SATC

ข้อบังคับการกีฬาแห่งประเทศไทย ว่าด้วยการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ พ.ศ. 2550

 

ข้อบังคับการกีฬาแห่งประเทศไทย

ว่าด้วยการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ พ.ศ. 2550

*********************

                 ตามมติคณะรัฐมนตรี ในการประชุมเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548  ได้มี มติเห็นชอบตามคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 4 (ฝ่ายการต่างประเทศ วัฒนธรรมท่องเที่ยวและกีฬา) ครั้งที่ 1/2548 วันที่ 19  มกราคม 2548 ให้การกีฬาแห่งประเทศไทยจัดให้มีการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ขึ้นปีละหนึ่งครั้งเป็นประจำทุกปี โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้   

(1) ส่งเสริมการกีฬาให้ขยายไปทั่วทุกจังหวัด  อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน  เพื่อส่งเสริมสุขภาพพลานามัยแก่ประชาชน และปลูกฝังให้ประชาชนมีน้ำใจนักกีฬา มีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบ และใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

(2) ส่งเสริมให้ทุกจังหวัดเข้าใจวิธีการดำเนินการจัดการแข่งขันตามแบบ ธรรมเนียมสากลและช่วยให้เจ้าหน้าที่ด้านกีฬาในส่วนภูมิภาคได้รับการอบรม เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ในด้านการแข่งขันกีฬาอย่างมีประสิทธิภาพ

(3) ส่งเสริมประสบการณ์การแข่งขันกีฬาแก่ประชาชนอันเป็นการเพิ่มพูน มาตรฐานกีฬาเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการคัดเลือกเป็นผู้แทนของประเทศใน อนาคต

                (4) เพื่อให้ได้มาซึ่งนักกีฬาผู้มีความสามารถเตรียมไว้สำหรับการคัดเลือก เป็นผู้แทนของประเทศไปร่วมการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ  

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 19 (1) แห่งพระราชบัญญัติการกีฬา แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2528 คณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย ออก ข้อบังคับไว้ดังต่อไปนี้  

ข้อ 1 ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ข้อบังคับการกีฬาแห่งประเทศไทย ว่าด้วยการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ พ.ศ. 2550” 

ข้อ 2 ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป  

ข้อ 3 ให้ยกเลิก

(1) ข้อบังคับการกีฬาแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 21 ว่าด้วยการแข่งขัน กีฬาแห่งชาติ

(2) ข้อบังคับการกีฬาแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 21 ว่าด้วยการแข่งขัน กีฬาแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2546

(3) ข้อบังคับการกีฬาแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 21 ว่าด้วยการแข่งขัน กีฬาแห่งชาติ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2549

บรรดาข้อบังคับ ระเบียบ และคำสั่งอื่นใดที่ขัดหรือแย้งกับข้อบังคับ นี้ให้ใช้ข้อบังคับนี้แทน  

ข้อ 4 ในข้อบังคับนี้   

“กกท.” หมายความถึง การกีฬาแห่งประเทศไทย   

“ภาค” หมายความถึง กลุ่มของจังหวัดที่แบ่งเพื่อการแข่งขันกีฬา แห่งชาติ ตามข้อบังคับนี้   

“เจ้าภาพ” หมายความถึง จังหวัดเจ้าภาพที่จัดการแข่งขันกีฬา แห่งชาติ   

“หัวหน้าภาค” หมายความถึง จังหวัดหัวหน้าภาคที่จัดการแข่งขัน กีฬาแห่งชาติ เพื่อคัดเลือกนักกีฬาระดับภาค

“คณะกรรมการอำนวยการแข่งขัน” หมายความถึง คณะกรรมการ อำนวยการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ  

 “คณะกรรมการจัดการแข่งขัน” หมายความถึง คณะกรรมการ จัดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ

“คณะกรรมการกีฬาจังหวัด” หมายความถึง คณะกรรมการ ที่กำหนดไว้ตามกฎหมายว่าด้วยการกีฬา  

 “สมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย” หมายความถึง สมาคมที่ดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับกีฬาหรือส่งเสริมกีฬาโดยตรงในนามของชาติหรือของประเทศไทย และได้รับอนุญาตให้จัดตั้งตามกฎหมายว่าด้วยการกีฬา   

