างอย่างน้อย 3.94 เมตร ส่วนของบาร์บน (ไม้พาดบน) ของรั้วและรั้วกระโดดลงบ่อน้ำต้องมีขนาดหน้าตัดเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างxยาว 12.7 เซนติเมตร (12.7 x 12.7)  

รูปภาพแสดง ตัวอย่างและขนาดของรั้ววิบาก

 

            รั้วที่ใช้กระโดดลงบ่อน้ำจะต้องกว้าง 3.66 เมตร ± 0.02 เมตร และจะต้องติดตรึงให้มั่นคงกับพื้นในลักษณะที่ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ในแนวนอน
            ไม้พาดควรทาด้วยสีขาวและดำเป็นลายสลับกัน หรือด้วยสีอื่นที่ตัดกันชัดเจน โดยให้สีจาง ซึ่งกว้าง 22.5 เซนติเมตร อยู่ด้านนอก
            รั้วแต่ละรั้วจะต้องมีน้ำหนักระหว่าง 80 กิโลกรัม และ 100 กิโลกรัม แต่ละปลายสุดของรั้วจะต้องมีขาเป็นฐานรองรับ กว้างระหว่าง 1.2 เมตร และ 1.4 เมตร (ดูภาพ)
            จะต้องตั้งรั้วบนลู่ ในลักษณะที่ไม้พาดบนของรั้ว ยื่นล้ำเข้าไปในขอบในของลู่ 30 เซนติเมตร
หมายเหตุ          ข้อเสนอแนะ รั้วแรกให้กระโดดข้ามในการแข่งขันนั้น ควรมีความกว้างอย่างน้อย 5 เมตร
            6. การกระโดดลงบ่อน้ำ รวมทั้งรั้วจะต้องยาว 3.66 เมตร ± 0.02 เมตร และบ่อน้ำจะต้องกว้าง 3.66 เมตร  ± 0.02 เมตร ก้นของบ่อน้ำจะต้องมีพื้นผิวเป็นวัสดุสังเคราะห์หรือปูด้วยวัสดุที่มีความหนาพอที่จะลงพื้นได้ปลอดภัย และทำให้ปุ่มรองเท้าวิ่งปักยึดได้ดีพอ
            เมื่อเริ่มการปล่อยตัวนั้น พื้นผิวของน้ำในบ่อจะต้องอยู่ระดับเดียวกันกับพื้นผิวของลู่ลดลงต่ำได้ไม่เกิน 2 เซนติเมตร ความลึกของน้ำด้านใกล้กับรั้วต้องถึง 50-70 เซนติเมตร ตลอดออกไปประมาณ 30 เซนติเมตร ต่อจากนั้นระดับของพื้นจะต้องลดชันขึ้นสม่ำเสมอกันจนถึงระดับพื้นผิวของลู่ทางปลายสุดของบ่อน้ำ

รูปภาพแสดง บ่อกระโดดการวิ่งวิบาก

             7. นักกรีฑาแต่ละคนจะต้องข้ามหรือลุยผ่านน้ำไป นักกรีฑาจะถูกตัดสิทธิ์การแข่งขันถ้าปฏิบัติดังนี้
                        (a) ไม่กระโดดข้ามรั้วหนึ่งรั้วใด
                        (b) ก้าวขึ้นบนขอบบ่อข้างใดข้างหนึ่งในการกระโดดลงบ่อน้ำ (แทนที่จะกระโดดข้ามบ่อน้ำ หรือลุยน้ำไป) หรือ
                        (c) หย่อนเท้าหลังหรือขาหลังให้ต่ำกว่าระนาบแนวนอนของไม้พาดบนของรั้วหนึ่งรั้วใดในจังหวะที่ข้ามรั้ว
            นักกรีฑาจะข้ามแต่ละรั้วในลักษณะใดก็ได้ แต่ต้องปฏิบัติตามกติกาข้อนี้
 

กติกาข้อ 170

การแข่งขันวิ่งผลัด

(Relay Races)

            1. ระยะทางมาตรฐาน คือ 4 × 100 , 4 × 200 , 4 × 400 , 4 × 800 , 4 × 1500 เมตร รวมทั้งวิ่งผลัดต่างระยะ 100 , 200 , 300 , 400 Medley

            2. จะต้องตีเส้นกว้าง 5 เซนติเมตร ตัดลู่เพื่อแสดงระยะทางของแต่ละช่องที่วิ่ง และทำเส้นกลางเขต

            3. แต่ละเขตของการรับไม้ผลัด (ไม้คทา) จะต้องยาว 20 เมตร โดยมีเส้นกลางเขตเป็นเส้นสร้างจะต้องเริ่มต้น เขตของการรับไม้คทาที่ขอบใกล้ของเส้นแรกที่กำหนดเขตของการรับไม้คทา และจบสิ้นเขตของการรับไม้คทาที่ขอบใกล้ของเส้นที่สองที่กำหนดเขตของการรับไม้คทาตามทิศทางของการวิ่งแข่งขัน โดยดูจากเส้นปล่อยตัว

            4. เส้นกลางเขตแรกของการรับไม้คทาสำหรับวิ่งผลัด 4 × 400 เมตร (หรือเส้นกลางเขตที่สองสำหรับวิ่งผลัด 4 × 400 เมตร) คือเส้นเดียวกันกับเส้นปล่อยตัวสำหรับวิ่งแข่งขัน 800 เมตร

            5. เขตการรับไม้คทาที่สองและเขตสุดท้าย (4 × 400) คือ เส้น 10 เมตร ห่างจากด้านใดด้านหนึ่งของเส้นปล่อยตัว / เส้นชัย

            เส้นโค้งตัดผ่านลู่ของการเข้าสู่ทางตรง แสดงตำแหน่งที่นักกรีฑาไม้สอง (4 × 400 เมตร) และไม้สาม
 (4 × 200 เมตร) สามารถรอตัดเข้าในลู่วิ่งได้ จะต้องเป็นเส้นโค้งเดียวกันกับของประเภท 800 เมตร ที่กล่าวไว้ในกติกาข้อ 163.5

            6. การวิ่งผลัด 4 ×  100 และที่สามารถจัดได้สำหรับวิ่งผลัด 4 ×  200 เมตร จะต้องวิ่งในช่องวิ่งตลอดระยะทาง

            ในการวิ่งผลัด 4 ×  200 เมตร (ถ้าประเภทนี้ไม่วิ่งแข่งขันในช่องวิ่งตลอดระยะทาง) และ
วิ่งผลัด 4 × 400 เมตร จะต้องวิ่งในช่องวิ่งตลอดระยะทางของรอบแรกและส่วนของรอบที่สอง จนถึงเส้นตัดช่องวิ่ง (Break line) หลังโค้งแรก

หมายเหตุ          ในการวิ่งผลัด 4 × 200 เมตร และ 4 × 400 เมตร ซึ่งมีทีมเข้าแข่งขันไม่เกิน 4 ทีม
(ขอเสนอแนะว่าควรจัดให้วิ่งเฉพาะได้โค้งแรกของรอบแรกเท่านั้น)

            7. ในการวิ่งผลัด 4 ×100 เมตร และ 4 ×200 เมตร สมาชิกของทีมคนอื่นนอกจากไม้แรก อาจจะเริ่มออกวิ่งได้ในระยะทางไม่เกิน 10 เมตร นอกเขตการรับไม้คทา (ดูวรรค 2 ข้างต้น) จะต้องทำเครื่องหมายที่เด่นชัดในแต่ละช่องวิ่งเพื่อแสดงเขตกำหนดที่ยื่นออกไปนั้น

            8. ในการวิ่งผลัด 4 ×400 เมตร ณ เขตแรกของการรับไม้คทาซึ่งนักกรีฑาต้องยังคงอยู่ภายในช่องวิ่งเพื่อรับไม้คทานั้น ผู้วิ่งไม้สองจะไม่ได้รับอนุญาตให้เริ่มออกวิ่งภายนอกเขตรับไม้รับคทาของตนและจะต้องเริ่มออกวิ่งภายในเขตนี้ ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกันสำหรับผู้วิ่งไม้สามและไม้สี่ คือ ต้องเริ่มออกวิ่งภายในเขตรับไม้คทาของตน

            ผู้วิ่งไม้สองของแต่ละทีมจะต้องวิ่งในช่องวิ่งจนถึงเส้นตัดช่องวิ่ง ซึ่งทำเป็นเครื่องหมายไว้หลังโค้งแรกที่ซึ่งนักกรีฑาอาจจะออกจากช่องวิ่งของตน เส้นการตัดออกช่องวิ่งนี้ จะต้องทำเป็นเส้นโค้ง
กว้าง 5 เซนติเมตร ตัดผ่านลู่โดยมีธงปีกแสดงที่ปลายเส้นข้างละอัน สูงอย่างน้อย 1.50 เซนติเมตร ตั้งนอกลู่ห่างออกไป 30 เซนติเมตร จากเส้นช่องวิ่งที่ใกล้ที่สุด

หมายเหตุ          เพื่อช่วยให้นักกรีฑามองเห็นเส้นตัดช่องวิ่ง ควรจะตั้งกรวยพลาสติกหรือปริซึมขนาดเล็ก กว้างยาว 5 × 5 เซนติเมตรและสูงไม่เกิน 15 เซนติเมตร เสนอให้มีสีแตกต่างจากสีเส้นตัดช่องวิ่งและเส้นของช่องวิ่ง โดยตั้งเครื่องหมายดังกล่าวบนเส้นของช่องวิ่งชิดติดใกล้จะถึงจุดตัดของเส้นช่องวิ่งและเส้นตัดช่องวิ่ง

            9. นักกรีฑาไม้สามและไม้สี่ของวิ่งผลัด 4 × 400 เมตร ภายใต้การกำกับของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ จะต้องเข้าไปประจำที่ของตนเป็นลำดับ (จากด้านในมาด้านนอก) เหมือนกันกับลำดับของสมาชิกของทีมตนที่วิ่งผ่านในระยะ 200 เมตร

            ทันทีที่นักกรีฑาผู้วิ่งเข้ามานั้นได้ผ่านจุดนี้แล้ว นักกรีฑาผู้ซึ่งยืนรอจะยังอยู่ในลำดับที่ของตน และจะต้องไม่สลับตำแหน่งของตนตอนเริ่มเขตการรับไม้คทา ถ้านักกรีฑาคนใดไม่ปฏิบัติตามกติกานี้ ทีมของเขาจะถูกตัดสิทธิ์การแข่งขันทันที

หมายเหตุ          ในการวิ่งผลัด 4 × 200 เมตร (ถ้าไม่วิ่งตลอดระยะทางในช่องวิ่ง) นักกรีฑาคนที่ 4 จะต้อง ยืนรับไม้ตามแถวในลำดับของการปล่อยตัว (จากด้านในมาด้านนอก)

            10. ในการวิ่งผลัดต่างระยะ Medley (100 , 200 , 300 , 400) ไม้หนึ่ง , ไม้สอง จะวิ่งในช่องของตนเอง ส่วนไม้ที่สาม จะวิ่งในช่องของตนเองในเขตรับไม้ แล้วจึงวิ่งตัดที่ตรงจุดตัดเข้าด้านในได้

            11. เครื่องหมาย (Check - marks) เมื่อการวิ่งผลัดประเภทใดประเภทหนึ่ง วิ่งในช่องวิ่งตลอดระยะทางหรือเพียงบางส่วนของระยะทาง นักกรีฑาอาจจัดวางเครื่องหมาย เพื่อเป็นที่สังเกตหนึ่งอย่างบนลู่ภายในช่องวิ่งของตน โดยใช้เทปกาวขนาด 5 × 40 เซนติเมตร ซึ่งมีสีแตกต่าง ซึ่งจะไม่สับสนกับเครื่องหมายอื่นๆ ที่ติดตั้งถาวรไว้แล้วส่วนในลู่ดินหรือลู่หญ้า นักกรีฑาอาจทำเครื่องหมายดังกล่าวภายในช่องวิ่งของตนโดยการทำร่องรอยบนลู่ก็ได้ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม จะใช้เครื่องหมายอื่นอีกไม่ได้เพื่อเป็นที่สังเกต

            12. ไม้คทาจะต้องเป็นท่อกระบอกกลวงเรียบท่อนยาวกลมทำด้วยไม้ โลหะหรือวัสดุที่แข็งแน่นเป็นชิ้นเดียว ซึ่งมีความยาวตั้งแต่ 28 เซนติเมตร ถึง 30 เซนติเมตร (28 – 30 เซนติเมตร) เส้นผ่านศูนย์กลางด้านนอก 40 มิลลิเมตร (±2 มิลลิเมตร) และหนักไม่น้อยกว่า 50 กรัม ควรทาสีทำให้มองเห็นง่ายในระหว่าง
การแข่งขัน

            13. จะต้องจับถือไม้คทาด้วยมือตลอดการแข่งขัน ไม่อนุญาตให้นักกรีฑาสวมถุงมือหรือทามือด้วยสิ่งใดๆ เพื่อจับไม้คทาได้ดีกว่าปกติ ถ้าไม้คทาร่วงหลุดมือจะต้องเก็บขึ้น โดยนักกรีฑาผู้ซึ่งทำร่วงหลุดมือ
นักกรีฑาคนนั้นอาจออกจากช่องวิ่งของตนเพื่อเก็บคทา แต่มีข้อแม้ว่าเมื่อทำเช่นนั้นจะต้องไม่ย่นระยะทางที่
จะวิ่งของตนให้สั้นลง ถ้าปฏิบัติตามกระบวนการนี้และไม่มีนักกรีฑาคนอื่นใดถูกขัดขวางแล้ว การทำไม้คทาร่วงหลุดมือจะต้องไม่เป็นผลให้ถูกตัดสิทธิ์การแข่งขัน

            14. ในการวิ่งผลัดทุกประเภท จะต้องรับ – ส่ง ไม้คทา ภายในเขตรับไม้คทา การรับ – ส่งไม้คทา เริ่มต้นไม้คทาถูกสัมผัสครั้งแรกโดยนักกรีฑาฝ่ายรับไม้คทา และสิ้นสุดในจังหวะที่ไม้คทาถูกสัมผัสครั้งแรกโดยนักกรีฑาฝ่ายรับไม้คทา และสิ้นสุดในจังหวะที่ไม้คทาอยู่ในมือของผู้รับไม้คทาเพียงคนเดียวเท่านั้น เพื่อพูดถึงเขตรับไม้คทาและจะตัดสินจากตำแหน่งไม่คทาเท่านั้น ไม่ใช่ตำแหน่งของร่างกายของนักกรีฑาการรับ –
การส่ง ไม้คทาเลยนอกเขตการรับไม้คทา จะต้องเป็นผลให้ถูกตัดสิทธิ์การแข่งขัน

            15. การช่วยเหลือด้วยการผลักหรือด้วยวิธีการอื่นใด จะต้องเป็นผลให้ถูกตัดสิทธิ์การแข่งขัน ก่อนรับและ / หรือหลังจากส่งไม้วิ่งผลัดแล้วผู้เข้าแข่งขันควรอยู่ในช่องวิ่งของตน จนกว่าลู่วิ่งจะปลอดจากผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการกีดขวางสมาชิกคนใดคนหนึ่งของทีมอื่น กติกาข้อ 163.3 และ 4
จะไม่นำมาใช้กับนักกรีฑานี้ ผู้เข้าแข่งขันคนใดเจตนากีดขวางผู้วิ่งของทีมอื่นโดยการวิ่งออกจากตำแหน่งหรือช่องวิ่งของตนเอง เมื่อส่งไม้วิ่งผลัดเสร็จโดยทันที เขาผู้นั้นอาจจะเป็นต้นเหตุให้ทีมของเขาถูกตัดสิทธิ์จากการแข่งขัน

            16. นักกรีฑาสี่คนที่เข้าร่วมการแข่งขัน จากนักกีฬาทั้งหมดไม่ว่าจากรายการที่แข่งขันหรือจากรายการอื่นๆ อาจเข้าร่วมการแข่งขันรอบใดรอบหนึ่งก็ได้ทันทีที่ทีมของการวิ่งผลัดได้เริ่มอยู่ในการแข่งขันแล้ว อาจจะเพิ่มนักกรีฑาได้อีกเพียงสองคน เพื่อเป็นตัวสำรองของทีมในรอบต่อๆ ไป จะเปลี่ยนตัวนักกรีฑาในทีมวิ่งผลัดได้เฉพาะจากรายรายชื่อของนักกรีฑาที่ได้จัดลงไว้ เพื่อการแข่งขันเท่านั้น ไม่ว่าเพื่อประเภทนั้นหรือประเภทอื่นใดทันทีที่นักกรีฑาผู้ซึ่งได้เริ่มแข่งขันแล้วในรอบก่อนหน้านี้ได้ถูกเปลี่ยนตัวเข้าแทนที่โดยตัวสำรอง นักกรีฑาคนนั้นจะคืนกลับมาร่วมทีมอีกไม่ได้ ถ้าทีมใดไม่ปฏิบัติตามกติกานี้จะถูกตัดสิทธิ์การแข่งขัน

            17. การวิ่งผลัด 4 × 800 เมตร กระทำได้ 2 กรณี คือ (a) ไม้แรกจะวิ่งในช่องตนเองไปหนึ่งโค้งแล้วตัดที่จุดตัดเข้าช่องในได้ (b) ไม่ใช้ช่องวิ่งของตนเอง (ปล่อยแนววิ่งเส้นโค้ง) การวิ่งผลัด 4 ×1500 เมตร จะไม่ใช้ช่องวิ่ง

            18.การจัดทีมและลำดับที่ของการวิ่งผลัด จะได้รับการประกาศเป็นทางการภายในหนึ่งชั่วโมง
(ไม่เกิน) ก่อนเวลาเรียกตัวนักกรีฑาครั้งแรกติดประกาศ สำหรับพวกแรกของแต่ละรอบของการแข่งขัน การเปลี่ยนแปลงอื่นใดเพิ่มขึ้นอีกจะต้องยืนยันโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายแพทย์ที่แต่งตั้งโดยคณะกรรมการจัดการแข่งขัน และอาจจะกระทำได้จนกระทั่งถึงเวลาเรียกตัวนักกรีฑาครั้งสุดท้าย สำหรับพวกที่ทีมนั้นแข่งขันโดยเฉพาะเท่านั้น ถ้าทีมใดไม่ปฏิบัติตามกติกานี้จะถูกตัดสิทธิ์การแข่งขัน

            19. การวิ่งผลัด 4 × 100 , 4 × 200 และวิ่งผลัดต่างระยะ (100 , 200 , 300 , 400 เมตร) นักกีฬาคนที่ 2 คนที่ 3 สามารถออกมายืนภายนอกเขตรับไม่ได้ไม่เกิน 10 เมตร

            20. เขตรับไม้คนสุดท้ายของการวิ่งผลัดต่างระยะ วิ่งผลัด 4 × 400 , 4 × 800 , 4 × 1500 เมตร ต้องไม่ออกจากเขตรับไม้ ถ้าไม่ปฏิบัติตามนี้ จะถือว่าฟาล์ว

               ในการแข่งขันวิ่งผลัดประเภทอื่นๆ ซึ่งไม่ใช้ช่องวิ่งนักกีฬาที่มาถึงก่อนสามารถเปลี่ยนสลับตำแหน่งได้แต่ต้องไม่กีดกันคนอื่น
               ส่วนการวิ่งผลัด 4 × 200 , 4 × 400 และวิ่งผลัดต่างระยะนักกีฬาจะต้องทำตามกฎกติกา คือ ไม่มีการสลับตำแหน่ง ถ้าไม่ปฏิบัติตามนี้ ทีมนั้นจะถูกปรับให้ฟาล์ว

ตอนที่ 4 ประเภทลาน

(Field Events)

กติกาข้อ 120

บททั่วไป

การอบอุ่นร่างกายที่บริเวณสนามแข่งขัน

            1.ที่บริเวณสนามแข่งขันและก่อนเริ่มการแข่งขันประเภทนั้นนักกรีฑาอาจจะทำการฝึกซ้อมได้ ส่วนในกรณีของประเภท ทุ่ม พุ่ง ขว้าง การฝึกซ้อมจะได้จากการจับสลากลำดับของการฝึกซ้อม และต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของผู้ตัดสินเสมอ

