SATC

ข้อบังคับการกีฬาแห่งประเทศไทย ว่าด้วยการแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติ พ.ศ. 2552

 

 

ข้อบังคับการกีฬาแห่งประเทศไทย

ว่าด้วยการแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติ

.ศ. 2552

                                           ------------------------------

ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2542 เห็นชอบและอนุมัติให้มีการแข่งขันกีฬาแห่งชาติสองปีต่อครั้ง และมีมติเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2542 อนุมัติในหลักการให้เกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ จะต้องรับเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาคนพิการแห่ประเทศไทยในปีนั้นต่อเนื่องไปด้วย สําหรับกำหนดการจัดการแข่งขันให้พิจารณาตามความเหมาะสม และตามมติคณะรัฐมนตรี  ในการประชุม เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 ได้มีมติเห็นชอบตามคณะกรรมการกลั่นกรอง เรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 4 (ฝ่ายการต่างประเทศ วัฒนธรรมท่องเที่ยวและกีฬา) ครั้งที่ 1/2548 วันที่ 19 มกราคม 2548 ให้การกีฬาแห่งประเทศไทย จัดให้มีการแข่งขันกีฬาแห่งชาติขึ้น ปีละครั้ง เป็นประจําทุกปีนั้น 

เพื่อให้สอดคล้องกับมติดังกล่าว การกีฬาแห่งประเทศไทย ได้กำหนดไว้ในระเบียบว่าด้วยการคัดเลือกเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ข้อ 11(9) ว่า “จังหวัดที่ได้รับการคัดเลือกเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ต้องเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทยในปีนั้น ๆ ด้วย’’ โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 

1.  เพื่อส่งเสริมให้คนพิการทั่วประเทศได้ตื่นตัว ให้ความสนใจ และได้มีโอกาสเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาได้อย่างทั่วถึงและมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

2.  เพื่อส่งเสริมให้คนพิการได้มีการพัฒนาสมรรถภาพทางกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม

3.  เพื่อส่งเสริมให้คนพิการได้รู้จักแสดงออก และแสดงความสามารถทางด้านกีฬา และรู้จักใช้เวลาเวลาว่างให้เป็นประโยชน์ 

4.  เพื่อส่งเสริมให้ทุกจังหวัดเข้าใจวิธีการดำเนินการจัดการแข่งขันกีฬาคนพิการตามธรรมเนียม สากล และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดทั้งให้การสนับสนุนส่งเสริมกีฬาคนพิการมากยิ่งขึ้น 

5.  เพื่อส่งเสริมประสบการณ์ในการแข่งขันให้กับนักกีฬาคนพิการ ในอันที่จะพัฒนาไปสู่การแข่งขัน กีฬาคนพิการในระดับนานาชาติต่อไป 

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 19 (1) แห่งพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2528   คณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย ออกข้อบังคับไว้ ดังนี้ 

ข้อ 1 ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ข้อบังคับการกีฬาแห่งประเทศไทย ว่าด้วยการแข่งขันกีฬาคนพิการ แห่งชาติ พ.ศ. 2552”

ข้อ 2 ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ข้อ 3 ให้ยกเลิก (1) ข้อบังคับการกีฬาแห่งประเทศไทย ว่าด้วยการแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2545 และ (2) ข้อบังคับการกีฬาแห่งประเทศไทย ว่าด้วยการแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย (ฉบับที่2) พ.ศ. 2551 

บรรดาข้อบังคับ ระเบียบ และคำสั่งอื่นใดที่ขัดหรือแย้งกับข้อบังคับนี้ ให้ใช้ข้อบังคับนี้แทน

ข้อ 4 ในข้อบังคับนี้  

“กกท.”  หมายความถึง  การกีฬาแห่งประเทศไทย

            “ผู้ว่าการ” หมายความถึง ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย  

“เจ้าภาพ” หมายความถึง จังหวัดเจ้าภาพที่จัดการแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติ  

“จังหวัด” หมายความถึง จังหวัดต่าง ๆ ที่ส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติ และให้หมายความรวมถึงกรุงเทพมหานคร ด้วย