“สมาคมกีฬาจังหวัด” หมายความถึง สมาคมกีฬาที่ได้รับการ แต่งตั้งขึ้นในจังหวัด ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเกี่ยวกับกีฬาหรือส่งเสริมกีฬา โดยตรงในแต่ละจังหวัด และได้รับอนุญาตให้จัดตั้งตามกฎหมายว่าด้วยการกีฬา   

“กีฬาบังคับ” หมายความว่า ชนิดกีฬา กรีฑา และว่ายน้ำ

 “กีฬาสากล” หมายความว่า ชนิดกีฬาต่าง ๆ ที่มีการแข่งขันใน การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์ กีฬาเอเชี่ยนเกมส์ หรือกีฬาซีเกมส์   

“กีฬาอนุรักษ์” หมายความถึง ชนิดกีฬาต่าง ๆ ที่นิยมเล่นในท้องถิ่น และเจ้าภาพเสนอจัดเพื่อเป็นการอนุรักษ์ไม่น้อยกว่าหนึ่งชนิดกีฬา   

“นักกีฬา” หมายความถึง นักกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ และมีคุณสมบัติไม่ขัดต่อข้อบังคับ กฎ ระเบียบของ กกท. และสมาคม กีฬาแห่งประเทศไทย ชนิดกีฬานั้น ๆ ด้วย   

“เจ้าหน้าที่” หมายความถึง ผู้ซึ่งคณะกรรมการอำนวยการแข่งขัน กีฬาแห่งชาติแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ในการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ  

 “หัวหน้าคณะนักกีฬา” หมายความถึง ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากจังหวัดนั้น ๆ ให้ปฏิบัติหน้าที่กำกับดูแลและควบคุมนักกีฬา ตลอดทั้งการอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ให้แก่คณะนักกีฬาจนกว่าการแข่งขันกีฬาแห่งชาติจะเสร็จสิ้น

ข้อ 5 ให้ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย     รักษาการตามข้อบังคับนี้ และให้มีอำนาจวางระเบียบเพื่อปฏิบัติการตามข้อบังคับนี้

หมวด 1

บททั่วไป  

ข้อ 6 ให้มีการจัดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติปีละหนึ่งครั้งเป็นประจำทุกปี

ข้อ 7 ให้เจ้าภาพดำเนินการแข่งขันกีฬาแห่งชาติให้เสร็จสิ้นในระยะเวลา ไม่น้อยกว่าสิบวันแต่ไม่เกินสิบห้าวันโดยรวมพิธีเปิดและพิธีปิดด้วย  

ข้อ 8 การแบ่งพื้นที่ในการแข่งขันกีฬาแห่งชาติให้ กกท. กำหนดและประกาศรายชื่อจังหวัดในแต่ละภาคก่อนพิธีการแข่งขันกีฬาแห่งชาติโดยปกติ ไม่น้อยกว่าเก้าเดือน  

ข้อ 9 การแข่งขันกีฬาแห่งชาติให้ดำเนินการเป็นสามขั้นตอน ดังนี้

(1) การแข่งขันระดับจังหวัด เป็นการแข่งขันเพื่อคัดเลือกนักกีฬา เป็นตัวแทนของจังหวัด                (2) การแข่งขันระดับภาค เป็นการแข่งขันเพื่อคัดเลือกนักกีฬาระดับ ภาคของแต่ละภาค โดยให้แต่ละจังหวัดภายในภาคส่งนักกีฬาเข้าร่วม การแข่งขันตามชนิดและประเภทกีฬา

(3) การแข่งขันระดับชาติ เป็นการดำเนินการจัดการแข่งขันกีฬาที่ จังหวัดส่งเข้าร่วมแข่งขันได้โดยตรง เว้นแต่ชนิดกีฬาที่กำหนดให้มีการคัดเลือก นักกีฬาในระดับภาค โดยจะต้องดำเนินการจัดการแข่งขันในช่วงระยะเวลาที่  กกท. กำหนด  

ข้อ 10 การคัดเลือกเจ้าภาพในการแข่งขันระดับภาคและการแข่งขันระดับ ชาติให้เป็นไปตามระเบียบที่ กกท. กำหนด  

ข้อ 11 ชนิดและประเภทกีฬาที่จะจัดให้มีการแข่งขันกีฬาแห่งชาติให้ กกท. และเจ้าภาพร่วมกำหนด ดังต่อไปนี้