            2.ทันทีที่เริ่มการแข่งขันจะไม่อนุญาตให้นักกรีฑาใช้บริเวณสนามแข่งขันนั้นๆ เพื่อการฝึกซ้อมตามที่เห็นสมควร ซึ่งได้แก่

            (a) เส้นทางวิ่งหรือบริเวณกระโดด

            (b) อุปกรณ์การแข่งขัน

            (c) ใช้วงกลมหรือพื้นสนามส่วนที่อยู่ภายในเส้นแบ่งส่วน (Sector) ซึ่งจะมีอุปกรณ์หรือไม่ก็ตาม

เครื่องหมายต่างๆ
           
3. a. ในประเภทลานทุกประเภทที่มีการใช้ทางวิ่ง จะต้องติดตั้งเครื่องหมายข้างทางวิ่งนั้น ยกเว้นกระโดดสูงที่ต้องวางเครื่องหมายบนทางวิ่ง นักกีฬาอาจจะใช้เครื่องหมายหนึ่งหรือสองเครื่องหมาย (จัดให้หรือเห็นชอบโดยคณะกรรมการจัดการแข่งขัน) เพื่อช่วยเหลือนักกรีฑาในการวิ่งเข้าไปยังตำแหน่งและในการกระโดดขึ้น (Take-off) ถ้าไม่มีการจัดเครื่องหมายดังกล่าวให้ นักกรีฑาก็อาจจะใช้เทปกาวแต่ไม่ใช่ชอล์ก (Chalk) หรือวัสดุที่เหมือนกันนี้ แต่ไม่ใช่วัสดุที่ลบออกยาก (ทำให้ทิ้งรอยไว้)

              b. สำหรับการทุ่มขว้างจากวงกลม นักกรีฑาอาจใช้เครื่องหมายได้เพียงอันเดียวเท่านั้น เครื่องหมายดังกล่าวอาจวางไว้บนพื้นหลังวงกลมหรือชิดกับวงกลม และต้องเป็นเครื่องหมายชั่วคราวของนักกรีฑา แต่ละครั้งของตนเท่านั้น และต้องไม่ขัดขว้างทัศน์วิสัยของผู้ตัดสินด้วย

            4. ธงหรือเครื่องหมายสัญลักษณ์อาจจะติดไว้ด้านนอกให้เห็น เช่น สถิติโลก สถิติแห่งชาติ ฯลฯ

            5. นักกรีฑาต้องแข่งขันตามลำดับที่จับสลากจากรายชื่อ (หมายเลข) ในกลุ่ม ถ้ามีรอบคัดเลือก (Qualifying round) เพื่อเข้ารอบจะต้องมีการจับสลากใหม่จากรายชื่อ (หมายเลข) ในกลุ่มเพื่อเข้ารอบชิงชนะเลิศ (Final) (ดูในวรรค 5 หรือข้อ 5 ข้างล่างนี้ด้วย)

การประลอง (Trials)

            6. ในประเภทลานทุกประเภท ยกเว้นกระโดดสูงและกระโดดค้ำ ถ้ามีนักกรีฑาเข้าแข่งขันเกิน 8 คน ให้นักกรีฑาแต่ละคนทำการประลองคนละ 3 ครั้ง เพื่อคัดเลือกผู้ทำสถิติที่ดีที่สุด 8 คน แล้วให้ 8 คน ประลองอีกคนละ 3 ครั้ง ในกรณีเสมอกันในอันดับสุดท้าย (คนที่ 8) ให้ดูกติกาข้อ 180.20

            เมื่อมีนักกรีฑาเพียง 8 คน หรือน้อยกว่า 8 คน (ไม่เกิน 8 คน) จะต้องให้นักกรีฑาแต่ละคนทำการประลอง 6 ครั้ง ถ้ามีมากกว่าหนึ่งคนไม่ผ่านการประลองอย่างสมบูรณ์ระหว่างทำการประลองใน 3 ครั้งแรก นักกรีฑาคนนั้นๆ จะต้องแข่งขันในรอบต่อไปก่อนนักกรีฑาคนอื่นๆ ที่ผ่านการประลองอย่างสมบูรณ์ โดยประลองตามลำดับที่จับสลากไว้ตั้งแต่ครั้งแรก ในทั้งสองกรณี ลำดับการประลองของ 3 ครั้งหลังให้เรียงลำดับการประลองใหม่จากสถิติที่น้อยไปหาสถิติที่มากกว่าและหลังการแข่งขันครั้งที่ 5 ก็เช่นกัน ให้เรียงลำดับการประลองใหม่เมื่อลำดับในการแข่งขันต้องถูกเปลี่ยนแปลง และมีการเสมอกันสำหรับตำแหน่งใดๆก็ตาม นักกรีฑาควรแข่งขันตามลำดับเดิมหรือลำดับตั้งแต่เริ่มต้น

หมายเหตุ          (1) ในการแข่งขันจัดภายใต้กติกาข้อ 1 ข้อ (d) ถึง ข้อ (h) ลำดับของการแข่งขันสำหรับ 3 ครั้ง สุดท้ายอาจจะจัดลำดับใหม่การประลองหลังจากเสร็จสิ้น 3 ครั้งแรก

                        (2) สำหรับการกระโดดเพื่อความสูง ให้ดูกติกาข้อ 181.2

            7. ยกเว้นเฉพาะกระโดดสูงและกระโดดค้ำ จะไม่อนุญาตให้นักกรีฑาคนใดได้ประลองมากกว่า 1 ครั้ง เพื่อบันทึกสถิติในรอบใดรอบหนึ่งของการแข่งขัน

            8. ผู้ตัดสินจะไม่ยกธงขาว จนกระทั่งการแข่งขันได้เสร็จสิ้นและถูกต้องตามกติกาโดยจะพิจารณาจาก

            ก. ในกรณีของการกระโดดเพื่อความสูง เมื่อผู้ตัดสินมั่นใจว่าไม่มีการทำผิดกติกา ตามกติกาข้อ 182.2, 183.2 หรือ183.4

            ข. ในกรณีของการกระโดดเพื่อความไกล เมื่อนักกีฬาออกจากบริเวณแข่งขัน โดยถูกต้องตามกติกาข้อ 187.17

            ค. ในกรณีของประเภททุ่มพุ่งขว้าง เมื่อนักกีฬาออกจากวงกลมหรือทางวิ่งโดยถูกต้องตามกติกาข้อ 187.17

การแข่งขันเพื่อเข้ารอบ

            9. จะต้องจัดรอบคัดเลือกเพื่อเข้ารอบ (Qualifying round) สำหรับประเภทลาน เมื่อมีนักกรีฑาจำนวนมากเกินกว่าที่จะจัดการแข่งขันให้ได้ผลดีในรอบเดียว (ชิงชนะเลิศ) สถิติที่ทำได้ในรอบคัดเลือกเพื่อเข้ารอบนี้จะไม่ถือว่าเป็นสถิติที่แท้จริงของการแข่งขัน

            10. จะต้องแบ่งนักกรีฑาออกเป็นกลุ่ม ตั้งแต่สองกลุ่มขึ้นไป (สองกลุ่มหรือมากกว่า) เว้นแต่ มีสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อให้ทุกกลุ่มแข่งขันพร้อมกันและภายใต้สภาพเดียวกันแล้ว ควรให้แต่ละกลุ่ม
เริ่มอบอุ่นร่างกายทันที หลังจากที่กลุ่มก่อนหน้านี้เสร็จสิ้นการแข่งขัน

            11. ขอเสนอแนะว่า ในการแข่งขันที่ใช้เวลามากกว่า 3 วัน ควรจัดให้มีวันหยุดพัก 1 วัน ในระหว่างการแข่งขันเพื่อเข้ารอบ และการชิงชนะเลิศของประเภทการกระโดดเพื่อความสูง (กระโดดสูง และกระโดดค้ำ)

            12. เงื่อนไขต่างๆ เพื่อเข้ารอบ มาตรฐานการเข้ารอบและจำนวนของนักกรีฑาในรอบชิงชนะเลิศจะต้องพิจารณาตัดสินโดยผู้แทนฝ่ายเทคนิคถ้าไม่มีผู้แทนเทคนิคแต่งตั้งไว้ จะต้องให้คณะกรรมการจัดการแข่งขันพิจารณาตัดสินเงื่อนไขดังกล่าว

            สำหรับการแข่งขันจัดภายใต้กติกาข้อ 1 ข้อ (a) ข้อ (b) และข้อ (c) ควรให้มีนักกรีฑาอย่างน้อย 12 คน ในรอบชิงชนะเลิศ

            13. ในการแข่งขันเพื่อคัดเข้ารอบสำหรับประเภทอื่น นอกเหนือจากการกระโดดสูงและกระโดดค้ำ นักกรีฑาแต่ละคนต้องได้รับอนุญาตให้ทำการประลองไม่เกิน 3 ครั้ง ทันทีที่นักกรีฑาคนใดผ่านมาตรฐานการเข้ารอบนักกรีฑาคนนั้นไม่ต้องร่วมในการแข่งขันเพื่อคัดเข้ารอบอีก

            14. ในการแข่งขันเพื่อคัดเข้ารอบสำหรับกระโดดสูงและกระโดดค้ำ นักกรีฑาผู้ไม่ถูกตัดออกจากการแข่งขันหลังจากประลองไม่ผ่าน 3 ครั้ง ติดต่อกัน จะยังคงแข่งขันต่อตามที่กำหนดโดยกติกาข้อ 181.2 จนกระทั่งสิ้นสุดการประลองครั้งสุดท้ายที่ความสูงกำหนดโดยมาตรฐานการเข้ารอบเว้นแต่มีจำนวนของนักกรีฑาเพื่อรอบชิงชนะเลิศครบตามที่กล่าวไว้ในกติกาข้อ 180.11

            15. ถ้าไม่มีนักกรีฑาคนใดหรือนักกรีฑาจำนวนน้อยกว่าที่กำหนด ผ่านมาตรฐานการเข้ารอบที่กำหนดไว้แต่แรกแล้วนั้น จะต้องขยายกลุ่มของผู้เข้ารอบสุดท้าย ให้ครบจำนวนโดยเพิ่มนักกรีฑาตามสถิติในการแข่งขันเพื่อคัดเข้ารอบของนักกรีฑาเหล่านั้น การเสมอกันเพื่อตำแหน่งสุดท้ายของการเข้ารอบ เมื่อดูจากลำดับที่สรุปรวมของการแข่งขันเพื่อเข้ารอบ จะต้องปฏิบัติตามข้อที่ 20 ข้างล่างต่อไปนี้หรือในกติกาข้อ 181.8 ตามแต่เห็นสมควร

            16. เมื่อจัดแข่งขันเพื่อเข้ารอบสำหรับกระโดดสูงและกระโดดค้ำเป็นสองกลุ่มพร้อมๆ กัน ข้อเสนอแนะ ให้เลื่อนไม้พาด (Bar) แต่ละความสูงในเวลาเดียวกันทั้งสองกลุ่ม ควรจัดแบ่งให้ทั้งสองกลุ่ม
มีความสามรถใกล้เคียง

การกีดขวาง

            17. ด้วยเหตุผลใดก็ตาม ถ้านักกรีฑาคนใดคนหนึ่งถูกกีดขวางในการประลองครั้งใด ผู้ชี้ขาดมีอำนาจให้นักกรีฑาคนนั้นได้ทำการประลองทดแทนอีกหนึ่งครั้ง

การล่าช้า

            18. นักกรีฑาในประเภทลานผู้ซึ่งทำการประลองล่าช้าโดยปราศจากเหตุผล อาจทำให้ตนเองถูกตัดสิทธิ์การประลองครั้งนั้น และถูกบันทึกว่าไม่ผ่านการประลอง ขึ้นอยู่กับผู้ชี้ขาดที่จะพิจารณาตัดสินว่าอะไรคือความล่าช้าโดยปราศจากเหตุผล เมื่อพิจารณาจากสภาพเหตุการณ์ทุกอย่างแล้ว เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบจะต้องแจ้งนักกรีฑาว่าทุกอย่างพร้อมให้เริ่มประลองแล้ว และระยะเวลาอนุญาตเพื่อการประลองครั้งนี้จะต้องเริ่มต้นจากจังหวะที่แจ้งให้ทราบนี้ ถ้าต่อมาปรากฏว่า นักกรีฑาตัดสินใจไม่ทำการประลอง ให้ถือว่าไม่ผ่าน
การประลองหนึ่งครั้งทันทีที่หมดเวลาเพื่อทำการประลองครั้งนั้น

            สำหรับการกะโดดค้ำ จะเริ่มต้นเวลาเมื่อได้ปรับเสาของไม้พาดให้ตรงกับความต้องการครั้งก่อนของนักกรีฑา จะไม่อนุญาตเพิ่มเวลาเพื่อการปรับอื่นอีก

            ถ้าเวลาที่อนุญาตนั้นสิ้นสุดลงหลังจากนักกรีฑาได้เริ่มการประลองแล้ว จะไม่ตัดสิทธิ์การประลองครั้งนั้น

            เวลาที่กำหนดข้างล่างต่อไปนี้ ตามปกติไม่ควรมากเกินกว่าที่กำหนด คือ

 

ประเภทบุคคล

จำนวนนักกรีฑาอยู่ในการแข่งขัน    กระโดดสูง           กระโดดค้ำ          ประเภทอื่นๆ

มากกกว่า 3 คน                                1 นาที                 1 นาที                1 นาที

2 หรือ 3 คน                                   1.5 นาที               2 นาที                1 นาที

1 คน                                             3 นาที                 5 นาที                   -

ทำการประลองติดต่อกัน                     2 นาที                 3 นาที                 2 นาที

ประเภทรวม

มากกว่า 3 คน                                  1 นาที                1 นาที                 1 นาที

2 หรือ 3 คน                                    1.5 นาที              2 นาที                1 นาที

1 คน                                             2 นาที                 3 นาที                  -

ทำการประลองติดต่อกัน                     2 นาที                 3 นาที                2 นาที

ถ้ามีนักกรีฑาคนเดียว เวลาที่บ่งไว้จะใช้ในการประลองครั้งแรกเท่านั้น ถ้าการประลองครั้งที่ผ่านมากระทำโดยนักกรีฑาคนเดียวกัน

หมายเหตุ          (1)นาฬิกาที่แสดงเวลาที่เหลือของเวลาประลองจะต้องมองเห็นได้โดยนักกรีฑา นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่จะต้องยกธงเหลืองและคงยกแสดงไว้เช่นนั้น หรือแจ้งโดยวิธีอื่นเมื่อเหลือเวลา 15 วินาที

(2) ในการกระโดดสูงและกระโดดค้ำ การเปลี่ยนแปลงใดๆ ของเวลาที่ให้เพื่อการประลอง ของครั้งใดจะยังไม่ถูกบังคับใช้จนกว่าว่าไม้พาดจะถูกเลื่อน ขึ้นสู่ความสูงใหม่ เว้นแต่เวลาที่กำหนดไว้เฉพาะการประลองต่อเนื่องกันจะถูกบังคับใช้ เมื่อใดก็ตามที่นักกรีฑาคนใดคนหนึ่งมีการประลองต่อเนื่องกันตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป (2+ครั้ง)

(3) สำหรับการประลองครั้งแรกของนักกีฬาคนใด ที่เข้าร่วมการแข่งขัน เวลาที่อนุญาตใน การประลอง คือ 1 นาที

(4) เมื่อพิจารณาจำนวนนักกีฬาที่เหลืออยู่ในการแข่งขันนี้ ควรรวมนักกีฬาที่แข่งขันเพื่อหาผู้ชนะที่ 1 ด้วย

การออกจากพื้นที่ระหว่างการแข่งขัน

            19. นักกรีฑาอาจจะออกจากบริเวณใกล้ชิดกับสถานที่ซึ่งกำลังมีการแข่งขันประเภทนั้นได้ โดยการอนุญาตของผู้ตัดสิน และมีผู้ตัดสินคนใดคนหนึ่งร่วมเดินออกไปด้วย

การเปลี่ยนบริเวณสนามแข่งขัน

            20. ผู้ชี้ขาดที่รับผิดชอบจะมีอำนาจเปลี่ยนสถานที่ของการแข่งขันถ้าเห็นว่าสถานการณ์จำเป็น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวควรกระทำหลังจากแข่งขันรอบนั้นเสร็จสิ้นแล้วเท่านั้น

หมายเหตุ          ทั้งความแรงลมหรือการเปลี่ยนทิศทางลม ต่างก็ไม่ใช่สถานการณ์ที่จำเป็นเพียงพอเพื่อ เปลี่ยนสถานที่ของการแข่งขัน

การเสมอกัน

            21. ในการแข่งขันกรีฑาประเภทลาน ยกเว้นกระโดดสูงและกระโดดค้ำ ถ้ามีการเสมอกันให้ดูสถิติที่ดีอันดับรองลงมา ถ้ายังเสมอกันอีกให้ดูสถิติอันดับสามและไปเรื่อยๆ

            ถ้ายังคงเสมอกันอีกและเกี่ยวข้องกับอันดับที่หนึ่ง (ชนะเลิศ) นักกรีฑาผู้ทำสถิติเท่ากัน จะต้องแข่งขันอีกตามลำดับเดิมในการแข่งขันครั้งใหม่ จนกว่าจะหาผู้ชนะได้

หมายเหตุ          สำหรับการกระโดดเพื่อความสูง ดูกติกา ข้อ 181.8 ประกอบ

ผลการแข่งขัน

            22. ต้องรับรองสถิติของนักกรีฑาแต่ละคนที่ทำได้ดีที่สุดของการประลองทุกครั้ง ของนักกรีฑาคนนั้น รวมทั้งผลที่ได้จากการแข่งขันเพื่อหาผู้ชนะในกรณีที่เป็นเสมอกันในอันดับที่ 1 ด้วย 

หมวด ก. การกระโดดเพื่อความสูง (Vertical Jumps)

กติกาข้อ 181

ข้อกำหนดทั่วไป

(General Conditions)

1. ก่อนการแข่งขันจะเริ่มขึ้น หัวหน้าผู้ตัดสินจะต้องแจ้งให้นักกรีฑาทราบความสูงเริ่มต้น และความสูงถัดต่อไปที่จะเลื่อนไม้พาดขึ้นตอนสิ้นสุดแต่ละรอบ จนกระทั่งมีเหลืออยู่เพียงคนเดียวที่ชนะการแข่งขัน หรือมีเสมอกันในตำแหน่งที่หนึ่ง

การประลอง

2. นักกรีฑาคนหนึ่งๆ อาจจะเริ่มต้นการกระโดด กระโดดค้ำ กระโดดที่ความสูงใดก็ได้ตามที่แจ้งโดยหัวหน้าผู้ตัดสิน และอาจจะกระโดดค้ำที่ความสูงที่ตนเองเลือก ณ ที่ความสูงใดก็ได้ที่ถัดต่อไปการประลองไม่ผ่านติดต่อกัน 3 ครั้ง ไม่ว่าจะเป็นที่ความสูงใดที่การประลองไม่ผ่านแต่ละครั้งนั้นๆ เมื่อรวมกันแล้วต่อเนื่องเป็นสามครั้งติดต่อกัน จะตัดสิทธิ์จากการกระโดด การกระโดดค้ำครั้งต่อไป ยกเว้นกรณีของการเสมอกันในตำแหน่งที่หนึ่ง

กติกาข้อนี้มีผลคือ นักกรีฑาคนหนึ่งๆ อาจจะยกเลิก (เว้นข้ามไป) การประลองครั้งที่ สองหรือครั้งที่สามที่ความสูงใดความสูงหนึ่ง โดยเฉพาะ (หลังจากไม่ผ่านการประลองครั้งที่หนึ่งหรือครั้งที่สอง) และยังกระโดด/กระโดดค้ำ ที่ความสูงถัดไป

ถ้านักกรีฑายกเลิก (หรือเว้นข้าม) การประลองเฉพาะความสูงใดความสูงหนึ่งแล้ว เขาจะไม่มีสิทธิ์ประลองครั้งอื่นใดที่ถัดต่อจากครั้งนั้น ณ ความสูงนั้น ยกเว้นกรณีของการเสมอกันในตำแหน่งที่หนึ่ง

3. แม้นักกรีฑาคนอื่นๆ ต่างก็ประลองไม่ผ่านกันหมดแล้วก็ตาม นักกรีฑาคนที่เหลือก็ยังมีสิทธิ์ประลองต่อไปอีกจนกระทั่งได้ข้อสละสิทธิ์ของคนที่จะแข่งขันต่อไป