“คณะกรรมการอำนวยการแข่งขัน” หมายความถึง คณะกรรมการอำนวยการแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติ  

“คณะกรรมการจัดการแข่งขัน” หมายความถึง คณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาพิการแห่งชาติ  

“สมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย” หมายความถึง สมาคมที่ดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับกีฬาหรือส่งเสริมกีฬาโดยตรงในนามของชาติ หรือของประเทศไทย และได้รับอนุญาตจัดตั้งตามมาตรา 53 และมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติ กกท. พ.ศ. 2528

“สมาคมกีฬาจังหวัด” หมายความถึง สมาคมกีฬาที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นในจังหวัดซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเกี่ยวกับกีฬาหรือการส่งเสริมกีฬาโดยตรงในแต่ละจังหวัด และได้รับอนุญาตจัดตั้งตามมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติ กกท. พ.ศ. 2528  

“นักกีฬา” หมายความถึง นักกีฬาคนพิการที่เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติ

ที่มีความพิการ ซึ่งเป็นไปตามประเภทความพิการที่ กกท. และสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทยฯ ร่วมกันกำหนด  

“เจ้าหน้าที่” หมายความถึง ผู้ซึ่งคณะกรรมการอำนวยการแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติ

แต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ในการแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติ    

“หัวหน้าคณะนักกีฬา” หมายความถึง ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากจังหวัดให้ปฏิบัติหน้าที

ดูแลควบคุมและอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ให้แก่คณะนักกีฬา จนการแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติเสร็จสิ้น 

ข้อ 5 ให้ผู้ว่าการ กกท. รักษาการตามข้อบังคับนี้ และให้มีอำนาจตามข้อบังคับนี้  

หมวด  1

บททั่วไป

ข้อ 6 ให้มีการจัดการแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติ ต่อเนื่องจากการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ

ข้อ 7 ให้เจ้าภาพดำเนินการจัดการแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติ ให้เสร็จสิ้นในระยะเวลาไม่น้อยกว่าสี่วัน แต่ไม่เกินเจ็ดวัน โดยรวมพิธีเปิดและปิดด้วย 

ข้อ 8  การกำหนดวันแข่งขันต้องได้รับการอนุมัติจากผู้ว่าการ หากจำเป็นต้องขยายเวลาการแข่งขัน มากกว่าที่กำหนด ต้องได้รับอนุมัติจากผู้ว่าการก่อน 

ข้อ 9 เจ้าภาพต้องจัดการแข่งขันกีฬาทุกชนิด และจัดพิธีเปิด-ปิด ในจังหวัดเดียวกันทั้งหมดเว้นแต่ มีความจำเป็นจะขอจัดการแข่งขันบางชนิดกีฬาในจังหวัดอื่น ๆ ต้องได้รับความเห็นชอบจาก กกท. ก่อน 

ข้อ 10 เจ้าภาพต้องไม่จัดหรืออนุญาตให้จัดกิจกรรมอื่นใดเกี่ยวกับกีฬาทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ หรือระดับนานาชาติ ในช่วงเวลาเดียวกับการแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติในจังหวัดเดียวกัน 

ข้อ 11 หากเจ้าภาพไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ กกท. กำหนด ให้คณะกรรมการ กกท. มีอำนาจยกเลิกการเป็นเจ้าภาพ และพิจารณาลงโทษตามที่เห็นสมควร  

หมวด  2

ชนิดและประเภทกีฬา

ข้อ 12 ชนิดและประเภทกีฬาที่จะจัดให้มีในการแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติ ให้ กกท.และเจ้าภาพร่วมกันกำหนด 

ข้อ 13 ให้ กกท. ประกาศชนิดและประเภทกีฬาที่กำหนดแข่งขันให้จังหวัดทราบก่อนพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติ ไม่น้อยกว่าเก้าเดือน 

หมวด  3

คณะกรรมการ

ข้อ 14 ในการแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติ ให้มีคณะกรรมการสองคณะ ดังนี้  