 (1) กีฬาบังคับ

(2) กีฬาสากล

(3) กีฬาอนุรักษ์

โดยทั้งสามรายการเจ้าภาพต้องจัดให้มีการแข่งขันรวมกันไม่น้อย กว่า 30 ชนิดกีฬา และให้ กกท.ประกาศชนิดกีฬาที่กำหนดแข่งขันให้ทุกจังหวัดทราบก่อนพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติโดยปกติไม่น้อยกว่าเก้าเดือน  

ข้อ 12 ชนิดและประเภทกีฬา ที่จัดให้มีการแข่งขันระดับชาติ ข้อ 9 (3) ในการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ                ต้องมีจังหวัดส่งทีมเข้าร่วมแข่งขันไม่น้อยกว่า หกจังหวัด และไม่น้อยกว่าสามภาค  

ข้อ 13 ตราสัญลักษณ์การแข่งขันของการกีฬาแห่งประเทศไทย สำหรับ การแข่งขันกีฬาที่ กกท. รับรอง ต้องจัดวางไว้อย่างเหมาะสมบนตราสัญลักษณ์ เกมแข่งขันกีฬาแห่งชาติที่เจ้าภาพออกแบบ และต้องได้รับความเห็นชอบ จาก กกท. ก่อน

หมวด 2

คณะกรรมการ

ข้อ 14 ในการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ให้มีคณะกรรมการสองคณะดังนี้

(1) คณะกรรมการอำนวยการแข่งขัน

(2) คณะกรรมการจัดการแข่งขัน

ให้คณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งทั้งสองคณะอยู่ในตำแหน่ง จนกว่าการดำเนินการกิจกรรมเกี่ยวกับการแข่งขันครั้งนั้น ๆ จะเสร็จสิ้น  

ข้อ 15 คณะกรรมการอำนวยการแข่งขัน ประกอบด้วย ผู้ว่าการ กกท. เป็นประธานกรรมการ ผู้ว่าราชการจังหวัดเจ้าภาพเป็นรองประธานกรรมการ  รองผู้ว่าการ กกท. ทุกท่าน ผู้อำ นวยการสำนักงบประมาณ นายกสมาคมกีฬา แห่งประเทศไทยที่มีการแข่งขันและผู้ทรงคุณวุฒิอีกไม่เกินสามคนเป็นกรรมการ และให้ผู้อำ นวยการฝ่ายพัฒนากีฬาเป็นเลิศ กกท. เป็นกรรมการและเลขานุการ

ให้กรรมการในคณะกรรมการ กกท. ทุกท่าน และผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดยกเว้นจังหวัดเจ้าภาพเป็นกรรมการกิตติมศักดิ์

ข้อ 16 คณะกรรมการอำนวยการแข่งขัน มีอำนาจหน้าที่ ดังนี้

(1) เสนอแนะและให้คำปรึกษาแก่คณะกรรมการจัดการแข่งขัน

(2) วินิจฉัยปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจากการปฏิบัติตามข้อบังคับนี้

(3) วินิจฉัยปัญหาต่าง ๆ ที่มิได้บัญญัติไว้ในข้อบังคับนี้

(4) ปฏิบัติการอื่นใดเกี่ยวกับการแข่งขันตามที่คณะกรรมการ กกท. มอบหมาย

(5) แต่งตั้งคณะกรรมการ   หรือคณะอนุกรรมการ หรือคณะทำงาน เพื่อดำเนินการกิจการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อประโยชน์แห่งการจัดการแข่งขัน     

คำวินิจฉัย มติ คำสั่งของคณะกรรมการอำนวยการแข่งขันให้เป็นที่สุด

ข้อ 17 คณะกรรมการจัดการแข่งขัน ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัด เจ้าภาพเป็นประธานกรรมการ ผู้แทนสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทยที่มีการแข่งขัน  สมาคมละหนึ่งคน คณะกรรมการกีฬาจังหวัดเจ้าภาพ นายกสมาคมกีฬาจังหวัด เจ้าภาพบุคคลอื่นซึ่งเจ้าภาพเสนอเพื่อแต่งตั้งให้เป็นกรรมการและเลขานุการให้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเจ้าภาพแต่งตั้ง ส่วนตำแหน่งกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ ต้องเป็นพนักงาน กกท. ถ้าผู้ว่าราชการจังหวัดเจ้าภาพเห็นสมควรจะแต่งตั้ง ที่ปรึกษาคณะกรรมการจัดการแข่งขันด้วยก็ได้  

ข้อ 18 คณะกรรมการจัดการแข่งขัน มีอำนาจหน้าที่ ดังนี้

(1) จัดการแข่งขันให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามข้อบังคับ