4. เว้นแต่ เหลือนักกรีฑาเพียงคนเดียวคงอยู่ในการแข่งขัน และได้ชนะการแข่งขันแล้ว ให้ปฏิบัติ ดังนี้

(a)ไม่ควรเลื่อนไม้พาดขึ้นน้อยกว่า 2 เซนติเมตร ในการกระโดดสูง และ 5 เซนติเมตร ในการกระโดดค้ำ และ

(b)ความสูงของการเลื่อนระดับไม้พาด (ยกเลื่อนสูงครั้งละ 2 เซนติเมตร /5 เซนติเมตร) ในข้อ (a) ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะเพิ่มมากขึ้นกติกาข้อ 181.4 ข้อ (a) และ (b) จะไม่บังคับใช้เมื่อนักกรีฑาที่กำลังแข่งขันนั้นตกลงที่จะเลื่อนไม้พาดขึ้นถึงระดับความสูงของสถิติโลกโดยตรง

หลังจากนักกรีฑาได้ชนะการแข่งขันแล้ว ความสูงใดความสูงหนึ่งหรือความสูงระดับต่างๆ ที่จะเลื่อนไม้พาดขึ้นนั้น จะต้องให้นักกรีฑาคนนั้นเป็นผู้ตัดสินใจ โดยปรึกษากับผู้ตัดสินหรือผู้ชี้ขาดที่รับผิดชอบ

หมายเหตุ          ข้อปฏิบัตินี้ไม่บังคับใช้สำหรับการแข่งขันประเภทรวมในการแข่งขันประเภทรวม ที่จัด ภายใต้กติกาข้อ 1 ข้อ (a) ข้อ (b) และข้อ (c) การเพิ่มความสูงแต่ละครั้งจะต้องสม่ำเสมอ 3 เซนติเมตร สำหรับกระโดดค้ำ ตลอดการแข่งขัน

การวัดความสูง  

            5. การวัดความสูงทุกอย่างจะต้องกระทำเป็นเซนติเมตร เต็มตามแนวตั้งฉากตรงจากพื้นดินจนถึงส่วนล่างสุดของขอบด้านบนของไม้พาด

            6. การวัดความสูงใดๆเกี่ยวกับความสูงใหม่ จะต้องกระทำก่อนที่นักกรีฑาจะประลองที่ความสูงนั้นๆ ในทุกกรณีของสถิติ ผู้ตัดสินจะตรวจเช็คการวัดความสูง เมื่อได้วางไม้พาดที่ความสูงของสถิติแล้ว และคณะผู้ตัดสินจะต้องตรวจเช็คการวัดความสูงอีกครั้งก่อนการประลองทำสถิติครั้งต่อไปแต่ละครั้ง ถ้าไม้พาดถูกสัมผัสตั้งแต่ได้ทำการวัดครั้งสุดท้าย

ไม้พาด

            7. ไม้พาดต้องทำจากไฟเบอร์กลาสหรือวัสดุอื่น แต่ไม่ใช่โลหะมีลักษณะกลมตามหน้าตัด ยกเว้นส่วนปลายทั้งสองข้าง ไม้พาดจะต้องมีความยาวตลอด 4 เมตร (± 2 เซนติเมตร) สำหรับกระโดดสูง และ 4.50 เมตร (± 2 เซนติเมตร) สำหรับกระโดดค้ำไม้พาดจะต้องมีน้ำหนักไม่เกิน 2 กิโลกรัม สำหรับกระโดดสูง และไม่เกิน 2.25 กิโลกรัม สำหรับกระโดดค้ำ เส้นผ่าศูนย์กลางของไม้ส่วนที่กลมคือ 30 มิลลิเมตร (± 1 มิลลิเมตร)

ไม้พาดจะต้องประกอบด้วยสามส่วน คือส่วนไม้พาดที่กลมและส่วนปลายสองชิ้น โดยส่วนปลายแต่ละข้างกว้าง 30 – 35 มิลลิเมตร และยาว 15 – 20 เซนติเมตร เพื่อวางบนที่รองรับของทั้งสองเสา

ส่วนปลายทั้งสองข้างนี้จะต้องกลมหรือครึ่งวงกลม (ผ่าครึ่ง) โดยมีพื้นผิวด้านหนึ่งแบนราบชัดเจน ซึ่งเป็นส่วนที่วางบนที่รองรับไม้พาด

พื้นผิวด้านที่แบนราบนี้จะไม่บากจนลึกเลยแนวจุดศูนย์กลางของหน้าตัดทางตั้งของไม้พาด ส่วนปลายทั้งสองข้างนี้จะต้องแข็งและเรียบ ต้องไม่ห่อหุ้มด้วยยาง (Rubber) หรือวัสดุอื่นใดที่จะมีผลให้เพิ่มความฝืด (Friction) ระหว่างปลายทั้งสองข้างกับส่วนที่เป็นฐานรองรับไม้พาด

ไม้พาดจะต้องไม่ก่อให้เกิดความลำเอียงใดๆ และเมื่อวางบนที่รองรับแล้ว จะต้องหย่อนตัวลงได้ไม่มากเกินกว่า 2 เซนติเมตร สำหรับกระโดดสูง และไม่เกิน 3 เซนติเมตร สำหรับกระโดดค้ำ

การควบคุมความยืดหยุ่นตัว (Elasticity) : แขวนน้ำหนักขนาด 3 กิโลกรัม ที่ตรงกลางของไม้พาด เมื่อวางอยู่บนที่รองรับแล้ว ไม้พาดนี้จะหย่อนตัวลง (โค้งลง) ได้ไม่มากเกินกว่า 7 เซนติเมตร สำหรับกระโดดสูงและไม่เกิน 11 เซนติเมตร สำหรับกระโดดค้ำ 

การเสมอกัน

            8. การเสมอกันให้ตัดสินดังต่อไปนี้

            (a) นักกีฬาที่มีจำนวนครั้งน้อยกว่าในการกระโดดที่ความสูงที่มีการเสมอกัน จะต้องได้ตำแหน่งที่ดีกว่า

            (b) ถ้ายังเสมอกันอีกให้ดูว่า นักกรีฑาที่มีจำนวนครั้งที่ไม่ได้ผลน้อยครั้งกว่า ตลอดการแข่งขันนับตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงครั้งสุดท้ายที่กระโดดผ่าน จะต้องได้ตำแหน่งที่ดีกว่า

            (c) ถ้ายังเสมอกันอีกให้ปฏิบัติดังนี้

         9. กระโดดใหม่ (Jump off)

            ถ้าเกี่ยวข้องกับอันดับที่ 1 นักกีฬาที่เสมอกันจะต้องกระโดดในขั้นที่ไม่ผ่านที่เสมอกันอีกคนละครั้ง (Jump Off) ใครผ่านก็เป็นผู้ชนะ แต่ถ้าไม่ผ่านทั้งคู่ ก็ให้ลดความสูงลงมา 2 เซนติเมตร และกระโดดอีกคนละครั้ง ใครผ่านก็เป็นผู้ชนะ ถ้าผ่านทั้งคู่ ก็ให้เลื่อนไม้พาดไปอีก 2 เซนติเมตร ทำเช่นนี้จนกว่าจะได้ผู้ชนะ
 (ดังตัวอย่าง)

            (c). ถ้าเกี่ยวข้องกับตำแหน่งอื่นๆ หลังจากตัดสินตามข้อ (a) และข้อ (b) แล้วยังเสมอกันอีก ก็ให้นักกีฬาได้ตำแหน่งเท่ากัน

            (d) ในกรณีที่มีการเสมอกันในอันดับที่ 1 หลายคน นักกีฬาต้องปฏิบัติตามกติกาข้อ 181.9 เว้นแต่จะมีระเบียบการแข่งขันไม่ต้องมีการ Jump Off หรือขณะก่อนเริ่มแข่งขันผู้ชี้ขาดหรือผู้แทนเทคนิคไม่ได้บอกไว้

            ที่เสมอกันมีสิทธิ์ที่จะไม่ขอการ Jump Off ได้ โดยขอตำแหน่งเท่ากันในอันดับที่ 1ร่วมกัน

หมายเหตุ  กติกาข้อ (d) นี้ไม่รวมถึงการแข่งขันประเภทรวม

กระโดดสูง

ความสูงตามที่ประกาศโดยหัวหน้าผู้ตัดสิน ก่อนเริ่มการแข่งขัน คือ

ม. ; 1.80 ม. ; 1.84 ม. ; 1.88 ม. ; 1.91 ม. ; 1.94 ม. ; 1.97 ม.

นักกรีฑา

ความสูง

ไม่ผ่าน

กระโดดใหม่

ลำดับที่

1.75

1.80

1.84

1.88

1.91

1.94

1.97

1.91

1.89

1.91

A

0

X0

0

X0

X-

XX

 

2

X

0

X

2

B

-

X0

-

X0

-

-

XXX

2

X

0

0

1

C

-

0

X0

X0

-

XXX

 

2

X

X

-

3

D

-

X0

X0

X0

XXX

 

 

3

 

 

 

4

0 =  ผ่าน                                   X = ไม่ผ่าน                    - = ไม่กระโดด

กติกาเกี่ยวกับการเสมอกันก็เริ่มเข้าสู่การดำเนินการ ผู้ตัดสินรวมจำนวนทั้งหมดของการไม่ผ่านจนกระทั่งถึงความสูงสุดท้ายที่ผ่านรวมทั้งครั้งนี้ด้วย ตัวอย่างคือที่ 1.88 เมตร

นักกีฬา A, B, C, D, ผ่านความสูง 1.88 เท่ากัน

            ผู้ตัดสินจะพิจารณาตามกติกาที่มีการเสมอกันเรียงลำดับ ดังนี้

            1. ใครที่มีจำนวนครั้งน้อยกว่าในขั้นที่เสมอกันจะเป็นผู้ชนะ ปรากฏว่าทั้ง 4 คน กระโดดจำนวนครั้งเท่ากัน คือ 2 ครั้ง

            2. เมื่อเสมอกัน ให้ดูกติกาข้อต่อมา (b) นักกีฬา “D” มีจำนวนครั้งที่ไม่ผ่านมากกว่า (3 ครั้ง) “A”, “B”, “C” ดังนี้ “D”  จึงได้ที่ 4

            - A, B, C, เสมอกันเพราะกระโดดไม่ผ่าน (2 ครั้ง) เท่ากัน จึงต้องให้มีการ Jump Off เพราะเป็นการหาตำแหน่งที่ 1

            - A, B, C, ต้องกระโดดขั้นที่ไม่ผ่านที่เสมอกัน อีกคนละครั้ง (กติกาข้อ C) ขั้นความสูง 1.91 เมตร ปรากฏว่า A, B, C, ไม่ผ่าน จึงต้องลดความสูงลงมา 2 เซนติเมตร คือขั้น 1.89 เมตร C กระโดดไม่ผ่าน จึงได้ตำแหน่งที่ 3

            -A, B, เสมอกัน ต้องกระโดดอีกคนละครั้งในขั้นความสูงที่ต้องเลื่อนขั้นไป 2 เซนติเมตร คือขั้น 1.91 เมตร B กระโดดผ่าน A กระโดดไม่ผ่าน B จึงได้ตำแหน่งที่ 1 และ A ได้ตำแหน่งที่ 2

                        1. ผู้ชนะคือ  “B”

                        2. รองชนะเลิศ (ที่สอง) คือ “A”

                        3. อันดับ 3 คือ “C”

                        4. อันดับ 4 คือ “D”

แรงกระทำจากภายนอก (Extraneous forces)

           10. เมื่อเป็นที่ชัดแจ้งว่าไม้พาดถูกทำให้ตกออกจากที่รองรับโดยแรงอื่นที่ไม่เกี่ยวกับตัวนักกรีฑา (เช่นแรงกรรโชกของลม) ให้ปฏิบัติดังต่อไปนี้

            (a) ถ้าการเลื่อนตกของไม้พาดดังที่กล่าวมานั้น เกิดขึ้นภายหลังนักกรีฑาได้ผ่านไม้พาดโดยไม่ได้สัมผัสเลย เช่นนี้แล้วจะต้องถือว่าผ่านการประลอง (เป็นผลแล้วหรือ)

            (b) ถ้าการเลื่อนตกของไม้พาดเกิดขึ้นภายใต้สภาพแวดล้อมอื่นใด จะต้องให้ประลองอีกครั้งหนึ่ง

กติกาข้อ 182

กระโดดสูง

(High  Jump)

การแข่งขัน

1.       นักกรีฑาจะต้องกระโดดขึ้นด้วยเท้าเดียว (ใช้เพียงเท้าเดียวกระโดดขึ้นจากพื้น)

2.       นักกรีฑาไม่ผ่านการประลอง ถ้ากระทำสิ่งต่อไปนี้

(a)    ภายหลังการกระโดด ไม้พาดหล่นเพราะการกระทำของนักกรีฑา ขณะกระโดด หรือ

(b)    เขาสัมผัสพื้นรวมทั้งบริเวณซึ่งระนาบล้ำแนวเสาตั้งฉากผ่านขอบที่ให้ลงสู่พื้นของไม้พาด ไม่ว่าจะกระทำระหว่างเสาหรือนอกเสาของไม้พาดด้วยอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย โดยไม่กระโดดข้ามไม้พาดก่อน อย่างไรก็ตาม เมื่อกระโดด ถ้านักกรีฑาสัมผัสบริเวณที่ให้ลงสู่พื้นด้วยเท้า และผู้ตัดสินเห็นว่าไม่ได้เปรียบแต่อย่างใดด้วยเหตุผลเช่นนั้นจึงไม่ถือว่าเป็นการกระโดดที่ไม่ผ่าน

หมายเหตุ    เพื่อช่วยในการใช้กติกาข้อนี้ จะต้องทำเส้นสีขาวกว้าง 5 เซนติเมตร (ปกติจะใช้เทปกาว หรือวัสดุที่เหมือนกัน) ระหว่างจุดที่อยู่ห่าง 3 เมตร นอกเสาของไม้พาดแต่ละข้าง โดยให้ขอบใกล้ของเส้นที่ทำนี้อยู่ตรงตามแนวระนาบตั้งฉากขึ้น ผ่านขอบใกล้ของไม้พาด (แบะห่างจากแนวไม้พาดไม่น้อยกว่า 10 ซม.)

ทางวิ่ง  และบริเวณ กระโดดขึ้น

            3. เส้นทางวิ่งต้องมีความยาวอย่างน้อย 15 เมตร ยกเว้นในการแข่งขันที่จัดภายใต้กติกา ข้อ1 ข้อ (a) ข้อ (b) และข้อ (c) ซึ่งต้องมีความยาวอย่างน้อย 20 เมตร

            4. ความลาดเอียงสูงสุดโดยรวมตลอดเส้นทางวิ่งและบริเวณกระโดดขึ้น จะต้องไม่เกินกว่า 1:250 ส่วน ตามแนวรัศมีเส้นใดเส้นหนึ่งของบริเวณครึ่งวงกลมที่มีจุดศูนย์กลาง ณ จุดกึ่งกลาง

            ระหว่างเสาทั้งคู่ของไม้พาด และรัศมีสั้นที่สุดตามที่กำหนดไว้ในกติกาข้อ 182.3 บริเวณให้ลงสู่พื้น จะต้องจัดไว้ในลักษณะที่ทำให้การวิ่งเข้าเพื่อกระโดดของนักกรีฑา เป็นการวิ่งขึ้นเนินลาดเอียงตามที่ได้กล่าวมา

            5. บริเวณกระโดดขึ้นจะต้องราบเรียบ หรือมีความลาดเอียงตามข้อประเภทลู่และลานของ IAAF (กติกาข้อ 182.4)

อุปกรณ์

           6. เสาของไม้พาด อาจจะใช้เสาหรือหลักรูปแบบใดก็ได้เพื่อพยุงค้ำไม้พาด แต่ต้องแข็ง และแน่น ไม่แกว่งตัว เสาทั้งสองข้างจะต้องมีที่รองรับไม้พาด โดยสลักติดแน่นกับเสาทั้งสองข้าง จะต้องสูงพอที่จะเกินกว่าความสูงจริงที่จะเลื่อนไม้พาดขึ้นอย่างน้อย 10 เซนติเมตร

          7.เสาหรือหลักของไม้พาดนี้จะต้องไม่ถูกเคลื่อนย้ายขณะดำเนินการแข่งขัน เว้นแต่ ผู้ชี้ขาดเห็นว่าบริเวณกระโดดขึ้น หรือบริเวณที่ลงสู่พื้นมีความไม่เหมาะที่จะใช้แล้วในกรณีเช่นนี้จะต้องทำการเปลี่ยนแปลงหลังจากเสร็จสิ้น การแข่งขันรอบนั้นแล้วเท่านั้น

        8.พุกรองรับไม้พาด พุกที่รองรับไม้พาดจะต้องแบนและเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้าง 4 เซนติเมตร และยาว 6 เซนติเมตร พุกทั้งสองข้างนี้ต้องสลักติดกับเสาอย่างมั่นคงและไม่หลุดล่วงในระหว่างการกระโดดและต้องหันชี้ไปทางเสาที่อยู่อีกข้างหนึ่ง ส่วนปลายของไม้พาดต้องวางอยู่บนพุกทั้งสองข้างในลักษณะที่ว่า หากไม้พาดถูกสัมผัสโดยนักกรีฑาแล้วจะร่วงหล่นลงสู่พื้นอย่างง่ายดาย ไม่ว่าเป็นทางข้างหน้าหรือข้างหลังก็ตาม ต้องไม่ห่อหุ้มพุกที่รองรับไม้พาดด้วยยางหรือสิ่งอื่นใด ซึ่งจะมีผลให้เพิ่มความฝืดของการเสียดสีระหว่างพุกเหล่านี้ และพื้นผิวของไม้พาดหรือมีลักษณะดีดตัวใดๆ พุกรองรับทั้งสองข้างจะต้องมีความสูงเท่ากันอยู่เหนือบริเวณที่ใช้กระโดดขึ้นชิดติดอยู่ล่างไม้พาด  

   

         9.จะต้องเว้นให้มีช่องว่างอย่างน้อย 1 เซนติเมตร ระหว่างปลายของไม้พาดกับเสา

บริเวณลงสู่พื้น

        10.บริเวณลงพื้นควรยาว 5 เมตร x กว้าง 3 เมตร เป็นอย่างน้อย ข้อเสนอแนะ บริเวณลงพื้นไม่ควรเล็กกว่าขนาดของความยาว 6 เมตร x ความกว้าง 4 เมตร x ความสูง 0.70 เมตร

หมายเหตุ    เสาและบริเวณลงพื้นก็เช่นกัน ควรออกแบบให้มีที่ว่างอย่างน้อย 10 เซนติเมตร ระหว่างกัน เมื่อใช้งานเพื่อหลีกเลี่ยงทำให้ไม้พาดตก

 

กติกาข้อ 183

กระโดดค้ำ

(Pole Vault)

การแข่งขัน

1.นักกรีฑาอาจจะขอเลื่อนไม้พาดได้เฉพาะเพื่อใช้ขยับไปทางบริเวณลงพื้นเท่านั้น โดยไม่เกิน 80 เซนติเมตร ตามแนวบนตรงเหนือขอบหลังของรางค้ำ ไปทางบริเวณลงพื้น

ก่อนเริ่มการแข่งขันนักกรีฑาจะต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบให้ทราบตำแหน่งของไม้พาดที่ตนต้องการ เพื่อการประลองครั้งแรก และตำแหน่งนี้จะต้องถูกบันทึกไว้

ถ้าต่อมานักกรีฑาต้องการเปลี่ยนแปลง ควรจะแจ้งให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบทราบทันทีก่อนที่จะจัดวางไม้พาดเสร็จ ตามความต้องการครั้งแรก หากละเลยแล้วจะทำให้เริ่มจับเวลาที่กำหนดไว้สำหรับนักกรีฑาคนนั้น

หมายเหตุ          จะต้องทำเส้นกว้าง 1 เซนติเมตร และสีแตกต่างอย่างชัดเจน ตั้งฉากกับแกนกลางของเส้นทางวิ่งที่ระดับขอบหลังของรางค้ำ จะต้องทำเส้นเหมือนกันนี้ด้วย บนพื้นผิวของบริเวณลงพื้นและต่อยาวจนถึงขอบนอกของเสาไม้พาด