(2) เสนอปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจากการปฏิบัติตามข้อบังคับเพื่อให้ คณะกรรมการอำนวยการแข่งขันวินิจฉัย

(3) รายงานคณะกรรมการอำนวยการแข่งขันในกรณีที่ปรากฏว่าบุคคล หรือคณะบุคคลใดที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับ

                (4) ดำเนินการจัดทำเกี่ยวกับหลักฐานการแข่งขัน ได้แก่ ใบสมัคร รายชื่อ แผงรูป บัตรประจำตัว และเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ของนักกีฬาและ เจ้าหน้าที่ ตลอดทั้งเอกสารที่ใช้เกี่ยวกับการจัดการแข่งขันและรวมถึงการสรุปผล  และประเมินผลการแข่งขัน

(5) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อดำเนินการกิจกรรมอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อประโยชน์แห่งการจัดการแข่งขัน

หมวด 3

สิทธิประโยชน์  .

ข้อ 19 สิทธิประโยชน์เกี่ยวกับการแข่งขันกีฬาแห่งชาติให้เป็นไปตามที่ กกท. กำหนด

หมวด 4

ระเบียบและกติกาการแข่งขัน

ข้อ 20 การแข่งขันกีฬาแห่งชาติ แต่ละชนิดกีฬาให้ใช้ระเบียบและกติกาการแข่งขันตามที่ กกท. กับสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย ร่วมกันกำหนด และโดยความเห็นชอบของ กกท.

หมวด 5

นวนนักกีฬา

ข้อ 21 การกำหนดจำนวนนักกีฬา จำนวนทีมในแต่ละชนิดและประเภทกีฬาในการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ให้เป็นไปตามระเบียบและกติกาการแข่งขันตามข้อ 20

หมวด 6

คุณสมบัติของนักกีฬา

ข้อ 22     ผู้สมัครเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาแห่งชาติต้องมีคุณสมบัติและหลักเกณฑ์

(1) มีสัญชาติไทย

(2) เป็นนักกีฬาที่มีชื่อในทะเบียนนักกีฬาของสมาคมจังหวัดนั้น ๆ เพียงจังหวัดเดียว โดยให้ขึ้นทะเบียนไว้กับ กกท. ไม่น้อยกว่าหกเดือน ก่อนเข้าร่วมการแข่งขันในวันพิธีเปิดการแข่งขันครั้งนั้น

(3) การย้ายสังกัดสมาคมกีฬาจังหวัดจะกระทำมิได้ เว้นแต่จะ ได้รับความเห็นชอบจากสมาคมกีฬาจังหวัดที่เป็นต้นสังกัดเดิม และที่จะเป็น ต้นสังกัดใหม่เสียก่อน

(4) ไม่เป็นนักกีฬาที่อยู่ในระยะเวลาที่สหพันธ์กีฬานานาชาติหรือสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย หรือประธานกรรมการอำนวยการแข่งขัน  หรือ กกท. ลงโทษให้พักการแข่งขัน

(5) นักกีฬาซึ่งเป็นผู้ที่เคยเข้าแข่งขัน หรือมีชื่อในบัญชีผู้แทนที ชาติไทยในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์ เอเชี่ยนเกมส์ ซีเกมส์ การแข่งขัน ชิงชนะเลิศของโลก หรือการแข่งขันชิงชนะเลิศแห่งเอเชียจะเข้าร่วมการแข่งขัน กีฬาแห่งชาติได้เฉพาะชนิดประเภทกีฬาและจำนวนตามระเบียบการแข่งขัน ของแต่ละชนิดกีฬา

(6) นักกีฬาที่เข้าแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ต้องได้รับการคัดเลือกให้เป็น นักกีฬาผู้แทนจังหวัดตาม หมวด 7

หมวด 7

การคัดเลือกนักกีฬาและการสมัครเข้าแข่งขัน

ข้อ 23 การสมัครเข้าแข่งขันคัดเลือกเป็นนักกีฬาจังหวัด ให้ผู้สมัครยื่นใบสมัครส่วนบุคคลต่อสมาคมกีฬาจังหวัดที่ตนสังกัด ตามแบบที่ กกท. กำหนด  

ข้อ 24 การแข่งขันคัดเลือกนักกีฬาในระดับต่าง ๆ ให้ปฏิบัติ ดังนี้

(1) ระดับจังหวัด ให้แต่ละจังหวัดจัดการแข่งขันคัดเลือกนักกีฬาระดับ จังหวัดให้แล้วเสร็จก่อนการแข่งขันคัดเลือกนักกีฬาระดับภาคไม่น้อยกว่าหกสิบวัน

(2) ระดับภาค ให้หัวหน้าภาคจัดการแข่งขันคัดเลือกนักกีฬาระดับภาค ตามข้อ 21 ให้แล้วเสร็จก่อนพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติไม่น้อยกว่าเก้าสิบ วัน  

ข้อ 25 การส่งแบบแจ้งชนิด ประเภท และจำนวนนักกีฬา (Entry Form by Number) ที่ส่งเข้าแข่งขันให้ปฏิบัติ ดังนี้

(1) ระดับภาค ให้แต่ละจังหวัดส่งแบบแจ้งชนิด ประเภท และจำนวน นักกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขันให้หัวหน้าภาคไม่น้อยกว่าหกสิบวันก่อนการแข่งขัน คัดเลือกนักกีฬาระดับภาค

(2) ระดับชาติ ให้จังหวัดส่งแบบแจ้งชนิด ประเภท และจำนวนนักกีฬา ที่จะเข้าแข่งขันให้เจ้าภาพไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันก่อนพิธีเปิดการแข่งขัน  

ข้อ 26 การส่งรายชื่อนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ (Entry Form by Name) ที่ส่งเข้าแข่งขันให้ปฏิบัติ ดังนี้

(1) ระดับภาค ให้แต่ละจังหวัดส่งรายชื่อนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ให้ หัวหน้าภาคไม่น้อยกว่าสามสิบวันก่อนพิธีเปิดการแข่งขันคัดเลือกนักกีฬาระดับภาค  

(2) ระดับชาติ ให้จังหวัดส่งรายชื่อนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ ให้เจ้าภาพ ไม่น้อยกว่าหกสิบวันก่อนพิธีเปิดการแข่งขัน

ข้อ 27 สำหรับนักกีฬาที่ไม่ต้องคัดเลือกนักกีฬาในระดับภาคและเจ้าภาพ ที่ได้สิทธิ์ส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขันได้โดยตรงตามชนิดและประเภทกีฬาที่ กกท. กำหนด และให้ถือปฏิบัติตามข้อ 12 ข้อ 24 ข้อ 25 และข้อ 26 

ข้อ 28 จังหวัดใดส่งรายชื่อนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ไปให้เจ้าภาพและหัวหน้า ภาคไม่ทันภายในเวลาที่กำหนดตามข้อ 25 และข้อ 26 ให้ผู้นั้นหมดสิทธิ เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนั้น  

ข้อ 29 บัญชีรายชื่อนักกีฬาที่จัดส่งเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมหรือสับเปลี่ยนเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยในเรื่องการเขียนหรือพิมพ์ผิดเท่านั้น

หมวด 8

กรรมการผู้ตัดสินและผู้ชี้ขาดกีฬา

ข้อ 30 กรรมการผู้ตัดสินและผู้ชี้ขาดกีฬาแต่ละชนิดกีฬาที่มีการแข่งขันเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของ กกท. กับสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย ร่วมกันกำหนด และโดยความเห็นชอบของ กกท.

หมวด 9

รางวัลการแข่งขัน  

ข้อ 31 ให้เจ้าภาพจัดทำรางวัลในการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ประกอบด้วย เหรียญรางวัล และประกาศนียบัตร ดังนี้

(1) รางวัลที่ 1 เหรียญชุบทองและประกาศนียบัตร

(2) รางวัลที่ 2 เหรียญชุบเงินและประกาศนียบัตร  

(3) รางวัลที่ 3

เหรียญชุบทองแดงและประกาศนียบัตร

ข้อ 32 ให้เจ้าภาพจัดพิธีมอบเหรียญรางวัลนักกีฬาที่ชนะการแข่งขัน อย่างสมเกียรติ

หมวด 10

การประท้วง

ข้อ 33 ให้ประธานกรรมการอำนวยการแข่งขัน แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาการประท้วงสองคณะ คือ