1.       นักกรีฑาไม่ผ่านการประลองถ้า

(a)    หลังการกระโดดค้ำ ไม้พาดหล่นหรือตก เพราะ

                  การกระทำของนักกรีฑาขณะทำการกระโดดค้ำ หรือ

(b)    นักกรีฑาสัมผัสพื้น รวมทั้งบริเวณพื้นที่ซึ่งอยู่เลยแนวระนาบตั้งฉากผ่านแนวเส้นขอบหลังของรางค้ำด้วยอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย หรือด้วยไม้ค้ำ โดยไม่กระโดดค้ำข้ามไม้พาดก่อน หรือ

(c)    ภายหลังกระโดดพ้นพื้นแล้ว นักกรีฑาเลื่อนมือล่างขึ้นไปจับเหนือมือบน หรือเลื่อนมือบนขึ้นตามไม้ค้ำ

(d)    ในระหว่างทำการกระโดดค้ำ นักกรีฑาเจตนาใช้มือจับไม้พาดไม่ให้ตกจากที่วาง

หมายเหตุ          1. ไม่ถือเป็นการละเมิดกติกาของการประลอง ถ้านักกรีฑาวิ่งออกนอกเส้นขาวที่กำหนดเส้นทางวิ่งไม่ว่าจะออก ณ จุดใดก็ตาม

2. ไม่ถือเป็นการละเมิดกติกา ถ้าไม้ค้ำสัมผัสกับเบาะรองรับในการประลอง หลังจากไม้ค้ำจากรางค้ำ

3. ในระหว่างการแข่งขัน นักกรีฑาอาจจะทามือหรือไม้ค้ำด้วยสิ่งที่ช่วยให้จับยึดได้ดี ยิ่งขึ้น นักกรีฑาจะต้องไม่ใช้เทป ปิดมือหรือนิ้วมือ ยกเว้นกรณีที่จำเป็นเพื่อปิดแผลเปิด

4. หลังจากได้ปล่อยไม้ค้ำไปแล้ว ไม่อนุญาตให้บุคคลใดรวมทั้งนักกรีฑาสัมผัสไม้ค้ำ เว้นแต่ไม้ค้ำล้มออกไปจากไม้พาดหรือออกไปจากเสาไม้พาด อย่างไรก็ตามถ้าไม้พาดถูกสัมผัส และผู้ชี้ขาดเห็นว่าหากไม่เป็นเพราะการเข้าแทรกแซงแล้ว ไม้พาดคงจะถูกกระแทกให้หลุดร่วงลงมาแล้ว จะต้องบันทึกการกระโดดค้ำครั้งนั้นว่าไม่ได้ผล

5. ในระหว่างทำการประลอง ถ้าไม้ค้ำของนักกรีฑาหักจะไม่นับเป็นประลองและนักกรีฑาคนนี้จะต้องได้ทำการประลองใหม่หนึ่งครั้ง

ทางวิ่ง

                        6. ความยาวของทางวิ่งต้องไม่สั้นกว่า 40 เมตร และ ณ ที่ใดที่สถานการณ์อำนวย ต้องมีทางวิ่งไม่สั้นกว่า 45 เมตร จะต้องมีความกว้าง1.22 ± 0.01 เมตรและจะต้องทำเครื่องหมายด้วยเส้นขาวกว้าง 5 เซนติเมตร

หมายเหตุ          สำหรับช่องวิ่งทั้งหมดที่สร้างก่อนวันที่ 1 มกราคม 2004 ทางวิ่งอาจจะมีความกว้างไม่เกิน 1.25 เมตร ก็ได้

                        7. ความลาดเอียงไปทางด้านข้างของทางวิ่งจะต้องไม่เกินกว่า 1 : 100 ส่วน และความลาดเอียงโดยตลอดตามทิศทางของการวิ่งจะต้องไม่เกิน 1 : 1000 ส่วน

อุปกรณ์

                       8. รางค้ำ  ในการกระโดดค้ำจะต้องทำการกระโดด จากรางค้ำ (ต้องใช้รางค้ำ) รางค้ำต้องทำจากวัสดุที่เหมาะสม  โดยมีขอบบนมนเรียบไม่มีเหลี่ยม และฝังลึกในดินเป็นระดับเดียวกันกับทางวิ่ง จะต้องยาว 1 เมตร วัดตามความยาวภายในของท้องราง กว้าง 60 เซนติเมตร ตรงกระดานรับแรง (Stop board) ด้วย การประกอบฐานของรางให้เข้ากับกระดานรับแรงเป็นมุม 105 องศา จึงสามารถกำหนดความยาวของรางค้ำลาดเอียงจากระดับของทางวิ่งลงไปเรื่อยๆ เริ่มจากส่วนหน้าจนบรรจบกับกระดานรับแรงที่ระดับของทางวิ่ง ซึ่ง ณ จุดนี้ส่วนล่างสุดของฐานรางค้ำจะอยู่ลึกต่ำกว่าระดับของพื้นดิน 20 เซนติเมตร วัดเป็นแนวตั้งตรงขึ้นไป (เพราะกระดานรับแรงเอียง 105 องศา จึงมีแนวเอียงยาวกว่าแนวตรงดิ่ง) ควรทำรางค้ำให้ขอบด้างข้างให้แบะออก และปลายทางด้านติดกับกระดานรับแรงแบะออกทำมุม 120 องศา กับฐานของราง ถ้าค้ำทำด้วยไม้ จะต้องบุพื้นของรางด้วยแผ่นโลหะหนา 2.5 มิลลิเมตร เป็นระยะยาว 80 เซนติเมตร จากส่วนหน้าของรางค้ำ

            9. เสาไม้พาด จะใช้เสาไม้พาดหรือหลักไม้พาดในรูปแบบใดก็ได้แต่ต้องมั่นคงแข็งแรง โครงสร้างที่เป็นโลหะของฐานและส่วนล่างของเสาต้องห่อหุ้มด้วยสิ่งอ่อนนุ่ม จากวัสดุที่เหมาะสม เพื่อใช้ป้องกันนักกรีฑาและเสา

            10. ที่รองรับไม้พาด ไม้พาดต้องวางบนที่รองรับในลักษณะที่หากถูกสัมผัส โดยนักกรีฑาหรือไม้ค้ำของเขาแล้ว จะหลุดล่วงลงสู่พื้นอย่างง่ายดายไปทางบริเวณลงสู่พื้นที่รองรับนี้ จะต้องไม่มีรอยบากหรือรอยย่นหยักใดๆ มีความหนาขนาดเดียวกันตลอด และมีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 13 มิลลิเมตร ที่รองรับต้องไม่ยื่นยาวออกเกินกว่า 55 มิลลิเมตร จากส่วนรองรับอื่นๆ ซึ่งควรยื่นขึ้นเหนือที่รองรับ 35 – 40 มิลลิเมตร ระหว่างที่รองรับจะต้องอยู่ในระยะ 4.30 เมตร ถึง 4.37 เมตร (4.30 – 4.37 เมตร) จะต้องไม่ห่อหุ้มที่รองรับด้วยยาง หรือด้วยสิ่งอื่นใด ซึ่งจะมีผลให้เพิ่มความฝืดของการเสียดสีระหว่างที่รองรับกับไม้พาด หรือมีลักษณะดีดตัวใดๆ

หมายเหตุ          เพื่อลดโอกาสของการบาดเจ็บของนักกรีฑา เพราะล้มลงบริเวณโคนเสาไม้พาด อาจจะจัดวางที่รองรับไม้พาดบนส่วนที่ยื่นต่อทำเป็นแขนซึ่งตรึงติดถาวรกับเสา ทำให้วางไม้พาดได้กว้างขึ้น แต่ไม่เพิ่มความยาวของไม้พาด (ดูภาพ) 

ไม้ค้ำ (Vaulting poles)

11. นักกรีฑาอาจใช้ไม้ค้ำของตนเอง ไม่อนุญาตให้นักกรีฑาคนใดใช้ไม้ค้ำของนักกรีฑาคนอื่นใด เว้นแต่เจ้าของอนุญาต

ไม้ค้ำอาจทำจากวัสดุใดๆ ก็ได้ หรือวัสดุหลายอย่างผสมกันก็ได้และมีความยาวเท่าใดก็ได้หรือขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเท่าใดก็ได้ ไม้ค้ำอาจจะมีชั้นนอกป้องกัน ปิดด้วยเทปที่ส่วนของมือจับ และส่วนล่างปลายสุด

บริเวณลงพื้น (เบาะรองรับลงพื้น)

12.บริเวณลงพื้นวัดตามยาวไม่ควรสั้นกว่า 5 เมตร รวมทั้งเบาะชิ้นหน้าและกว้างไม่น้อยกว่า 5 เมตร (5x5 เมตร) ต้องจัดวางให้ขอบของบริเวณลงพื้นด้านใกล้กับรางค้ำ 10 เซนติเมตร ถึง 15 เซนติเมตร และจะต้องลาดลงจากรางค้ำด้วยมุมประมาณ 45 องศา (ดูภาพ) 

สำหรับการแข่งขันจัดภายใต้กติกาข้อ 1 ข้อ (a) ข้อ (b) และข้อ (f) บริเวณลงพื้นต้องมีขนาดไม่เล็กกว่าขนาดความยาว 6 เมตร (รวมทั้งชิ้นที่วางด้านหน้า) กว้าง 6 เมตร และหนา 0.08 เมตร (6x6x0.8 เมตร) ชิ้นที่วางด้านหน้าต้องยาว 2 เมตร

หมวด ข. การกระโดดเพื่อความไกล (ระยะทางตามแนวนอน)

(Horizontal  Jumps)

กติกาข้อ 184

ข้อกำหนดทั่วไป

(General Conditions)

การวัดระยะทาง

            1.การกระโดดเพื่อความไกล (ระยะทางตามแนวนอน) ทุกประเภทจะต้องบันทึกระยะทางให้ใกล้กับ 0.01 เมตรที่สุด ต่ำลงจากที่วัดได้ ถ้าระยะที่วัดไว้ไม่เต็มเซนติเมตร

ทางวิ่ง

            2.ทางวิ่งต้องมีความยาว 40 เมตร วัดจากเส้นกำหนดเพื่อออกวิ่งจนถึงปลายสุดของทางวิ่ง จะต้องมีความกว้าง 1.22 ± 0.01 เมตร และต้องทำเครื่องหมายด้วยเส้นขาวกว้าง 5 เซนติเมตร

            3.ความลาดเอียงทางขวางของทางวิ่งไม่เกิน 1:100 และ ความลาดเอียงตามทางวิ่งไม่เกิน 1:1000

หมายเหตุ    สำหรับช่องวิ่ง ทั้งหมดที่สร้างก่อนวันที่ 1 มกราคม 2004 อาจจะมีทางวิ่งกว้างไม่เกิน 1.25 เมตร ก็ได้

การวัดกระแสลม

            4.ความเร็วลมจะต้องถูกวัดเป็นระยะเวลา 5 วินาที จากจังหวะที่นักกรีฑาผ่านเครื่องหมายที่วางกำหนดไว้ข้างทางวิ่ง ซึ่งสำหรับการกระโดดไกลจะวางไว้ที่ 40 เมตร จากเส้นออกวิ่ง และสำหรับการเขย่งก้าวกระโดดจะวางไว้ที่ 35 เมตร จากเส้นดังกล่าว ถ้านักกรีฑาวิ่งระยะสั้นกว่า 40 เมตร หรือ 35 เมตร ตามที่กำหนดไว้เฉพาะประเภทดังกล่าวนั้น จะต้องวัดอัตราเร็วลมจากจังหวะที่นักกรีฑาเริ่มต้นวิ่ง

            5.เครื่องหมายวัดกระแสลม จะตั้ง ณ จุดที่ห่างจากกระดานกระโดด 20 เมตร สูง 22 เมตร และห่างจากทางวิ่งไม่เกิน 2 เมตร

            6.เครื่องวัดกระแสลม จะต้องเหมือนกับที่อธิบายไว้ในกติกาข้อ 163.11 จะต้องควบคุมการทำงานและอ่านค่าได้ตามที่อธิบายไว้ในกติกาข้อ 163.12 และข้อ 163.1 ตามลำดับ

 

กติกาข้อ 185

กระโดดไกล

(Long  Jump)

การแข่งขัน

1.นักกรีฑาไม่ผ่านการประลอง ถ้า

            (a)ขณะเริ่มกระโดด สัมผัสพื้นส่วนที่ล้ำเลยเส้นเริ่มกระโดดด้วยอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ไม่ว่าจะวิ่งออกไป โดยไม่กระโดดหรือทำท่าลักษณะกระโดดหรือไม่ก็ตาม หรือ

            (b)กระโดดจากทางข้างนอกของกระดานเริ่มกระโดดข้างใดข้างหนึ่ง ไม่ว่าจะล้ำเลยหรือก่อนแนวยื่นต่อของเส้นเริ่มกระโดดหรือไม่ก็ตาม หรือ

            (c)สัมผัสพื้นภายนอกหลุมทรายระหว่างเส้นเริ่มกระโดดและหลุมทราย หรือ

            (d)ใช้วิธีตีลังกา รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ขณะวิ่งไปกระโดดหรือขณะทำการกระโดด หรือ

            (e)ในช่วงของการลงพื้น (Course of landing) ได้สัมผัสพื้นนอกบริเวณลงพื้น ด้านเส้นเริ่มกระโดดจนถึงจุดใกล้ที่สุดที่ลงหลุมทราย หรือมีลักษณะนอกเหนือกติกาข้อ 185.2

            2. เมื่อออกจากบริเวณหลุมทรายนั้น ส่วนแรกที่นักกรีฑาคนนี้สัมผัสนอกบริเวณหลุมทราย คือส่วนทางด้านเส้นเริ่มออกถึงจุดที่ใกล้ที่สุดที่ลงหลุมทราย รวมทั้งจุดที่ลงหลุมทรายเพราะเสียการทรงตัวตอนลงพื้นทั้งๆ ที่ส่วนนั้นอยู่ภายในบริเวณหลุมทราย แต่อยู่ใกล้เส้นเริ่มออกกว่าจุดแรกที่ลงหลุมทราย (พอกระโดดลงหลุมทรายแล้วเซ ถอยหลังเพราะเสียหลักจากการลงพื้นทำให้เหยียบ/สัมผัสทรายทางเส้นเริ่มกระโดดทั้งๆ ที่จุดใหม่นี้ อยู่ภายในบริเวณหลุมทราย)

         3. นักกีฬาจะไม่ถือว่ากระทำผิด ถ้า

          (a) นักกรีฑาวิ่งออกนอกเส้นขาวที่ทำเป็นเครื่องหมายทางวิ่ง ไม่ว่าจะวิ่งออก ณ จุดใดก็ตาม

         (b) ยกเว้นจากข้อ 185.1 (b) กระโดดก่อนถึงกระดานเริ่ม

        (c) ไม่ใช่การผิดกติกาภายใต้วรรค ข้อ 1185.1 ข้อ (b) ที่กล่าวไว้ข้างต้น ถ้าส่วนใด ส่วนหนึ่งของรองเท้า/เท้าของนักกรีฑาสัมผัสพื้นข้างนอกกระดานเริ่มออกข้างใดข้างหนึ่ง ก่อนถึงเส้นเริ่มกระโดด

         (d) ไม่ใช่การผิดกติกา ถ้าในช่วงของการลงพื้นนักกรีฑาใช้อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายสัมผัสพื้นนอกบริเวณหลุมทราย เว้นแต่เป็นการสัมผัสครั้งแรกหรือขัดแย้งกับวรรคข้อ (1) ข้อ (e) ที่กล่าวไว้ข้างต้น

         (e) ไม่ใช่การผิดกติกา ถ้านักกรีฑาเดินย้อนกลับผ่านทางบริเวณลงพื้น หลังจากได้ออกจากบริเวณลงพื้นอย่างถูกวิธีแล้ว (กติกา 185.2)

             เมื่อนักกรีฑาออกจากบริเวณหลุมทราย จุดสัมผัสด้วยเท้าจุดแรกของนักกรีฑาหรือพื้นด้านนอก จะรวมจากเส้นของกระดานเริ่มใกล้กับจุดตกในหลุมทราย (ดูกติกาข้อ 185.1f)

การวัดระยะทาง

            การกระโดดทุกครั้งจะต้องวัดจากจุดที่ลงหลุมทรายที่ใกล้ที่สุดในบริเวณหลุมทราย ด้วยอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายจนถึงเส้นเริ่มกระโดด หรือส่วนยื่นต่อของเส้นเริ่มกระโดด (ดูวรรค 1 ข้อ (f) ข้างบน) จะต้องทำการวัดระยะทางเป็นแนวตรงฉากกับเส้นเริ่มกระโดดหรือส่วนที่ยื่นต่อและวัดให้ใกล้ 0.01 เมตร

กระดานเริ่มกระโดด (Take – off board)

           4. จะต้องทำเครื่องหมายที่เริ่มกระโดดด้วยแผ่นกระดานที่ฝังลงให้ได้ระดับกับทางวิ่ง และกับระดับพื้นผิวของบริเวณลงพื้น ขอบของกระดานด้านใกล้กับบริเวณลงพื้นจะเป็นเส้นเริ่มกระโดดจะต้องวางถาดดินน้ำมันแสดงรอยเริ่มกระโดดให้ชิดถัดต่อจากเส้นเริ่มเพื่อช่วยผู้ตัดสิน

           5. ระยะห่างระหว่างเส้นเริ่มกระโดดกับด้านไกลสุดของบริเวณหลุมทราย
จะต้องไม่น้อยกว่า 10 เมตร
            6.จะต้องจัดให้เส้นเริ่มกระโดดอยู่ห่างจากขอบใกล้ของบริเวณหลุมทราย ระหว่าง 1 เมตร ถึง 3 เมตร (1 – 3 เมตร)
            7.โครงสร้าง กระดานเริ่มกระโดดจะต้องเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าทำด้วยไม้หรือวัสดุอื่นที่แข็งแน่นพอและวัดยาว 1.22 ± 0.01 เมตร กว้าง 20 เซนติเมตร (± 2 มิลลิเมตร) และหนา 10 เซนติเมตร จะต้องทาสีขาว
            8.ถาดดินน้ำมันแสดงรอยเริ่มกระโดด (Plasticin Indicator Board) จะต้องประกอบมาจากกระดานที่แข็งแน่นกว้าง 10 เซนติเมตร (± 2 มิลลิเมตร) และยาว 1.22 ± 0.01 เมตร ทำด้วยไม้หรือวัสดุอื่นที่เหมาะสม และต้องทาด้วยสีที่แตกต่างจากสีของกระดานเริ่มกระโดด กรณีปฏิบัติได้ก็ควรให้สีของดินน้ำมันตัดกับสีของกระดานเริ่มกระโดดและสีของกระดานถาดรองดินน้ำมัน จะต้องวางถาดดินน้ำมันที่หลุมหรือร่อง ทำเป็นชั้นรองรับในทางวิ่งติดกับขอบกระดานเริ่มกระโดดทางด้านบริเวณลงพื้น โดยให้ผิวหน้าโผล่พ้นระดับขอบของกระดานเริ่มกระโดด 7 มิลลิเมตร (± 1 มิลลิเมตร) อาจจะทำขอบให้เอียงทำมุม 45 องศา กับขอบทางด้านของทางวิ่ง และใช้แผ่นดินน้ำมันปูทับตามยาวให้หนา 1 มิลลิเมตร หรือตัดขอบหลุมเมื่อใส่ดินน้ำมันลงเต็มแล้ว จะเอียงทำมุม 45 องศา  

            ส่วนบนของแผ่นแสดงรอยเริ่มกระโดดนี้จะต้องใส่ดินน้ำมันเช่นเดียวกัน โดยปูทับประมาณช่วง 10 มิลลิเมตรแรก และตลอดความยาวของแผ่นนี้

            เมื่อติดตั้งในหลุมรองรับนี้แล้ว ถาดทั้งชุดจะต้องแน่นหนาพอที่จะรับแรงส่งเต็มที่จากเท้าของนักกรีฑา

            ผิวหน้าของถาดที่รองอยู่ข้างล่างแผ่นดินน้ำมัน จะต้องทำด้วยวัสดุที่ปุ่มรองเท้าของนักกรีฑาสามารถปักยึดโดยไม่ลื่นไถล

            แผ่นดินน้ำมันสามารถทำให้เรียบได้โดยใช้ลูกกลิ้ง หรืออุปกรณ์ที่เหมาะกับการลบรอยเท้าของนักกรีฑา