(1) คณะกรรมการพิจารณาการประท้วงคุณสมบัติประกอบด้วย ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนากีฬาเป็นเลิศ กกท. เป็นประธานกรรมการ นายกสมาคมกีฬาจังหวัดเป็นเจ้าภาพ ผู้แทนสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทยชนิด กีฬาที่มีการประท้วง               ผู้แทนกองนิติการ กกท. เป็นกรรมการ ผู้อำนวยการกอง แข่งขันกีฬาเป็นเลิศ กกท. เป็นกรรมการและเลขานุการ และให้หัวหน้างาน แข่งขันและทะเบียนกีฬาในประเทศ กกท. เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

(2) คณะกรรมการพิจารณาการประท้วงเทคนิคกีฬา ประกอบด้วย ผู้แทนสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทยชนิดกีฬาที่มีการประท้วง เป็นประธาน กรรมการ ประธานฝ่ายเทคนิคกีฬา ประธานจัดการแข่งขันกีฬาที่มีการประท้วง ผู้แทน กกท. และผู้จัดการทีมทุกทีมในชนิดกีฬาที่ประท้วงยกเว้นคู่กรณีเป็น กรรมการและเจ้าภาพพิจารณาแต่งตั้งบุคคลใดบุคคลหนึ่งตามที่เห็นสมควรเป็น กรรมการและเลขานุการ

ให้คณะกรรมการพิจารณาการประท้วงตาม (1) และ (2) มีอำนาจ พิจารณาการประท้วง คำวินิจฉัยของคณะกรรมการการพิจารณาการประท้วง ให้เป็นที่สุด  

ข้อ 34 การประท้วงให้ปฏิบัติ ดังนี้

(1) การประท้วงคุณสมบัติของนักกีฬาหัวหน้าคณะนักกีฬาจังหวัดเป็น ผู้ยื่นประท้วงเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมเอกสารหลักฐานต่อประธานกรรมการพิจารณาการประท้วงคุณสมบัติของนักกีฬา และวางเงินประกันการประท้วง เป็นเงิน 5,000 บาท (ห้าพันบาทถ้วน)

(2) การประท้วงเทคนิคกีฬาให้เป็นไปตามที่ระเบียบและกติกาการ แข่งขันชนิดกีฬานั้น ๆ กำหนดไว้ คำประท้วงให้ทำเป็นลายลักษณ์อักษร โดยให้ ผู้จัดการทีมยื่นต่อประธานกรรมการพิจารณาการประท้วงเทคนิคกีฬา และ วางเงินประกันการประท้วง ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้ในระเบียบและกติกา การแข่งขันกีฬาดังกล่าวนั้น  

ข้อ 35 ในกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาการประท้วง เห็นว่าคำประท้วง เป็นผลและได้วินิจฉัยให้เป็นไปตามคำประท้วงแล้ว ให้ผู้ยื่นประท้วงได้รับเงิประกันการประท้วงคืน แต่ถ้าคำประท้วงฟังไม่ขึ้นให้เงินประกันดังกล่าวตกเป็น ทุนสำหรับส่งเสริมการกีฬาของเจ้าภาพ

หมวด 11

บทลงโทษ

ข้อ 36 นักกีฬา หัวหน้าคณะนักกีฬา หรือเจ้าหน้าที่ผู้ใดละเมิดข้อบังคับหรือระเบียบการแข่งขัน หรือกติกาการแข่งขัน หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม คำตัดสินของคณะกรรมการพิจารณาการประท้วงตามข้อ 33 ให้ถือว่านักกีฬา หัวหน้าคณะนักกีฬา หรือเจ้าหน้าที่ผู้นั้นกระทำการขัดต่อเจตนารมณ์ของการ ส่งเสริมกีฬาตามข้อบังคับนี้ โดยให้ประธานกรรมการอำนวยการแข่งขันกีฬา แห่งชาติพิจารณางดเบี้ยเลี้ยง และตัดสิทธิผู้นั้นออกจากการเป็นผู้แทนจังหวัดในการแข่งขันสำหรับปีนั้นและปีต่อไปอีกไม่น้อยกว่าหนึ่งปีแต่ไม่เกินห้าปี

ในกรณีที่ปรากฏว่านักกีฬาผู้ละเมิดข้อบังคับนี้ในส่วนที่ว่าด้วยคุณสมบัติของผู้แข่งขันกีฬาแห่งชาติ              ซึ่งได้รับโทษตามวรรคหนึ่งอยู่ในสังกัด ของผู้จัดการทีมกีฬาหรือผู้ฝึกสอนกีฬาผู้ใด ให้ประธานกรรมการอำนวยการแข่งขันกีฬาแห่งชาติพิจารณางดเบี้ยเลี้ยงและตัดสิทธิ์ผู้นั้นออกจากการเป็น ผู้จัดการทีมกีฬา หรือผู้ฝึกสอนกีฬาในการแข่งขันสำหรับปีนั้นและปีต่อไปอีก ไม่น้อยกว่าหนึ่งปีแต่ไม่เกินห้าปี  