หมายเหตุ          จะช่วยได้มาก ถ้ามีถาดดินน้ำมันสำรองไว้ 2 – 3 ชุด เพื่อให้การแข่งขัน ดำเนินไปโดยไม่ ต้องรอในขณะลบรอยเท้าของนักกีฬา

บริเวณหลุมทราย

            9. บริเวณหลุมทรายต้องมีความกว้างอย่างน้อย 2.75 เมตร และกว้างไม่เกิน 3 เมตร ถ้าทำได้ให้จัดวางโดยให้ส่วนกลางของทางวิ่งอยู่แนวเดียวกันกับส่วนกลางของบริเวณหลุมทราย

หมายเหตุ          ในกรณีที่กึ่งกลางของทางวิ่งไม่อยู่แนวเส้นตรงเดียวกับเส้นผ่ากลางบริเวณลงพื้นให้ปิดเทป เส้นหนึ่งหรือสองเส้น ถ้าจำเป็นเพื่อแสดงให้เห็นว่ากึ่งกลางของทางวิ่งอยู่ในแนวเดียวกันกับเส้นผ่ากลางบริเวณหลุมทราย 

ภาพแสดงเส้นผ่านศูนย์กลางของบริเวณลงพื้นสำหรับกระโดดไกล/เขย่งก้าวกระโดด

            10. บริเวณหลุมทรายควรถมด้วยทรายละเอียดที่อ่อนชื้น โดยให้ส่วนผิวบนของทรายอยู่ระดับเดียวกันกับกระดานเริ่มกระโดด

กติกาข้อ 186

เขย่งก้าวกระโดด

(Triple Jump)

            กติกาของกระโดดไกลนำมาบังคับใช้กับเขย่งก้าวกระโดดด้วยโดยมีเพิ่มเติมดัง ต่อไปนี้

การแข่งขัน

1.       เขย่งก้าวกระโดดจะต้องประกอบด้วยการเขย่ง (Hop) การก้าว(Step) และการกระโดด (Jump) เรียงตามลำดับกัน

2.       จะต้องทำการเขย่ง โดยลงสู่พื้นครั้งแรกด้วยเท้าเดิมที่เริ่มเขย่งออก และเมื่อก้าวจะต้องลงสู่พื้นด้วยเท้าอีกข้างหนึ่ง ลำดับต่อไปจึงทำการกระโดดด้วยเท้าข้างที่ลงพื้นนั้น (เขย่งด้วยเท้าซ้าย-ลงครั้งแรกด้วยซ้าย-ก้าวเท้าไปลงด้วยขวา แล้วกระโดดด้วยเท้าขวา)

            จะไม่เป็นการผิดกติกา ถ้าในขณะกระโดดนักกรีฑาสัมผัสพื้นด้วยเท้าข้างที่ไม่ได้กระโดด (เท้าที่เหวี่ยงตามหลัง-Sleeping leg)

หมายเหตุ          กติกาข้อ 185.1 ข้อ (c) ไม่นำมาบังคับใช้ในการลงสู่พื้นตามปกติจากช่วงของการเขย่งและการก้าว (การสัมผัสพื้นนอกจากวิ่ง)

กระดานเริ่มเขย่งก้าวกระโดด

3.       ระยะห่างระหว่างเส้นเริ่มกระโดด และขอบปลายสุดของบริเวณลงพื้น จะต้องไม่น้อยกว่า 21 เมตร

4.       สำหรับการแข่งขันระดับนานาชาติ ขอเสนอแนะว่า เส้นเริ่มกระโดดจะต้องมีระยะห่างไม่น้อยกว่า 13 เมตร สำหรับชาย และ 11 เมตรสำหรับหญิง จากขอบด้านใกล้ของบริเวณลงพื้น ส่วนสำหรับการแข่งขันระดับอื่นๆ ระยะห่างดังกล่าวจะต้องให้เหมาะกับระดับของการแข่งขัน

5.       ระหว่างกระดานเริ่มเขย่งกระโดด และบริเวณหลุมทรายจะต้องมีพื้นที่สำหรับช่วงของการเขย่งและการก้าว เรียกว่าบริเวณการเริ่มเขย่งกระโดดขนาดกว้าง 1.22 ± 0.01 เมตร พร้อมมีพื้นเรียบแน่นสม่ำเสมอให้เท้ายึดเกาะได้

หมายเหตุ          สำหรับช่องวิ่งทั้งหมดที่ก่อสร้างก่อนวันที่ 1 มกราคม 2004

                        บริเวณการเริ่มเขย่งกระโดดนี้อาจจะมีความกว้างได้ไม่เกิน 1.25 เมตร

หมวด ค. ประเภททุ่ม พุ่ง – ขว้าง (Throwing Events)

กติกาข้อ 187

ข้อกำหนดทั่วไป

(General Conditions)

อุปกรณ์

            1.ในการแข่งขันระดับนานาชาติทั้งหมด อุปกรณ์ที่ใช้จะต้องตรงกับข้อกำหนดของ IAAF เฉพาะอุปกรณ์ที่มีใบรับรอง ซึ่งยังไม่หมดอายุ และเป็นปัจจุบันของ IAAF เท่านั้น จึงจะได้รับอนุญาตให้ใช้ได้ ตารางต่อไปนี้แสดงอุปกรณ์ที่จะใช้สำหรับแต่ละกลุ่มอายุ

อุปกรณ์

หญิง

ยุวชน/เยาวชน/ประชาชน

ชาย

ยุวชน

เยาวชน

ประชาชน

ทุ่มน้ำหนัก

4 กก.

5 กก.

6 กก.

7.26 กก.

ขว้างจักร

1 กก.

1.5 กก.

1.75 กก.

2 กก.

ขว้างค้อน

4 กก.

5 กก.

6 กก.

7.26 กก.

พุ่งแหลน

600กรัม

700 กรัม

800 กรัม

800 กรัม

หมายเหตุ    ขอแบบฟอร์มมาตรฐานของใบสมัครเพื่อยื่นขอใบรับรองอุปกรณ์ได้จากสำนักงานของ    IAAF หรืออาจจะดาวน์โหลดจากเว็บไซท์ของ IAAF

            2.ยกเว้น เฉพาะตามที่กล่าวไว้ข้างล่างต่อไปนี้ อุปกรณ์ต่างๆดังที่กล่าวมาทั้งหมดจะต้องจัดให้โดยคณะกรรมการจัดการแข่งขันผู้แทนเทคนิค เมื่อใช้ข้อบังคับทางเทคนิคของแต่ละการแข่งขันเป็นหลักการแล้วก็อาจจะอนุญาตให้นักกรีฑาใช้อุปกรณ์ของตนเองได้ หรืออุปกรณ์ที่จัดไว้ให้โดยฝ่ายจัดอุปกรณ์ โดยมีข้อแม้ว่าอุปกรณ์ดังกล่าวรับรองโดย IAAF ตรวจ และประทับตราว่า เห็นชอบโดยคณะกรรมการจัดการแข่งขันก่อนการแข่งขันและมีพร้อมไว้สำหรับ นักกรีฑาทุกคน จะไม่ยอมรับอุปกรณ์

ดังกล่าว ถ้าของอย่างเดียวกันมีพร้อมอยู่แล้วตามรายการที่จัดไว้ให้โดยคณะกรรมการจัดการแข่งขัน

            3.ห้ามการดัดแปลงใดๆ เกี่ยวกับอุปกรณ์ในระหว่างการแข่งขัน

การช่วยเหลือ

            4.(a) นักกรีฑาจะต้องไม่ใช้อุปกรณ์อื่นใด ไม่ว่าชนิดใด เช่นพันเทปให้นิ้วมือติดกันตั้งแต่สองนิ้วขึ้นไป หรือใช้น้ำหนักถ่วงตามร่างกายซึ่งเป็นสิ่งเอื้อประโยชน์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ต่อการประลองของนักกรีฑา นักกรีฑาต้องไม่ปิดเทปที่มือ เว้นแต่จำเป็นต้องใช้เทปปิดบาดแผลหรือแผลเปิด อย่างไรก็ตาม นักกรีฑาขว้างค้อน (Hummerthrow) อาจใช้เทปพันนิ้วมือแต่ละนิ้วแยกกันได้ ควรแสดงการพันเทปดังกล่าวให้หัวหน้าผู้ตัดสินดูก่อนเริ่มการแข่งขันประเภทนั้น

            (b) นักกรีฑาต้องไม่สวมถุงมือ ยกเว้นในการขว้างค้อนในกรณีของการขว้างค้อนนี้ ถุงมือต้องเรียบทั้งด้านหน้าและด้านหลังและส่วนปลายนิ้วของถุงมือจะต้องเปิด ยกเว้นเฉพาะของนิ้มหัวแม่มือ

            (c) เพื่อให้การจับดีขึ้น นักกรีฑาอาจจะใช้สิ่งที่มีประโยชน์ทาได้เฉพาะที่มือเท่านั้น นอกจากนั้นนักขว้างค้อนอาจจะใช้สิ่งดังกล่าวทาที่ถุงมือ และนักทุ่มน้ำหนักอาจจะใช้สิ่งนั้นทาที่คอของตนก็ได้

            (d) ไม่อนุญาตให้นักกีฬาฉีดสเปรย์หรือสิ่งใดๆลงในวงกลมหรือลงบนาองเท้าของตนหรือทำให้พื้นของวงกลมหยาบกระด้าง

           5. สิ่งต่อไปนี้ไม่ถือเป็นการช่วยเหลือ

           (a) เพื่อป้องกันไม่ให้กระดูกสันหลังบาดเจ็บ นักกรีฑาอาจสวมเข็มขัดซึ่งเป็นหนัง หรือวัสดุอื่นที่เหมาะสม

            (b) ในการทุ่มน้ำหนัก นักกรีฑาอาจจะรัดข้อมือด้วยผ้ายืดรัดข้อมือ (Bandage) เพื่อป้องกันการบาดเจ็บ

            (c) ในการพุ่งแหลน นักกรีธาอาจจะสวมสนับข้อศอก(Elbow protection)

วงกลมสำหรับการทุ่ม-ขว้าง

            6.ขอบของวงกลมจะต้องทำด้วยแถบโลหะ เช่น เหล็กกล้าหรือวัสดุอื่นที่เหมาะสม โดยให้ขอบบนของวงกลมได้ระดับเดียวกับพื้นด้านนอกพื้นอาจจะเป็นคอนกรีต วัสดุสังเคราะห์

ยางแอสฟัลท์ ไม้ หรือวัสดุที่เหมาะสม ปูรอบๆ วงกลมภายในวงกลมอาจจะเป็นคอนกรีต ยางแอสฟัลท์ ไม้ วัสดุอื่นซึ่งแน่นแต่ไม่ลื่น พื้นผิวของส่วนภายในวงกลมนี้ต้องได้ระดับราบเรียบและต่ำกว่าขอบบนของวงกลม 2 เซนติเมตร ± 6 มิลลิเมตรในประเภททุ่มน้ำหนัก วงกลมแบบเคลื่อนย้ายได้โดยมีลักษณะตรงตามเกณฑ์ที่กำหนดนี้ ก็อนุญาตให้ใช้ได้

            7.เส้นผ่าศูนย์กลางของภายในวงกลมนี้ สำหรับประเภททุ่มน้ำหนักและขว้างค้อนจะต้องยาว 2.135 เมตร (±5 มิลลิเมตร) และสำหรับประเภทขว้างจักรนั้นเส้นผ่าศูนย์กลางจะต้องยาว 2.50 เมตร

(±5 มิลลิเมตร)

            ขอบของวงกลมจะต้องหนาไม่น้อยกว่า 6 มิลลิเมตร และมีสีขาว อาจจะขว้างค้อนจากวงกลมของขว้างจักร แต่ต้องลดเส้นผ่าศูนย์กลางลงจาก 2.50 เมตร เป็น 2.135 เมตร โดยวางซ้อนขอบของอีกวงกลมหนึ่งภายในวงกลมแรก 

            8.จะต้องทำเส้นสีขาวกว้าง 5 เซนติเมตร ต่อยื่นออกจากส่วนบนของโลหะของวงกลม ให้ยาวออกไปอย่างน้อย 75 เซนติเมตรทั้งสองข้างของวงกลม เส้นสีขาวนี้อาจจะทาสีขาวหรือทำด้วยไม้ หรือวัสดุอื่นที่เหมาะสม ส่วนของขอบหลังเส้นขาวนี้อาจจะต้องมีแนวต่อยื่นตั้งฉากกับเส้นที่ลากผ่านจุดศูนย์กลางของวงกลมไปยังเส้นผ่ากลางของเชคเตอร์ การวัดระยะทาง(Landing sector) 

 

ทางวิ่งของการพุ่งแหลน

9. ในประเภทพุ่งแหลน ทางวิ่งจะต้องมีความยาวไม่น้อยกว่า30 เมตร และไม่เกิน 36.5 เมตร ในสถานที่ซึ่งสถานการณ์อำนวยความยาวของทางวิ่งจะต้องไม่ต่ำกว่า 33.5 เมตร จะต้องทำเครื่องหมายด้วยเส้นขาวสองเส้นกว้างเส้นละ 5 เซนติเมตร และห่างกัน 4 เมตรจะต้องพุ่งแหลนจากเส้นโค้งของวงกลมซึ่งมีรัศมี 8 เมตร เส้นโค้งจะต้องเป็นเส้นทาสีหรือทำด้วยไม้กว้าง 7 เซนติเมตร จะต้องเป็นสีขาว และเป็นระดับราบเรียบกับพื้น จะต้องทำเส้นต่อจากส่วนปลายของเส้นโค้ง โดยทำมุม 90 องศา (มุมฉาก) กับเส้นคู่ขนานที่เป็นเครื่องหมายของทางวิ่ง โดยให้เส้นทั้งสองนี้เป็นสีขาว ยาว 75 เซนติเมตร และกว้าง 7 เซนติเมตร ความลาดเอียงไปทางด้านข้างของทางวิ่งจะต้องไม่เกิน1 : 100 ส่วน และความลาดเอียงโดยรอบ ตลอดไปตามทิศทางวิ่งต้องไม่เกิน 1 : 100 ส่วน

 

 

เชคเตอร์

10. เชคเตอร์การวัดระยะทาง (บริเวณให้แหลนลงพื้น) จะต้องประกอบจากขี้เถ้าหรือหญ้า หรือวัสดุอื่นที่เหมาะสมสำหรับให้แหลนแสดงรอยตกบนพื้น

11.ความลาดเอียงลงโดยรวมสูงสุดของเชคเตอร์นี้ ในทิศทางการพุ่ง จะต้องไม่เกินกว่า
1 : 1000 ส่วน

12. (a) เว้นเฉพาะการพุ่งแหลน เชคเตอร์การวัดระยะทางนี้จะต้องทำเครื่องหมายด้วยเส้นขาวกว้าง 5 เซนติเมตร ทำมุม 34.92องศา ในลักษณะที่ขอบในของเส้นเหล่านี้ ถ้าต่อยื่นออกไปแล้วจะผ่านจุดศูนย์กลางของวงกลม

หมายเหตุ          การทำมุม 34.92 องศา ให้แน่นอนได้ก็โดยจัดวางเส้นทั้งสองนี้ให้ห่างกัน 12 เซนติเมตร ณ  จุดห่างจากจุดศูนย์กลางของวงกลม 20 เมตร ( 20x0.60 เมตร =ที่จุด 20 เมตร ห่างกันซ้าย-ขวา = 20x0.60 เมตร=12 เมตร) เพราะฉะนั้น ทุกระยะห่าง 1 เมตรจากจุดศูนย์กลางของวงกลม ระยะทางขวาง (เส้นตัดออกทางด้านข้าง) จะต้องเพิ่มครั้งละ 60 เซนติเมตร

            (b) ในประเภทพุ่งแหลน เชคเตอร์การวัดระยะทางจะต้องทำเครื่องหมายด้วยเส้นขาวกว้าง 5 เซนติเมตร ในลักษณะที่ขอบในของเส้นทั้งสองนี้ ถ้าต้องยื่นออกไปแล้วจะผ่านจุดตัดสองจุดของเส้นโค้งที่ขอบใน ซึ่งตัดกันกับเส้นคู่ขนานที่เป็นเครื่องหมายทางวิ่งและตัดบรรจบกันที่จุดศูนย์กลางวงกลมของเส้นโค้งนั้น (ดูภาพ) ฉะนั้นเชคเตอร์จึงมีมุมประมาณ 29 องศา

การประลอง

13. ในประเภททุ่มน้ำหนัก ขว้างจักร และขว้างค้อน จะต้องทุ่มหรือขว้างอุปกรณ์ (ลูกทุ่มน้ำหนัก จักร หรือค้อน) ขณะที่ตนอยู่ภายในวงกลม (ต้องทุ่มหรือขว้างจากวงกลม ซึ่งหมายถึงเริ่มทุ่มหรือขว้างจากวงกลม ซึ่งเป็นเส้นเริ่ม) และในประเภท พุ่งแหลนจะต้องพุ่งแหลนจากทางวิ่ง ในกรณีของการประลองซึ่งต้องเริ่มจากวงกลม นักกรีฑาจะต้องเริ่มความพยายามของตนจากการยืนยิ่งภายในวงกลม อนุญาตให้นักกรีฑาสัมผัสด้านในของวงกลมได้ ในประเภททุ่มน้ำหนักนั้นก็อนุญาตให้นักกรีฑาสัมผัสขอบในของกระดานหยุด (Stop board) ได้เช่นกัน ตามที่อธิบายไว้ในกติกา 188.2

            14. จะเป็นการผิดกติกาถ้าในระหว่างทำการประลอง นักกรีฑากระทำสิ่งต่อไปนี้

(a)    ปล่อยลูกทุ่มน้ำหนักหรือแหลนผิดวิธี (Improperlyrelease) (ไม่ใช่ลักษณะที่ใช้ในการทุ่มน้ำหนัก หรือพุ่งแหลน)

(b)    ภายหลังจากการก้าวเข้าไปในวงกลมแล้ว และเริ่มการทุ่ม/พุ่ง/ขว้าง นักกรีฑาได้สัมผัสส่วนบนของขอบวงโลหะหรือพื้นนอกวงกลม ด้วยอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย

(c)    ในประเภททุ่มน้ำหนัก นักกรีฑาใช้อวัยวะส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายสัมผัส ส่วนบนของกระดานหยุด (ไม่ใช่ขอบ)

(d)    ในประเภทพุ่งแหลน นักกรีฑาสัมผัสด้วยอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายที่เส้นเครื่องหมายขอบเขตของการพุ่งแหลน หรือที่พื้นนอกเครื่องหมายขอบเขตนั้น

หมายเหตุ    จะไม่ถือว่าเป็นการผิดกติกา ถ้าจักรหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของค้อน กระทบตาข่ายที่ใช้ ป้องกันภายหลังถูกปล่อยไปแล้วโดยไม่ได้ทำผิดกติกาข้ออื่นใด

           15. ในระหว่างการประลอง ถ้าไม่มีการทำผิดกติกาของแต่ละประเภท เกี่ยวกับการทุ่ม หรือขว้างแล้ว นักกรีฑาอาจจะทำการหยุดพักการประลองนั้นได้ชั่วคราว เมื่อเริ่มการประลองแล้วเขาอาจจะวางอุปกรณ์การแข่งขันลงพื้นภายในหรือภายนอกวงกลมหรือทางวิ่งและอาจจะออกจากวงกลมหรือทางวิ่งได้ด้วย เมื่อออกจากวงกลมหรือทางวิ่ง จะต้องก้าวเท้าออกไปนอกพื้นที่ดังกล่าว ตามที่อธิบายไว้ในวรรค 17 ก่อนที่เขาจะขยับเข้าไปวงกลมหรือทางวิ่งอีกครั้ง เพื่อเริ่มการประลองใหม่

หมายเหตุ การกระทำต่างๆ ทั้งหมดที่อนุญาตให้ปฏิบัติได้ตามวรรคนี้นั้น จะต้องรวมเวลาเข้ากับเวลารวมที่อนุญาตสำหรับการประลองแต่ละครั้ง ตามกติกาข้อ 180.18

            16.จะเป็นการผิดกติกาถ้าลูกทุ่มน้ำหนัก จักร ส่วนหัวของค้อนหรือส่วนปลายของแหลน ส่วนที่สัมผัสพื้นครั้งแรกได้กระทบ (สัมผัส)กับเส้นเชคเตอร์ (เส้นเขตการวัดระยะทาง) หรือพื้นนอกบริเวณของเส้นเชคเตอร์

            17.นักกรีฑาจะต้องไม่ออกจากวงกลมหรือทางวิ่ง จนกว่าอุปกรณ์ที่เขาทุ่ม พุ่งหรือขว้างนั้นได้สัมผัสพื้นแล้ว

ก.      สำหรับการทุ่มหรือขว้างจากวงกลม (ทุ่มน้ำหนักและขว้างจักร)เมื่อนักกรีฑาออกจากวงกลม การสัมผัสครั้งแรกของตนต่อส่วนบนของวงแหวนโลหะขอบวงกลม หรือพื้นนอกวงกลม จะต้องอยู่หลังเส้นขาวอย่างชัดเจน ซึ่งเส้นนี้อยู่นอกวงกลม ลากตามเส้นสมมุติจะผ่านจุดศูนย์กลางของวงกลม (จะต้องเดินย้อนกลับออกจากวงกลมหลังเส้นผ่านศูนย์กลาง ซึ่งทำไว้เป็นสีขาว ซ้าย-ขวา ของวงกลม)

ข.      สำหรับการพุ่งแหลน เมื่อนักกรีฑาออกจากทางวิ่งการสัมผัสครั้งแรกของตนกับเส้นคู่ขนานหรือพื้นนอกทางวิ่ง จะต้องอยู่หลังเส้นโค้งขาวที่ทำมุมฉากกับเส้นคู่ขนานอย่างชัดเจน เมื่อส่วนใดส่วนหนึ่งของแหลนสัมผัสพื้น นักกรีฑาสามารถออกจากทางวิ่ง เมื่อนักกรีฑาสัมผัสกับหลังเส้นที่ลากตัดทางวิ่ง 4 เมตรจากเส้นโค้ง สำหรับการพุ่งแหลน นักกรีฑาที่อยู่หลังเส้นดังกล่าว และอยู่ในทางวิ่ง ขณะที่แหลนสัมผัสพื้น นักกรีฑาจะถูกพิจารณาว่าได้ออกจากทางวิ่งแล้วเช่นกัน

            18 ภายหลังการทุ่ม พุ่ง หรือขว้างแต่ละครั้ง อุปกรณ์ที่ใช้ในกิจกรรมดังกล่าวจะต้องถูกนำกลับไปไว้ ณ พื้นที่ข้างวงกลมหรือทางวิ่งจะต้องไม่มีการทุ่ม พุ่งหรือขว้างกลับมาเด็ดขาด

การวัดระยะทาง

            19.ในประเภททุ่ม พุ่ง หรือขว้างทุกประเภท จะต้องบันทึกระยะทางให้ใกล้มาตราส่วน ของ 0.01 เมตรที่สุด ลดลงจากระยะทางที่วัดได้ ( ทำให้ใกล้ 0.01 เมตรที่สุด แต่ต่ำกว่า – ไม่ไกลกว่าระยะทางที่วัดได้) ถ้าระยะทางที่วัดได้นั้นไม่เป็นเซนติเมตรเต็ม

            20.สำหรับการประลองแต่ละครั้ง จะต้องวัดระยะทางทันทีภายหลังที่ประลองครั้งนั้นเสร็จ โดยปฏิบัติดังนี้

(  a) จากจุดตกใกล้ที่สุดของลูกทุ่มน้ำหนัก จักร และส่วนหัวของค้อนจนถึงส่วนในของเส้น

รอบวงของวงกลมตามแนวเส้นที่ลากไปยังจุดศูนย์กลางของวงกลมนั้น

(b) ในกรณีของการพุ่งแหลนจากจุดที่ส่วนของแหลนตกกระทบพื้นครั้งแรก จนถึงขอบในของเส้นโค้ง ตามแนวเส้นที่ลากไปยังจุดศูนย์กลางของวงกลมที่ทำเส้นโค้งนั้น (จุด 8 เมตร)

การทำเครื่องหมาย

            21. อาจจะใช้ธงหรือเครื่องหมายที่มีสีมองเห็นเด่นชัด เพื่อทำเป็นเครื่องหมายแสดงระยะทางที่ดีที่สุดที่นักกรีฑานั้นทำได้ แต่จะต้องจัดตั้ง (วาง) เครื่องหมายดังกล่าวตามแนว และนอกเส้นเชคเตอร์

   ธง หรือเครื่องหมายที่เห็นเด่นชัดดังกล่าวนี้ อาจจะตั้ง(วาง) เพื่อแสดงตำแหน่งสถิติโลกปัจจุบัน และถ้าเห็นสมควรก็เพื่อแสดงสถิติของทวีปของชาติ หรือสถิติของประเภทนั้นก็ได้

กติกาข้อ 188

ทุ่มน้ำหนัก

(Shot put)

การแข่งขัน

            1. จะต้องทุ่มลูกน้ำหนักจากหัวไหล่ โดยใช้ข้อมือข้างเดียวเท่านั้น ณ จังหวะที่นักกรีฑาเข้ายืนประจำตำแหน่งในวงกลม เพื่อเริ่มการทุ่มนั้นลูกทุ่มน้ำหนักจะต้องสัมผัสกันหรืออยู่ใกล้ชิดคอหรือคาง และมือข้างที่จะใช้ทุ่มต้องไม่ลดลงต่ำกว่าตำแหน่งนี้ในระหว่างการทุ่ม จะต้องไม่ให้ลูกทุ่มน้ำหนักเยื้องออกไปทางข้างหลังของแนวเส้นของหัวไหล่

หมายเหตุ   การทุ่บแบบล้อเกวียนไม่อนุญาตให้ใช้

กระดานหยุด

            2. การจัดทำ กระดานหยุดนี้ต้องมีสีขาว ทำด้วยไม้หรือวัสดุอื่น หรือวัสดุที่เหมาะสม ทำเป็นรูปโค้ง เพื่อให้แนวของขอบในประกอบสนิทกับขอบในของกรอบของวงกลม จะต้องจัดวางตรงกึ่งกลางระหว่างเส้นเชคเตอร์ และจะต้องให้ติดแน่นกับพื้น

            3. ขนาด กระดานหยุดจะต้องกว้าง 11.2 เซนติเมตร – 30 เซนติเมตร โดยมีความยาว 1.21± 0.2 เซนติเมตร

ลูกทุ่มน้ำหนัก

            4. การจัดทำ ลูกทุ่มน้ำหนักจะต้องเป็นเหล็กตัน (ไม่กลวง) ทองเหลืองโลหะชนิดอื่น ซึ่งไม่อ่อนนุ่มกว่าทองเหลือง หรือทำเป็นปลอกโลหะดังกล่าวและบรรจุด้วยตะกั่วหรือวัสดุอื่นก็ได้ ต้องมีทรงกลม และพื้นผิวต้องไม่มีความขรุขระ และต้องขัดผิวให้เรียบ ความเรียบของผิวลูกทุ่มน้ำหนักดูจากการที่มีความสูงเฉลี่ยของผิวลูกทุ่มน้ำหนักต้องน้อยกว่า 1.6 um. ตัวอย่างคือ ความขรุขระมีขนาดเบอร์ N7 หรือต่ำกว่า (ค่าจำเพาะ)

5. ลูกทุ่มน้ำหนักต้องตรงตามข้อกำหนดต่อไปนี้

 

ลูกน้ำหนัก

หญิง

ยุวชน/เยาวชน/ประชาชน

ชาย

ยุวชน

เยาวชน

ประชาชน

น้ำหนักต่ำสุดซึ่งสถิติที่ทำได้ได้รับการรับรอง

4 กก.

5 กก.

6 กก.

7.26 กก.

ลูกน้ำหนักที่ใช้แข่งขัน

อย่างน้อย

อย่างมาก

 

 

4.005 กก.

4.025 กก.

 

 

5.005 กก.

5.025 กก.

 

 

6.005 กก.

6.025 กก.

 

 

7.265 กก.

7.285 กก.

เส้นผ่าศูนย์กลาง

อย่างน้อย

อย่างมาก

 

95 มม.

110 มม.

 

100 มม.

120 มม.

 

105 มม.

120 มม.

 

110 มม.

130 มม.

 

 

กติกาข้อ 189

ขว้างจักร

(Discus Throw)

จักร

            1. การจัดทำ ตัวของจักรอาจจะตันหรือกลวง  และจะต้องทำด้วยไม้หรือวัสดุอื่นที่เหมาะสม  พร้อมมีขอบทำด้วยโลหะ  ซึ่งปลายขอบจะต้องเป็นวง  ส่วนตัดของขอบนี้จะต้องกลมมนเป็นวงกลมจริงๆ  มีรัศมีประมาณ 6 มิลลิเมตร  อาจจะใช้แผ่นโลหะทำเป็นวงตีให้เรียบสนิทตลอดศูนย์กลางไปทางด้านข้าง  ทางเลือกอีกแบบหนึ่งคือ  จักรอาจจะทำขึ้นโดยไม่มีแผ่นโลหะประกอบก็ได้  แต่บริเวณพื้นผิวดังกล่าวนั้นต้องแบนและขนาดและน้ำหนักรวมต้องเป็นไปตามข้อกำหนด

            แต่ละด้านของจักรต้องเหมือนกัน  และต้องไม่มีรอยหยักย่นรอยนูนหรือความคมของขอบ  ต้องทำให้ด้านต่างๆ  ของจักรแคบลงเป็นเส้นตรงจากจุดเริ่มแนวโค้งของขอบวงแหวนจนถึงวงกลมขนาดรัศมี 25 มิลลิเมตร – 28.5 มิลลิเมตร  จากจุดศูนย์กลางของจักรต้องออกแบบให้จักรมีลักษณะรูปร่างดังต่อไปนี้

            เริ่มจากแนวโค้งของขอบวงแหวน  ความหนาของจักรจะเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอจนถึงความหนาที่สุดคือ  ขนาดดี (D) ค่าสูงสุดนี้จะได้ตามกำหนดที่ระยะ 25 – 28.5 มิลลิเมตร  จากแกนวาย (Y) ของจักรจากจุดนี้จนถึงแกนวายความหนาของจักรจะมีขนาดคงที่  ทั้งส่วนบนและส่วนล่างของจักรจะต้องเหมือนกัน  และจักรยังต้องเท่ากันทั้งสองข้างทั้งซ้ายและขวา (Symmetrical) เมื่อหมุนตัวรอบแกนวาย

            ตัวของจักรรวมทั้งผิวของขอบจะต้องไม่มีความขรุขระ  และต้องขัดให้เรียบ (ดูกติกาข้อ 188.4)  และมีลักษณะรูปทรงเดียวกันตลอดตัวจักร 

2. จะต้องตรงกับข้อกำหนดต่อไปนี้

 

จักร

หญิง

ยุวชน/เยาวชน/ประชาชน

ชาย

 

ยุวชน

เยาวชน

ประชาชน

น้ำหนักต่ำสุด        ซึ่งสถิติที่ทำได้ ได้รับการรับรอง

1 กก.

1.5 กก.

1.75 กก.

2 กก.

น้ำหนักที่ใช้แข่งขัน

 

 

 

 

อย่างน้อย

1.005 กก.

1.505 กก.

1.755 กก.

2.005 กก.

อย่างมาก

1.025 กก.

1.525 กก.

1.775 กก.

2.025 กก.

 

กติกาข้อ 191

ขว้างค้อน

(Hammer Throw)

การแข่งขัน

            1. นักกรีฑาเมื่ออยู่ในท่าเริ่มก่อนการเหวี่ยงหรือหมุนครั้งแรก  จะได้รับอนุญาตให้วางส่วนหัวของค้อนลงบนพื้นภายในวงกลมหรือนอกวงกลมก็ได้

            2. จะไม่ถือว่าเป็นการผิดกติกา  ถ้าส่วนหัวของค้อนสัมผัสพื้นภายในหรือภายนอกวงกลม  หรือส่วนบนของวงโลหะ  นักกรีฑาอาจจะหยุดและเริ่มขว้างค้อนอีกก็ได้  แต่ต้องไม่ทำผิดกติกาข้ออื่น

            3. ถ้าค้อนมีการขาดหลุดในระหว่างการขว้าง  หรือขณะลอยตัวในอากาศ  จะต้องไม่นับเป็นการผิดกติกา  โดยมีข้อแม้ว่าการประลองได้กระทำตรงตามกติกาข้อนี้  จะไม่นับว่าเป็นการผิดกติกาเช่นกัน  ถ้านักกรีฑาคนดังกล่าวเสียการทรงตัว  และทำให้ขัดแย้งกับส่วนใดส่วนหนึ่งของกติกาข้อนี้  ในทั้งสองกรณีจะต้องให้นักกรีฑาได้ทำการประลองใหม่

            4. การจัดทำค้อนต้องประกอบด้วยสามส่วนสำคัญคือ  ส่วนหัวค้อนซึ่งเป็นโลหะ  ส่วนลวดซึ่งเป็นสายยืดและส่วนมือจับ

            5. หัวค้อนต้องเป็นเหล็กตัน  หรือโลหะชนิดอื่นซึ่งไม่อ่อนนุ่มกว่าทองเหลือง  หรือปลอกของโลหะนั้นๆ บรรจุด้วยตะกั่วหรือวัสดุอื่นที่มีลักษณะตันเต็ม

            ถ้าใช้วิธีการบรรจุ  จะต้องใส่ลงไปในลักษณะที่สิ่งบรรจุลงไปนั้นไม่ขยับเขยื้อน  และจุดศูนย์ถ่วงจะต้องอยู่ห่างไม่เกิน 6 มิลลิเมตรจากจุดศูนย์กลางของหัวค้อนนี้

            6. สายลวดต้องเป็นเส้นเดียวตลอดไม่มีรอยตัดต่อและมีความยาวตรงทำด้วยลวดเหล็กกล้าแบบสปริงตัวได้  โดยมีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 3 มิลลิเมตร  และมีลักษณะที่ไม่ยืดตัวจนเกินไปขณะที่ขว้างค้อน  สายลวดนี้อาจจะทำเป็นห่วงทางปลายด้านหนึ่งหรือทั้งสองด้าน  เพื่อติดยึด

            7. มือจับอาจจะทำเป็นห่วงแบบเดี่ยวหรือคู่  แต่ต้องแน่นและแข็งแรง  และต้องไม่มีส่วนใดพับงอได้  จะต้องไม่ยืดตัวจนเกินไปขณะขว้างค้อน  จะต้องติดยึดกับสายลวดในลักษณะที่มือจับจะไม่สามารถหมุนไปกับห่วงของสายลวด  เพื่อเพิ่มความยาวให้ช่วงของค้อน  มือจับอาจจะมีด้ามโค้งหรือตรง  โดยมีความกว้างภายในไม่เกิน 130 มิลลิเมตร  และความยาวภายในไม่เกิน 11 มิลลิเมตร  แรงรับสูงสุดของมือจับจะต้องไม่ต่ำกว่า 8 KN ด้านข้างของมือจับอาจจะตรงหรือโค้งเล็กน้อยก็ได้  เพื่อเป็นส่วนที่ติดยึดกับด้ามอันจะช่วยเพิ่มพื้นที่ให้มือของนักกรีฑา

หมายเหตุ             ความแข็งแรงของมือจับจะต้องพิจารณาโดยปฏิบัติตามกระบวนการที่กำหนดไว้ในคู่มือการวัดค่าต่างๆ ของ IAAF (IAAF Calibration Hand Book) 

ตัวอย่างมือจับของค้อน

            8. การเชื่อมต่อสายลวด  ติดเชื่อมต่อสายลวดให้ติดกับหัวค้อนโดยใช้สลักหมุนตัวได้  จะเป็นการหมุนรอบตัวได้แบบธรรมดาหรือใช้ตลับลูกปืนก็ได้  จะต้องเชื่อมต่อมือจับกับสายลวด  โดยติดห่วง (โค้งปลายเส้นลวดเป็นห่วง)  อาจจะไม่ต้องใช้สลักหมุนตัวก็ได้

9. ค้อนต้องตรงกับข้อกำหนดต่อไปนี้

 

ค้อน

หญิง

ยุวชน/เยาวชน/ประชาชน

ชาย

 

ยุวชน

เยาวชน

ประชาชน

น้ำหนักต่ำสุด          ซึ่งสถิติที่ทำได้ ได้รับการรับรอง

4 กก.

5 กก.

6 กก.

7.260 กก.

น้ำหนักที่ใช้แข่งขัน

 

 

 

 

อย่างน้อย

4.005 กก.

5.505 กก.

6.005 กก.

7.265 กก.

อย่างมาก

4.025 กก.

5.025 กก.

6.025 กก.

7.285 กก.

ความยาวของค้อนจากที่จับด้านใน

 

 

 

 

อย่างน้อย

1160 กก.

1165 กก.

1175 กก.

1175 กก.

อย่างมาก

1195 กก.

1200 กก.

1215 กก.

1215 กก.

 หมายเหตุ  น้ำหนักของอุปกรณ์จะรวมทั้งหัวค้อน, สายลวด, ที่จับ

จุดศูนย์ถ่วงของหัวค้อน

            จากจุดศูนย์กลางของผิวกลมไม่เกิน 6 มิลลิเมตร  ต้องสามารถถ่วงสมดุลของหัวค้อนได้โดยไม่มีมือจับ  และสายลวดบนเครื่องมือวัดถ่วงสมดุลโดยวางบนแท่นกลม  ขอบใบมีดขนานกับพื้น  ซึ่งแท่นทรงกลมขอบใบมีดนี้มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 12 มิลลิเมตร (ดูรูป) 

เครื่องมือทดสอบจุดศูนย์ถ่วงของหัวค้อน

กติกาข้อ 193

พุ่งแหลน

(Javelin Throw)

การแข่งขัน

            1. (a) จะต้องจับถือแหลนตรงที่จับ  จะต้องพุ่งแหลนเหนือไหล่หรือเหนือส่วนบนของแขนที่พุ่งแหลน  และจะต้องไม่เหวี่ยงหรือขว้างแหลน  ห้ามใช้วิธีการพุ่งที่แปลกพิสดารจากท่าการพุ่งแหลนปกติ

                 (b) จะเป็นการพุ่งที่ถูกต้องเฉพาะเมื่อส่วนปลายโลหะของแหลนกระทบพื้นก่อนส่วนอื่นๆ ของแหลน

                 (c) นักกรีฑาจะต้องไม่หมุนตัวเต็มรอบไม่ว่าช่วงจังหวะใดก็ตาม  จนกว่าได้พุ่งแหลนแล้ว  ซึ่งการหมุนตัวดังกล่าวจะทำให้หันหลังไปทางเส้นโค้ง

            2. ถ้าแหลนแตกหักในระหว่างการพุ่งหรือขณะลอยตัวในอากาศ จะไม่นับเป็นการผิดกติกา โดยการประลองได้กระทำถูกต้องตามปกติข้อนี้จะไม่นับเป็นการผิดกติกาเช่นกัน ถ้านักกรีฑาได้เสียการทรงตัวทำให้ขัดแย้งกับส่วนใดส่วนหนึ่งของกติกาข้อนี้ ทั้งสองกรณีจะต้องให้นักกรีฑาได้ทำการประลองใหม่

แหลน

            3. การจัดทำแหลนต้องประกอบด้วยสามส่วนสำคัญๆ คือ  ส่วนหัว  ส่วนตัวแหลน  และส่วนมือจับ  ด้ามของแหลนอาจจะตันหรือกลวง  และจะต้องทำด้วยโลหะหรือวัสดุอื่นที่เหมาะสม  โดยมีลักษณะติดแน่นและหลอมรวมเป็นแท่งเดียวตลอด  จะต้องติดโลหะปลายแหลมที่ส่วนหัวของตัวแหลน  ผิวของตัวแหลนจะต้องปราศจากรอยหยักย่นหรือปุ่มใดๆ รอยบากหรือสันสูง  รูหรือความขรุขระ  และต้องขัดให้เรียบ (ดูกติกาข้อ 188.4) และมีรูปทรงเดียวกันตลอด

            ส่วนหัวต้องทำด้วยโลหะทั้งหมด  อาจจะเสริมส่วนปลายด้วยโลหะผสมอื่นๆ โดยเชื่อมติดที่ส่วนปลายของหัวแหลน  แต่ทั้งส่วนนี้ต้องราบเรียบ (ดูกติกาข้อ 188.4)