ข้อ 37 นักกีฬา หัวหน้าคณะนักกีฬา หรือเจ้าหน้าที่ผู้ใดประพฤติตน ไม่เหมาะสมต่อหน้าที่และขาดมารยาทอันดีงาม และถูกตัดสินให้ออกจากการ แข่งขัน เช่น ผละออกจากการแข่งขัน ไม่ออกมาทำการแข่งขันตามกำหนด ก่อเหตุวิวาททำร้ายร่างกาย ทำลายสนามหรืออุปกรณ์การแข่งขันหรือใช้ ถ้อยคำหยาบคายต่อผู้แข่งขัน ผู้ตัดสิน เจ้าหน้าที่ หรือนักกีฬา ไม่ว่าภายใน สนามแข่งขัน หรือนอกสนามแข่งขัน ผู้นั้นถูกสั่งลงโทษแล้ว ให้ผู้แทนสมาคม กีฬาดังกล่าวแจ้งโทษต่อประธานกรรมการอำนวยการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ เพื่อพิจารณางดเบี้ยเลี้ยงและตัดสิทธิ์ออกจากการเป็นเจ้าหน้าที่หรือนักกีฬา ในการแข่งขันสำหรับปีนั้นและปีต่อไปอีกไม่น้อยกว่าหนึ่งปีแต่ไม่เกินห้าปี  

ข้อ 38 การแข่งขันที่มีนักกีฬา หัวหน้าคณะนักกีฬาหรือเจ้าหน้าที่ ละเมิดข้อบังคับ หรือระเบียบการแข่งขัน หรือกติกาการแข่งขัน ให้มีผล ดังนี้

(1) การแข่งขันแบบพบกันหมด ผลการแข่งขันของฝ่ายละเมิดที่ได้ แข่งขันไปแล้วให้ถือว่าไม่ได้มีการแข่งขัน ส่วนผลการแข่งขันของคู่แข่งขันให้คง ไว้ตามเดิม

(2) การแข่งขันแบบแพ้คัดออก ผลการแข่งขันก่อนการละเมิด ให้ถือว่าฝ่ายละเมิดเป็นฝ่ายแพ้

(3) การแข่งขันประเภทบุคคล ถ้าบุคคลใดละเมิดให้บุคคลนั้นออก จากการแข่งขัน ถ้าบุคคลผู้ละเมิดการแข่งขันร่วมอยู่ในทีมใด ให้ทีมนั้นออกจาก การแข่งขัน

(4) การแข่งขันประเภททีม ถ้าทีมใดเป็นฝ่ายละเมิดให้ทีมนั้น ออกจากการแข่งขัน

(5) หากผู้แข่งขันหรือทีมที่ละเมิดนั้นได้รับรางวัล หรือได้รับตำแหน่งในการแข่งขันให้ถือว่ารางวัลหรือตำแหน่งนั้นเป็นโมฆะ และให้คืนรางวัล โดยเร็วพร้อมทั้งให้เลื่อนอันดับถัดไปขึ้นมาแทน  

ข้อ 39 เมื่อประธานกรรมการอำนวยการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ได้รับรายงาน ว่ามีนักกีฬา หัวหน้าคณะนักกีฬา หรือเจ้าหน้าที่ กระทรวงการละเมิดต่อ บทบัญญัติของกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบการแข่งขัน กติกาการแข่งขัน หรือเจตนาฝ่าฝืนคำตัดสินของคณะกรรมการพิจารณาการประท้วง ให้ประธาน กรรมการอำนวยการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนอย่าง น้อยสามคนทำหน้าที่สอบสวน เพื่อให้ได้ความจริงและความยุติธรรมโดย ไม่ชักช้า โดยให้เชิญนักกีฬา หัวหน้าคณะกีฬา หรือเจ้าหน้าที่ บุคคลที่เกี่ยวข้อง มาให้ถ้อยคำหรือชี้แจงข้อเท็จจริง ให้ส่งเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อ ตรวจสอบในที่ประชุม ทั้งนี้ การสอบสวนคณะกรรมการสอบสวนต้องแจ้งข้อ กล่าวหา และสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาเท่าที่มีอยู่ และต้องให้ โอกาสนักกีฬา หัวหน้าคณะนักกีฬา หรือเจ้าหน้าที่ซึ่งถูกกล่าวหาชี้แจงและนำพยานหลักฐานสืบแก้ข้อกล่าวหาได้ด้วยและให้รายงานผลการดำเนินการให้ ประธานกรรมการอำนวยการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ เพื่อพิจารณาสั่งการตาม อำนาจหน้าที่ต่อไป