            4. มือจับซึ่งจะต้องอยู่ตรงจุดศูนย์ถ่วง  จะต้องไม่ใหญ่เกินเส้นรอบวงของตัวแหลนกว่า 8 มิลลิเมตร  อาจจะมีรูปแบบพื้นผิวที่ไม่ลื่นตามปกติแต่ต้องไม่มีสายคล้อง  รอยบากหรือรอยหยักย่นไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใด  มือจับจะต้องมีความหนาเป็นรูปแบบเดียวกัน

            5. ส่วนหน้าตัดของตัวแหลนจะต้องเป็นทรงกลมปกติตลอด (ดูหมายเหตุ (1)) เส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่ที่สุดของตัวแหลนจะต้องอยู่ชิดติดกับส่วนหน้าของมือจับ  ตรงส่วนกลางของตัวแหลนรวมทั้งส่วนต่อหลังมือจับอาจจะทำเป็นทรงกระบอก  หรือเรียวลงเล็กน้อยไปตามแนวส่วนหลังของตัวแหลน  แต่ต้องไม่ลดขนาดของเส้นรอบวงลง  ตั้งแต่ส่วนชิดติดกับส่วนหน้ามือจับจนถึงส่วนชิดติดต่อจากมือจับจนมากกว่า 0.25 มิลลิเมตร (เส้นรอบวงของตัวแหลน  ส่วนที่กล่าวถึงนี้จะลดขนาดเส้นรอบวงลงกว่า 0.25 มิลลิเมตรไม่ได้)

            จากมือจับ  แหลนจะต้องเรียวลงอย่างสม่ำเสมอไปจนถึงปลายส่วนหน้า  และปลายส่วนหาง  ลักษณะตามยาวจากมือจับถึงปลายหัวและปลายจะต้องตรงหรือนูนโค้งบ้างเล็กน้อย (ดูหมายเหตุ (2))  และต้องไม่มีการเปลี่ยนรูปแบบแปลกออกไปของขนาดเส้นรอบวงตลอดตัวแหลน  เว้นเฉพาะตรงติดชิดกับหัวแหลนและตรงส่วนหน้าและส่วนหลังมือจับสำหรับส่วนที่อยู่ใกล้กับหัวแหลน  อาจจะลดขนาดเส้นรอบวงลงได้  แต่ไม่เกิน 2.5 มิลลิเมตร  และส่วนที่มีลักษณะแตกต่างจากข้อกำหนดตามยาวนี้จะต้องไม่เกิน 300 มิลลิเมตร  ต่อจากหัวแหลน

หมายเหตุ          (1) ที่ให้ส่วนหน้าตัดควรกลมดังกล่าวนั้น ก็อนุญาตให้ส่วนที่ใหญ่ที่สุดและเล็กที่สุดของเส้นผ่านศูนย์กลางแตกต่างกันได้ 2% ค่าเฉลี่ยของเส้นผ่านศูนย์กลางสองส่วนนี้จะต้องตรงกับข้อกำหนดของลักษณะทรงกลมของตัวแหลน

                        (2) รูปร่างของลักษณะตามยาวอาจจะตรวจสอบได้ง่ายและเร็ว  โดยใช้แท่งเหล็กปลายตัดตรงขนาดไม่น้อยกว่า 500 มิลลิเมตร  และเครื่องมือวัดขนาด (Feeler gauge) 2 อัน ซึ่งวัดขนาดความหนา 0.20 มิลลิเมตร  และ 1.25 มิลลิเมตร ได้

            เมื่อวัดส่วนที่โค้งนูนเล็กน้อยนั้น  ปลายเหล็กส่วนตัดตรงจะไม่นิ่งเมื่อวางสัมผัสสนิทกับส่วนสั้นของแหลน  สำหรับส่วนที่ตรงเมื่อวางส่วนตัดตรงให้แน่นสนิทแล้ว  จะไม่สามารถสอดเครื่องมือขนาด 0.20 มิลลิเมตรเข้าที่ว่างระหว่างแหลน  และปลายเหล็กส่วนตัดตรงนั้นไม่ว่าที่ใดตลอดช่วงของการวางสัมผัส  วิธีการนี้จะต้องไม่ใช้ตรงจุดต่อหัวแหลนกับตัวแหลน ณ จุดนี้จะต้องไม่สามารถสอดเครื่องมือขนาด 1.25 มิลลิเมตรเข้าได้

6. แหลนต้องตรงกับข้อกำหนดต่อไปนี้

แหลน

หญิง

ยุวชน/เยาวชน/ประชาชน

ชาย

ยุวชน

เยาวชน/ประชาชน

น้ำหนักที่ใช้แข่งขันและน้ำหนักต่ำสุดซึ่งสถิติที่ทำได้ได้รับการรับรอง

600 กรัม

700 กรัม

800 กรัม

น้ำหนักที่ใช้แข่งขัน

 

 

 

อย่างน้อย

605 กรัม

705 กรัม

805 กรัม

อย่างมาก

625 กรัม

725 กรัม

825 กรัม

 

            7. แหลนต้องไม่มีส่วนประกอบใดๆ ที่เคลื่อนไหวได้หรือุปกรณ์อื่นใด ซึ่งมีผลในระหว่างการพุ่ง อาจจะทำให้เปลี่ยนจุดศูนย์ถ่วงของแหลนหรือลักษณะของการพุ่ง (ผ่านกระแสลม)

            8. การทำให้ด้ามเรียวลงไปทางหัวแหลนซึ่งเป็นโลหะนั้น  จะต้องทำให้มุมของปลายแหลมไม่มากกว่า 40 องศา  เส้นผ่านศูนย์กลางตรงจุดห่างจากปลายแหลน 150 มิลลิเมตร  ต้องไม่เกิน 80% ของเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่ที่สุดของด้าม ณ จุดกึ่งกลางระหว่างจุดศูนย์ถ่วงและปลายโลหะของหัวแหลน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางจะต้องไม่เกิน 90% ของเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่ที่สุดของด้าม

            9. การทำให้ด้ามเรียวลงไปทางปลายหางของแหลน  จะต้องทำให้มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ณ จุดกึ่งกลางระหว่างจุดศูนย์ถ่วง  และหางไม่น้อยกว่า 90% ของเส้นผ่านศูนย์กลางที่ใหญ่ที่สุดของแหลน ณ จุดห่าง 150 มิลลิเมตร จากส่วนหางเส้นผ่านศูนย์กลางต้องไม่น้อยกว่า 40% ของเส้นผ่านศูนย์กลางที่ใหญ่ที่สุดของแหลน เส้นผ่านศูนย์กลางของด้ามแหลนตรงปลายหางต้องไม่น้อยกว่า 3.5 มิลลิเมตร

ตอนที่ 5  การแข่งขันประเภทรวม

(Combined  Events  Competitions)

กติกาข้อ 200

การแข่งขันประเภทรวม

เยาวชนและประชาชนชาย (Men Junior and Senior)

ประเภทปัญจกรีฑา (Pentathlon) และทศกรีฑา (Decathlon)

            1. ปัญจกรีฑาประกอบด้วยการแข่งขัน 5 ประเภท ซึ่งต้องจัดแข่งขัน ในวันเดียว  ตามลำดับต่อไปนี้  กระโดดไกล  พุ่งแหลน  วิ่ง 200 เมตร  ขว้างจักร  และวิ่ง 1500 เมตร

            2. ทศกรีฑาชาย  ประกอบด้วยการแข่งขัน 10 ประเภท  ซึ่งจะต้องจัดแข่งขัน ภายในสองวันติดต่อกัน ตามลำดับต่อไปนี้

            วันแรก : วิ่ง 100 เมตร  กระโดดไกล  ทุ่มน้ำหนัก  กระโดดสูง  และวิ่ง 400 เมตร

            วันที่สอง : วิ่งข้ามรั้ว 110 เมตร  ขว้างจักร  กระโดดค้ำพุ่งแหลน  และวิ่ง 1500 เมตร

 

เยาวชนและประชาชนหญิง (Women Junior and Senior)

ประเภทสัตตกรีฑา (Heptathlon) และทศกรีฑา (Decathlon)

            3. สัตตกรีฑา ประกอบด้วยการแข่งขัน 7 ประเภท  ซึ่งจะต้องจัดแข่งขัน ภายในสองวันติดต่อกัน ตามลำดับต่อไปนี้

            วันแรก : วิ่งข้ามรั้ว 100 เมตร  กระโดดสูง  ทุ่มน้ำหนัก  และวิ่ง 200 เมตร

            วันที่สอง : กระโดดไกล  พุ่งแหลน  และวิ่ง 800 เมตร

            4. ทศกรีฑาหญิง  ประกอบด้วยการแข่งขัน 10 ประเภท  ซึ่งจะต้องจัดแข่งขัน ภายในสองวันติดต่อกัน  ตามลำดับต่อไปนี้

            วันแรก : วิ่ง 100 เมตร  ขว้างจักร  กระโดดน้ำ  พุ่งแหลน  และวิ่ง 400 เมตร

            วันที่สอง : วิ่งข้ามรั้ว 100 เมตร  กระโดดไกล  ทุ่มน้ำหนัก  กระโดดสูง และวิ่ง 1500 เมตร

ยุวชนชาย (Boys Youth)

การแข่งขันประเภทอัฏฐกรีฑา (Octathlon)

            5. อัฏฐกรีฑา  ประกอบด้วยการแข่งขัน 8 ประเภท  ซึ่งจะต้องจัดแข่งขัน ภายในสองวันติดต่อกัน  ตามลำดับต่อไปนี้

วันแรก : วิ่ง 100 เมตร  กระโดดไกล ทุ่มน้ำหนัก และวิ่ง 400 เมตร

            วันที่สอง : วิ่งข้ามรั้ว 110 เมตร  กระโดดสูง พุ่งแหลน  และวิ่ง 1000 เมตร .

ยุวชนหญิง (Girls Youth)

ประเภทแข่งขันสัตตกรีฑา (Heptathlon)

            6.. สัตตกรีฑา ประกอบด้วยการแข่งขัน 7 ประเภท  ซึ่งจะต้องจัดแข่งขัน ภายในสองวันติดต่อกัน ตามลำดับต่อไปนี้

            วันแรก : วิ่งข้ามรั้ว 100 เมตร  กระโดดสูง  ทุ่มน้ำหนัก  และวิ่ง 200 เมตร

            วันที่สอง : กระโดดไกล  พุ่งแหลน  และวิ่ง 800 เมตร

ข้อกำหนดทั่วไป

            7. ผู้ชี้ขาดของประเภทรวม  มีอำนาจที่จะให้มีเวลาพักเมื่อเป็นไปได้อย่างน้อย 30 นาทีระหว่างจบช่วงเวลาของประเภทหนึ่งกับช่วงเริ่มการแข่งขันประเภทต่อไป  สำหรับนักกรีฑาแต่ละคน  ถ้าสามารถปฏิบัติได้ก็ควรจะให้เวลาพักระหว่างการจบการแข่งขันประเภทสุดท้ายของวันแรกกับช่วงเวลาเริ่มแข่งขันประเภทแรกในวันที่สองอย่างน้อย 10 ชั่วโมง

8. ในแต่ละประเภทที่แยกแข่งขัน  ยกเว้นประเภทสุดท้ายของการแข่งขันประเภทรวม  จะต้องจัดพวกและกลุ่มโดยผู้แทนเทคนิคหรือผู้ชี้ขาดประเภทรวมตามที่ปฏิบัติได้  เพื่อให้นักกรีฑาที่มีสถิติเท่ากันในแต่ละประเภทตอนคัดเลือก  จะถูกจัดเข้าอยู่ในพวกหรือกลุ่มเดียวกัน  ให้มีตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป  แต่ต้องไม่น้อยกว่าสามคน  ถูกจัดให้อยู่ในแต่ละพวกหรือกลุ่ม

ถ้าทำเช่นนี้ไม่ได้เพราะตารางการแข่งขันประเภทนั้นแล้วการจัดพวกหรือกลุ่มสำหรับประเภทต่อไป ควรจัดตามลักษณะและเวลาที่นักกรีฑามีความพร้อมต่อจากประเภทที่แล้วเสียก่อน

ในประเภทสุดท้ายของการแข่งขันประเภทรวม  ควรจัดพวกให้แต่ละพวกมีนักกรีฑาผู้ที่ชนะจากการแข่งขันรอบรองชนะเลิศ

ผู้แทนฝ่ายเทคนิคหรือผู้ชี้ขาดประเภทรวม จะต้องมีอำนาจในการจัดลำดับใหม่ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง  ถ้าเห็นว่าดีกว่า

9. กติกาของ IAAF  สำหรับแต่ละประเภทของการแข่งขัน  จะต้องนำไปบังคับใช้โดยมีข้อยกเว้นดังต่อไปนี้

(a) ในการกระโดดไกลและแต่ละประเภทของการพุ่ง ทุ่ม ขว้าง  นักกรีฑาแต่ละคนจะได้สิทธิ์ประลิง 3 ครั้งเท่านั้น

(b) ในกรณีเครื่องจับเวลาแบบอัตโนมัติสมบูรณ์แบบไม่พร้อมใช้  นักกรีฑาแต่ละคนจะต้องถูกจับเวลาโดยผู้จับเวลา 3 คน  โดยอิสระจากกัน

(c) ในประเภทลู่  นักกรีฑาจะถูกตัดสิทธิ์การแข่งขันในประเภทใดก็ตามที่ทำการออกตัวผิดกติกา (False Start) ในครั้งที่ 2

10. อนุญาตให้ใช้ระบบจับเวลาเพียงระบบเดียวตลอดการแข่งขันแต่ละประเภท  อย่างไรก็ตาม  เพื่อทำสถิติแล้วเวลาที่จับโดยระบบตัดสินด้วยภาพถ่ายอัตโนมัติสมบูรณ์แบบ  จะต้องถูกนำมาบังคับใช้ไม่ว่าเวลาดังกล่าวจะมีจับไว้ให้สำหรับนักกรีฑาคนอื่นๆ ในประเภทนั้นหรือไม่ก็ตาม (เวลาทำสถิติจากเครื่องตัดสินด้วยภาพถ่ายอัตโนมัตินี้  อาจจะพร้อมให้สำหรับนักกรีฑาที่เข้าอันดับ 1-3 อันดับใดอันดับหนึ่ง  แต่อาจจะไม่ครบทุกคนที่แข่งขันในประเภทนั้น  แต่จะต้องใช้เป็นสถิติได้)

11. นักกรีฑาคนใดละเลยไม่เข้าร่วมในการปล่อยตัวหรือไม่ทำการประลองในประเภทใดประเภทหนึ่งของการแข่งขัน  จะต้องไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าแข่งขันในประเภทต่อไป  แต่จะถือว่าเป็นผู้ออกจากการแข่งขัน  ฉะนั้นนักกรีฑาคนนี้จะต้องไม่ปรากฏลำดับที่ครั้งสุดท้าย

นักกรีฑาคนใดตัดสินใจถอนตัวจากการแข่งขันประเภทรวม  จะต้องแจ้งต่อผู้ชี้ขาดรวมทันที  ให้ทราบการตัดสินในของตน

12. คะแนนตามตารางคะแนนของ IAAF ปัจจุบัน  จะต้องประกาศให้นักกรีฑาทราบทันทีภายหลังจบการแข่งขันแต่ละประเภท  โดยทั้งแยกประเภทและคะแนนรวม

ผู้ชนะเลิศคือ  นักกรีฑาผู้ได้คะแนนรวมสูงสุด

13. ในกรณีเสมอกัน (คะแนนเท่ากัน) ผู้ชนะเลิศจะต้องเป็นนักกรีฑาผู้แข่งขันในประเภทที่มากกว่า  และได้คะแนนมากกว่านักกรีฑาคนอื่นๆ ที่มีผลเสมอกัน  ถ้าวิธีนี้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้  ผู้ชนะเลิศจะต้องเป็นนักกรีฑาผู้ได้คะแนนสูงที่สุดในประเภทใดประเภทหนึ่ง  และถ้ายังแก้ปัญหาไม่ได้อีกผู้ชนะเลิศจะต้องเป็นผู้ที่ได้คะแนนสูงที่สุดในประเภทที่สองและต่อๆ ไป เป็นต้น  หลักการนี้ให้นำไปใช้กับการแก้ปัญหาของกรณีเสมอกันในตำแหน่งอื่น ๆ (ที่ 2 – 3 - 4) ของการแข่งขันครั้งนั้น

กติกาข้อ 230

การแข่งขันเดิน

คำจำกัดความของการแข่งขัน

1. การเดินแข่งขัน  คือ การก้าวเท้าไปด้านหน้าซึ่งผู้เดินจะต้องก้าวเท้าสัมผัสพื้นอย่างต่อเนื่อง  การไม่สัมผัสพื้นนั้นต้องไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยวิธีอื่นนอกจากสายตาเท่านั้น  เท้าจะต้องเหยียดตึงชั่วขณะ  เมื่อสัมผัสพื้น (ไม่งอเข่า)  จนกว่าจะเลยแนวตั้งฉากของลำตัวไปด้านหลัง

2. การตัดสิน

            (a) ผู้ตัดสินการแข่งขันเดินที่ได้รับการแต่งตั้งจะพิจารณาเลือกหัวหน้าผู้ตัดสินถ้าไม่ได้แต่งตั้งไว้ก่อน

            (b) ผู้ตัดสินทุกคนตัดสินด้วยตนเอง และการตัดสินจะใช้การสังเกตด้ายสายตาเท่านั้น

            (c) ในการแข่งขันภายใต้กฎกติกาข้อ 1 (ก) ผู้ตัดสินทั้งหมดจะเป็นผู้ตัดสินนานาชาติในการแข่งภายใต้กฎกติกาข้อ 1 (ข) (ค) ผู้ตัดสินทั้งหมดจะเป็นผู้ตัดสินในพื้นที่นั้นๆ หรือผู้ตัดสินเดินนานาชาติ

            (d) สำหรับการแข่งขันบนถนน  โดยปกติจะใช้ผู้ตัดสิน 6 คน  และอย่างมาก 9 คน รวมหัวหน้าผู้ตัดสิน

            (e) สำหรับการแข่งขันในลู่  โดยปกติจะใช้ผู้ตัดสิน 6 คน รวมทั้งหัวหน้าผู้ตัดสิน

            (f) การแข่งขันภายใต้กฎกติกาข้อ 1 (ก) จะต้องไม่มีผู้ตัดสินมากกว่า 1 คน  จากประเทศเดียวกันตัดสิน

3. หัวหน้าผู้ตัดสิน

            (a) ในการแข่งขันภายใต้กติกาข้อ 1 (a) (b) (c) (d) และ (f) หัวหน้าผู้ตัดสินจะไม่ทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสิน แต่ทำหน้าที่ให้นักกีฬาออกกจากการแข่งขันเท่านั้น  จากสถานที่ภายนอกถึงสนามแข่งขันและภายในสนามแข่งขัน  เมื่อการแข่งขันเข้าเส้นชัยในสนามหรือใน 100 เมตรสุดท้ายในลู่หรือบนถนน  เมื่อนักกีฬาทำผิดกติกาตามข้อ 1 ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ถูกลงโทษ (ถูกใบแดง) มาก่อน  และอาจอนุญาตให้เดินถึงเส้นชัย

            (b) หัวหน้าผู้ตัดสินจะทำตัวเหมือนที่ปรึกษาในการแข่งขัน  และการกระทำตัวเหมือนผู้ตัดสินคนหนึ่งตามกฎกติกาข้อ 1 (a) (b) (c) (d) และ (f) ในการแข่งขันภายใต้กฎกติกาข้อ 1 (a) (b) (c) (d) และ (f) สามารถมีผู้ช่วยผู้ตัดสิน 2 คน  แต่งตั้งโดยคณะกรรมการของพื้นที่นั้น  ซึ่งได้ผ่านการเห็นชอบจากหัวหน้าผู้ตัดสินและผู้แทนเทคนิค  ผู้ช่วยหัวหน้าผู้ตัดสิน  จะทำหน้าที่ช่วยแจ้งการให้ออกจากการแข่งขันเท่านั้น  และไม่ทำหน้าที่เหมือนผู้ตัดสิน