คณะกรรมการสอบสวนต้องแต่งตั้งจากผู้ดำรงตำแหน่ง นิติกร หรือผู้ที่ได้รับปริญญาทางกฎหมาคณะกรรมการสอบสวน  

ข้อ 40 นักกีฬา หัวหน้าคณะนักกีฬา หรือเจ้าหน้าที่ ซึ่งถูกลงโทษมี สิทธิ์อุทธรณ์คำสั่งลงโทษต่อประธานกรรมการอำนวยการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งและให้อุทธรณ์ได้สำหรับตนเองเท่านั้น จะอุทธรณ์แทนผู้อื่นหรือมอบหมายให้ผู้อื่นอุทธรณ์แทนไม่ได้

การอุทธรณ์ต้องทำเป็นหนังสือแสดงข้อเท็จจริงในการอุทธรณ์ให้เห็นว่าได้ถูกลงโทษไม่ถูก เป็นธรรมอย่างไร และต้องลงลายมือชื่อและที่อยู่ของผู้อุทธรณ์

ประธานกรรมการอำนวยการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ อาจวินิจฉัย อุทธรณ์เองหรือแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้พิจารณาให้ก็ได้ คำวินิจฉัยดังกล่าวให้ถือเป็นที่สุด

การอุทธรณ์ดังกล่าวข้างต้นไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับการลงโทษ เว้นแต่ประธานกรรมการอำนวยการแข่งขันกีฬาแห่งชาติมีคำสั่งให้ทุเลาการ บังคับ  

ข้อ 41 เมื่อมีคำสั่งลงโทษตามระเบียบนี้แล้ว ให้ กกท. แจ้งผลการพิจารณา และสั่งลงโทษนักกีฬา และ/หรือผู้เกี่ยวข้องกับการแข่งขันกีฬาให้แก่ผู้ถูสมาคมกีฬาต้นสังกัด หน่วยงาน และองค์กรกีฬาที่เกี่ยวข้องทราบ เพื่อ ผู้เกี่ยวข้องดังกล่าวให้ความร่วมมือห้ามนักกีฬา และ/หรือผู้เกี่ยวข้องที่ถูกลงเข้าร่วมหรือมีส่วนในการแข่งขันจนกว่าจะพ้นโทษ

ในกรณีที่ผู้ถูกลงโทษตามวรรคหนึ่งเป็นผู้ฝึกสอน หรือเจ้าหน้าที่ที่ เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดโดยตรง ให้สมาคมกีฬาต้นสังกัด หน่วยงาน และ องค์กรกีฬาที่เกี่ยวข้องห้ามมิให้ผู้ถูกลงโทษนั้นปฏิบัติหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับ เตรียมนักกีฬา หรือการแข่งขันกีฬาของนักกีฬา ตลอดจนให้งดหรือเลิกการจ้าง ให้ปฏิบัติงาน จนกว่าคณะกรรมการจะมีคำสั่งทุเลาหรือให้พ้นจากการลงโทษ

 

 

ประกาศ ณ วันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2550

                 

                                      ร้อยโท  

                                               (สุวิทย์    ยอดมณี)

                             รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา                      

                               ประธานกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย

 

 

 

 

ประวัติของกีฬา

"กีฬาแห่งชาติ" ได้วิวัฒนาการมาจากกีฬาเขต ซึ่งมีประวัติความเป็นมาตั้งแต่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าให้ตราพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง องค์การส่งเสริมกีฬาแห่งประเทศไทยขึ้น เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2507 โดยการแข่งขันกีฬาเขตได้ริเริ่มขึ้นพร้อม ๆ กับการก่อตั้งองค์การส่งเสริมกีฬาออกไปให้ทั่วราชอาณาจักรด้วยการจัดการแข่งขันระหว่างจังหวัดภายในภาคต่าง ๆ ของประเทศขึ้นพร้อมกัน แต่โดยที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 5 เดือนธันวาคม 2509