            (c) สำหรับการแข่งขันภายใต้กฎกติกาข้อ 1 (a) (b) (c) (d) และ (f) จะมีเจ้าหน้าที่ 1 คน  สำหรับป้ายฟาล์วและหัวหน้าผู้บันทึกกรอบ 1 คน  ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการจัดการแข่งขัน  โดยพิจารณาเห็นชอบจากหัวหน้าผู้ตัดสินเดินและผู้แทนเทคนิค

4. การเตือนโดยป้ายสีเหลือง

        ผู้แข่งขันจะถูกเตือนเมื่อไม่เป็นไปตามคำจัดความข้อ 230.1  โดยป้ายสีเหลือง และจะไม่เตือนซ้ำเป็นครั้งที่ 2  จากผู้ตัดสินคนเดิมในความผิดอย่างเดียวกัน  ผู้ตัดสินจะส่งใบบันทึกให้กับหัวหน้าผู้ตัดสินหลังจากการแข่งขันเสร็จแล้ว

       ถ้าเห็นว่าการกระทำผิดข้อ 230.1 และถูกตักเตือนแล้วจะส่งใบแดงให้กับผู้ตัดสิน

5. การให้ออกจากการแข่งขัน

            (a) ข้อเสนอให้ออกจากการแข่งขันของผู้ตัดสินเรียกว่าการลงโทษ ผู้เข้าแข่งขันจะได้รับการลงโทษเมื่อการเดินไม่เป็นไปตามข้อ 1 คือมองเห็นชัดเจนว่าเท้าลอยจากพื้นหรือเข่างอในช่วงใดๆ ของการแข่งขัน

            (b) เมื่อผู้เข้าแข่งขันได้รับการลงโทษจากผู้ตัดสิน 3 คน  ผู้เข้าแข่งขันจะถูกให้ออกจากการแข่งขัน  การให้ออกจากการแข่งขันในระหว่างการแข่งขันจะกระทำโดยหัวหน้าผู้ตัดสินหรือผู้ช่วยหัวหน้าผู้ตัดสิน

            (c) ในการแข่งขันทุกรายการภายใต้การควบคุมของสหพันธ์หรือสหพันธ์อนุญาต  ไม่อนุญาตให้ผู้ตัดสิน 2 คนในชาติเดียวกัน  มีสิทธิ์ให้นักกีฬาออกจากการแข่งขันถ้าไม่สามารถแจ้งแก่ผู้เข้าแข่งขันให้ออกจากการแข่งขันในระหว่างแข่งขัน  การแจ้งให้ออกจากการแข่งขันจะให้ได้ทันทีหลังจากการแข่งขันเสร็จแล้ว  การแจ้งหลังจากเสร็จสิ้นการแข่งจะไม่มีผลย้อนหลังกลับเป็นอย่างอื่น

            (d) เครื่องหมายสีเหลืองซึ่งมีสัญลักษณ์ของการทำผิดอยู่แต่ละด้าน  จะแจ้งให้ผู้เข้าร่วมการแข่งขันเห็นเมื่อมีการเตือนสัญลักษณ์สีแดงเป็นเครื่องหมายให้นักกีฬาออกจากการแข่งขัน  ผู้แข่งขันอาจจะได้รับการแจ้งให้ออกจากการแข่งขันโดยผู้ช่วยหัวหน้าผู้ตัดสิน

            (e) การแข่งขันในลู่  นักกีฬาที่ถูกให้ออกจากการแข่งขันจากลู่ทันที  ส่วนการแข่งขันบนถนนจะปลดเบอร์ที่ติดออกและให้ออกจากบริเวณที่แข่งขัน  นักกีฬาที่ถูกให้ออกจากการแข่งขันสนามแข่งขันหรือลู่แต่ไม่ปฏิบัติตาม  จะถูกรายงานเกี่ยวกับระเบียบวินัยในความประพฤตินั้นๆ ตามกฎกติกาข้อ 22.1 (ฉ)

            (f) ป้ายแสดงการลงโทษความผิดจะตั้งที่บริเวณสนามใกล้เส้นชัย  เพื่อให้นักกีฬาได้เห็นจำนวนการกระทำผิดของแต่ละคน

            (g) สำหรับการแข่งขันภายใต้กฎกติกาข้อ 1 (ก) การใช้มือถือของผู้ตัดสินสามารถใช้ได้ในการแจ้งการลงโทษความผิด (ใบแดง)  ให้กับผู้บันทึกและป้ายแสดงการลงโทษความผิด

6. การเริ่ม

            การแข่งขันจะเริ่มโดยการยิงปืนให้สัญญาณ  คำสั่งใช้แบบเดียวกันกับระยะไกลในการแข่งขันกลุ่มมากๆ ควรเรียกเข้ารวมกันก่อนการเริ่มแข่งขัน 5 นาที, 3 นาที, 1 นาที และต้องแน่ใจว่านักกีฬาจะไม่เหยียบเส้นเริ่ม

7. ความปลอดภัยและการปฐมพยาบาล

            (a) คณะกรรมการการจัดการแข่งขันเดิน  ต้องแน่ใจถึงความปลอดภัยสำหรับนักกีฬา  และเจ้าหน้าที่ในการแข่งขันภายใต้กฎกติกาข้อ 1 (a) (b) (c) (d) และ (f)  คณะกรรมการการจัดการแข่งขันต้องแน่ใจว่าถนนที่ใช้สำหรับการแข่งขันจะถูกปิดตลอดเส้นทาง

            (b) การแข่งขันภายใต้กติกาข้อ 1 (a) (b) (c) (d) และ (f) การแข่งขันเดินควรเริ่มและเสร็จสิ้นในเวลากลางวัน

            (c) การปฏิบัติหน้าที่ของแพทย์ที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการการจัดการแข่งขันจะไม่ถือว่าเป็นการช่วยเหลือนักกีฬา

            (d) นักกีฬาจะออกจากการแข่งขัน  แพทย์ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการเป็นผู้สั่งคณะแพทย์ควรติดเครื่องหมายที่แขน  ที่เสื้อ  หรือสัญลักษณ์อื่นให้ชัดเจน

8. จุดน้ำดื่ม  ฟองน้ำ  และเครื่องดื่ม

            (a) น้ำและเครื่องดื่ม  ควรมีไว้ที่จุดเริ่ม  และเส้นชัยตลอดการแข่งขัน

            (b) การแข่งขันทุกรายการถึง 10 กิโลเมตร  น้ำดื่มและฟองน้ำควรจะให้เป็นช่วงๆ ถ้าสภาพอากาศไม่เหมาะสม

            (c) การแข่งขันตั้งแต่ 10 กิโลเมตร  หรือไกลกว่านี้  เครื่องดื่มอาจจัดไว้ทุกๆ รอบในการเพิ่มจุดน้ำดื่มและฟองน้ำ  กรณีให้น้ำอุ่นอยู่อย่างเดียวจะอยู่กึ่งกลางของเครื่องดื่มหรือจะให้เพิ่มมากขึ้น  ถ้าสภาพอากาศไม่เหมาะสม

            (d) เครื่องดื่มอาจจะจัดหามาโดยคณะกรรมการหรือนักกีฬา  จะวางไว้ซึ่งเขาหยิบได้อย่างง่ายหรืออาจจะส่งให้โดยบุคคลที่เกี่ยวข้องที่มีอำนาจให้กับนักกีฬาได้

            (e) นักกีฬาที่ได้รับเครื่องดื่มจากสถานที่นอกจากที่จัดไว้จะถูกปรับให้ออกจากการแข่งขัน

            (f) การแข่งขันภายใต้กฎกติกาข้อ 1 (a) (b) (c) (d) และ (f) ให้เจ้าหน้าที่ 2 คนของประเทศนั้นๆ ยืนอยู่ด้านหลังของโต๊ะวางเครื่องดื่ม  และไม่ให้เจ้าหน้าที่วิ่งเคียงข้างนักกีฬาขณะที่เขากำลังหยิบเครื่องดื่ม  โดยห่างจากโต๊ะเกิน 1 เมตร

           (g) นักกีฬาอาจนำน้ำหรือเครื่องดื่มจากจุดเริ่มต้นติดตัวไปหรือได้รับจากโต๊ะของเจ้าหน้าที่

9. เส้นทางบนถนน

            (a) การแข่งขันภายใต้กฎกติกาข้อ 1.1 (a) เส้นทางวงรอบต้องไม่สั้นกว่า 2 กิโลเมตร  และไม่ยาวกว่า 2.5 กิโลเมตร  สำหรับการแข่งขันประเภทอื่นๆ เส้นทางต้องไม่สั้นกว่า 1 กิโลเมตรและไม่ยาวกว่า 2.5 กิโลเมตร  ประเภทที่เริ่มและสิ้นสุดในสนามแข่งขัน  เส้นทางวงรอบควรอยู่ใกล้ชิดกับสนามแข่งขัน

            (b) เส้นทางบนถนนควรจะจัดตามกฎกติกาข้อ 240.3

            - เส้นเริ่มและเส้นชัยให้ตีเส้นสีขาวกว้าง 5 เซนติเมตร

            - การแข่งขันบนถนน  การวัดเส้นทางต้องวัดในระยะทางที่สั้นที่สุดที่นักกีฬาแข่งขัน

            - การแข่งขันภายใต้กฎกติกาข้อ 1 (ก) หรือหากเป็นไปตามข้อ (ข) และ (ค) เส้นทางที่วัดตลอดเส้นทางควรตีเส้นเป็นสีที่แตกต่างกับเส้นอื่นๆ

            - ระยะทางแข่งขันไม่ควรสั้นกว่าระยะทางที่เป็นทางการ

            - การแข่งขันภายใต้กฎกติกาข้อ 1 (ก) (ข) และ (ค) และการแข่งขันที่สหพันธ์รับรอง (ระยะทางไม่ควรมากเกิน 0.1 เปอร์เซ็นต์ หรือ 42 เมตร ของมาราธอน) และความยาวของสนามควรได้รับการรับรองจากผู้วัดที่สหพันธ์รับรอง

หมายเหตุ          ข้อ 1. การวัดใช้วิธีการวัดด้วยจักรยาน

                       ข้อ 2.  เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนของระยะทาง  ควรวัดเพิ่ม 0.1 เปอร์เซ็นต์ หมายความว่า ทุก 1,000 เมตร ให้วัดความยาว 1,001 เมตร

           10. ถ้านักกีฬาเดินออกจากถนนหรือในลู่ ซึ่งระยะแข่งขันเกินกว่า 20 กิโลเมตร โดยดูแลจากเจ้าหน้าที่จะต้องกลับมาเริ่มจากจุดเดิมที่ระยะไม่สั้นกว่าเดิม          

           11. ถ้าผู้ชี้ขาดพอใจกับรายงานของผู้ตัดสินหรือผู้ช่วยผู้ชี้ขาดเกี่ยวกับการย่น ระยะทางของนักกีฬา   รักกีฬาจะถูกออกจากการแข่งขัน

กติกาข้อ 240

การแข่งขันประเภทถนน

            1. ระยะทางที่เป็นมาตรฐาน  คือ 10 กม., 15.กม., 20 กม., 21.098 กม.(ฮาร์ฟ มาราธอน), 25 กม. ,30 กม.  ,42.195 กม. (มาราธอน) ,100 กม.  และวิ่งผลัดถนน

หมายเหตุ            ข้อเสนอแนะการวิ่งผลัดถนน เส้นทางจะเป็นวงกลมยาว    5 กม. จะเป็นระยะ  5 กม. ,10 กม.,5 กม.,10 กม. ,5 กม. และ 7.195 กม. ถ้าเป็น ฮาร์ฟมาราธอน จะเป็นระยะ 5 กม. ,5 กม. ,5 กม. ,6.098 กม.

            2.เส้นทางจะวิ่งบนถนน และการจราจรจะต้องปลอดภัย อาจจะวิ่งบนทาง จักรยานหรือทางเท้าข้างๆ แนวถนน แต่จะต้องไม่วิ่งบนพื้นที่นุ่ม  หรือแนวหญ้าริม ถนนเส้นเริ่ม และเส้นชัยอาจอยู่ในบริเวณสนามกรีฑา

หมายเหตุ      1.   ข้อเสนอแนะการแข่งขันบนถนนที่ยาวกว่ามาตรฐาน เส้นเริ่มและเส้นชัยถ้าวัดตามแนวตรงจะห่างกันไม่เกิน 50% ของระยะทางแข่งขัน                                                                 2.ข้อเสนอแนะ สำหรับเส้นเริ่มและเส้นชัย อาจจะเป็นพื้นหญ้าหรือพื้นที่ปูเรียบ

                    3. การวัดเส้นทางจะวัดในระยะที่สั้นที่สุดตามที่นักกีฬาวิ่งจริงในการแข่งขันตาม กติกาข้อ 1.1(a) หรือ (b) (c) และ (f)  การวัดจะมีเส้นที่ทาสีไว้โดยไม่เหมือนสีอื่นๆ ที่ทาไว้บนถนน ระยะที่แข่งขันต้องไม่สั้นกว่าระยะที่เป็นทางการ การแข่งขันตาม กติกาข้อ1.1         (a),(b),(c) และจะต้องวัดระยะไม่เกิน 0.1% ของระยะทาง แข่งขัน (42 เมตร ของมาราธอน) และต้องรับรองโดย IAAF

หมายเหตุ            1. การวัดต้องใช้จักรยานตามทฤษฎี                                        

                          2. เพื่อป้องกันระยะทางที่อาจจะสั้นในอนาคต จึงกำหนดให้วัดเกิน 0.1%  ของระยะทางคือระยะ 1000 เมตร ให้วัด  1001    เมตร                                         

                          3. ถ้าส่วนของทางวิ่งตลอดทั้งวันนั้นจะใช้อุปกรณ์บางอย่าง เช่น กรวย หรือแนวกั้นต่าง  ๆ ตำแหน่งของจุดต่างๆ จะต้องไม่แตกต่างไปจากที่ได้วัดไว้    ตามเอกสารที่ได้รายงาน          

                         4.เส้นทางที่แข่งขันเกินระยะมาตรฐาน เส้นทางทั้งหมดจะต้องไม่มากกว่า 0.1 % คือ 1 เมตรต่อ 1 กม. (1:1000)

                        5. เส้นทางที่มีการรับรองจะมีอายุเพียง 5 ปี และจะต้องมีการวัดเส้นทางใหม่

4. ระยะทางที่เป็นกิโลเมตร  ในเส้นทางควรมีป้ายแจ้งให้นักกีฬาได้เห็น       

5.ประเภทผลัดถนน ควรจะมีเส้นเขตรับส่ง 20  เมตร โดยวัดจากจุดกลางก่อน 10 เมตร และหลัง 10 เมตร และต้องให้สมบูรณ์ภายในเขตนี้  

6. การเริ่มการแข่งขันจะเริ่มด้วยเสียงปืน แตร    หรือสิ่งอื่นๆ คำสั่งใช้ระยะที่เกิน 400  เมตร (กติกาข้อ162.2(b)) ถ้ามีนักกีฬามาก      จะเรียกก่อนการแข่งขัน 5 นาที  3 นาที 1 นาที     เมื่อสั่ง    “เข้าที่”   นักกีฬาต้องไม่เหยียบเส้นหรือพื้นด้านหน้าของเส้นเริ่ม   

7. การรักษาความปลอดภัยและการรักษาพยาบาล                        

(a) ฝ่ายจัดต้องแน่ใจในเรื่องของความปลอดภัยและการรักษาพยาบาลของ นักกีฬาและเจ้าหน้าที่   การแข่งขันภายใต้กติกาข้อ 1.1(a),(b),(c) และ (f) ฝ่ายจัด ต้องแน่ใจว่าถนนได้ถูกปิดตลอดการแข่งขัน                 

(b) แพทย์ที่เข้าช่วยเหลือ โดยแพทย์ที่ได้รับการแต่งตั้งจากฝ่ายจัดการ แข่งขันจะไม่ถือว่าเป็นผู้ช่วยเหลือนักกีฬาและต้องควรมีเครื่องหมายหรือเสื้อ  หรือ สัญลักษณ์ต่างๆ ให้ทราบ

8. จุดน้ำดื่มฟองน้ำ  และ Refreshment (สิ่งที่ให้ความสดชื่น)                               

(a) น้ำและสิ่งให้ความสดชื่นอื่น จะจัดอยู่ที่จุดเริ่มและเส้นชัย                     

(b) สำหรับการแข่งขันทุกประเภทน้ำจะต้องมีไว้ทุก 5 กม. ถ้าแข่งขันเกิน 10 กม. Refreshment  อาจจะมีให้ตามจุดนี้

หมายเหตุ            1. ถ้าสภาพอากาศร้อน อาจจะมีน้ำหรือ Refreshment เพิ่มมากขึ้นได้                               2. อาจจะมีจุดให้ละอองน้ำได้  โดยฝ่ายจัดได้เตรียมไว้

(c) Refreshment อาจหมายถึงน้ำหรือเกลือแร่ หรือผลไม้ หรือสิ่งอื่น ที่ไม่ใช่น้ำ  ฝ่ายจัดการแข่งขันจะเตรียมไว้ให้ (d) Refreshment จะจัดเตรียมโดยฝ่ายจัดการแข่งขันหรือนักกีฬาเตรียมมาเอง นักกีฬาจะต้องเข้าแจ้งให้ทราบถึงจุดที่จะวางเพื่อสะดวกสำหรับตัวเขาเอง ถ้า เป็นของนักกีฬา เจ้าหน้าที่จะต้องเก็บรักษาไว้ และต้องแน่ใจว่าเมื่อนำออกไปแล้ว จะต้องไม่ผิดตำแหน่ง              

(e) ฝ่ายจัดการแข่งขันต้องเตรียมอุปกรณ์ เช่นโต๊ะ  แนวกั้น หรือเครื่องหมาย บนพื้น จุดขอ Refreshmentจะต้องไม่วางตรงแนวทางวิ่ง ให้วางในที่ที่มองเห็น และหยิบได้ง่าย โดยเจ้าหน้าที่ของทีมหรือบุคคลที่มีหน้าที่และจะต้องไม่วิ่งตาม นักกีฬาหรือกีดขวางนักกีฬาขณะที่รับน้ำหรือสิ่งที่ให้ความสดชื่น                       

(f) ในการแข่งขันตามกติกาข้อ 1.1(a) ,(b) ,(c)  และ (f) จะให้เจ้าหน้าที่ของ ทีม  2 คนของแต่ละประเทศ  ยืนอยู่ด้านหลังของโต๊ะของประเทศของตนเอง

หมายเหตุ                ถ้าการแข่งขันที่ประเทศใดส่งนักกีฬา  3 คน ในระเบียบอาจจะเพิ่มเจ้า  หน้าที่ที่โต๊ะตั้งRefreshment

(g) นักกีฬาอาจนำน้ำหรือ  Refreshment  ด้วยมือหรือน้ำติดตัวไปตลอดเส้น ทางได้จากจุดเริ่มหรือจุดที่เจ้าหน้าที่ที่จัดไว้                  

(h) นักกีฬาผู้ใดรับน้ำหรือ Refreshment  จากผู้อื่นที่นอกเหนือที่จัดไว้  ยกเว้น จากแพทย์   หรือเจ้าหน้าที่แข่งขัน  หรือจากนักกีฬาคนอื่น ผู้ชี้ขาดจะเตือนโดยบัตร เหลือง ถ้ากระทำอีกจะถูกบัตรแดงให้ออกจากการแข่งขัน

9. การแข่งขันบนถนน การปฏิบัติการแข่งขัน นักกีฬาอาจจะออกจากถนนหรือ ลู่ได้โดยมีเจ้าหน้าที่ติดตามดูแลและเมื่อกลับเข้ามาจะมีระยะทางไม่น้อยกว่าระยะ ทางจริง        

10. ถ้าผู้ชี้ขาดพอใจกับรายงานของผู้ตัดสินหรือผู้ช่วยผู้ชี้ขาด เกี่ยวกับการเข้า มาในสนามแข่งขัน  มีระยะทางน้อยกว่าระยะทางจริง เมื่อออกไป เขาจะถูกปรับให้ ออกจากการแข่งขัน

 

ประวัติของกีฬา

การเล่นกรีฑาในประเทศไทยริเริ่มโดยครูฝรั่งชาวอังกฤษนำมาสอนให้นักเรียนไทยได้ฝึกเล่นกันในโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบสมัยรัชกาลที่ 5 แล้วค่อยเจริญแพร่หลายขึ้นหลังปี พ.ศ.2440 เป็นต้นมา