(1) คณะกรรมการอำนวยการแข่งขัน  

(2) คณะกรรมการจัดการแข่งขัน 

ให้คณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งทั้งสองคณะอยู่ในตำแหน่งจนกว่าการดำเนินกิจการเกี่ยวกับการแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติครั้งนั้น ๆ จะเสร็จสิ้น 

ข้อ 15 คณะกรรมการอำนวยการแข่งขัน ประกอบด้วย ผู้ว่าการเป็นประธานกรรมการ ผู้ว่าราชการจังหวัดเจ้าภาพจัดการแข่งขันเป็นรองประธานกรรมการ รองผู้ว่าการ กกท. ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ นายกสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทยที่มีการแข่งขัน นายกสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทยฯ และผู้ทรงคุณวุฒิอีกไม่เกินสิบคน เป็นกรรมการ และให้ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนากีฬาเป็น กกท. เป็นกรรมการและเลขานุการ

ให้กรรมการในคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย ทุกคน และผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดเป็นกรรมการกิตติมศักดิ์

ข้อ 16 คณะกรรมการอำนวยการแข่งขัน มีอำนาจหน้าที่ ดังนี้  

(1) เสนอแนะและให้คำปรึกษาแก่คณะกรรมการจัดการแข่งขัน

(2) วินิจฉัยปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจากการปฏิบัติตามข้อบังคับนี้

(3) วินิจฉัยปัญหาต่าง ๆ ที่มิได้บัญญัติไว้ในข้อบังคับนี้

(4) ปฏิบัติการอื่นใดเกี่ยวกับการแข่งขัน ตามที่คณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทยมอบหมายคำวินิจฉัย มติ คำสั่งของคณะกรรมการอำนวยการแข่งขันให้เป็นที่สุด

ข้อ 17 คณะกรรมการจัดการแข่งขัน ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดเจ้าภาพเป็นประธานกรรมการ ผู้แทนสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทยที่มีการแข่งขัน (สมาคมละ 1 คน) ผู้แทนสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทยฯ คณะกรรมการกีฬาจังหวัดเจ้าภาพ นายกสมาคมกีฬาจังหวัดอื่น ซึ่งเจ้าภาพเสนอเพื่อแต่งตั้งให้เป็นกรรมการ สำหรับตำแหน่งกรรมการและเลขานุการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเสนอเพื่อแต่งตั้ง ส่วนตำแหน่งกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการต้องมีพนักงาน กกท. ร่วมด้วย

ข้อ 18 คณะกรรมการจัดการแข่งขัน มีอำนาจหน้าที่ ดังนี้

(1) จัดการแข่งขันให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ตามข้อบังคับ

(2) เสนอปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจากการปฏิบัติตามข้อบังคับ เพื่อให้คณะกรรมการอำนวยการแข่งขันวินิจฉัย

(3) รายงานประธานกรรมการอำนวยการแข่งขันในกรณีที่ปรากฏว่า บุคคล คณะบุคคลใดที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับ

(4) ดำเนินการเกี่ยวกับหลักฐาน ได้แก่ ใบสมัคร รายชื่อต่าง ๆ เกี่ยวกับการจัดการแข่งขัน รวมทั้งการสรุปผลและประเมินผลการแข่งขัน

(5) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อดำเนินกิจการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อประโยชน์แห่งการจัดการแข่งขัน

หมวด  4

ระเบียบและกติกาการแข่งขัน

ข้อ 19 การแข่งขันแต่ละชนิดกีฬาให้ใช้ระเบียบและกติกาการแข่งขันตามที่ กกท. และสมาคมกีฬา/ คณะบุคคลที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันกำหนด 

หมวด  5

จำนวนนักกีฬาและเจ้าหน้าที่

ข้อ 20 การกำหนดจำนวนนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ จำนวนทีม ในแต่ละชนิดกีฬาและประเภทกีฬา ให้เป็นไปตามระเบียบและกติกาการแข่งขันของแต่ละชนิดกีฬา

หมวด  6

คุณสมบัติ ของนักกีฬา

ข้อ 21 นักกีฬาที่สมัครเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติ ต้องมีคุณสมบัติอยู่ในหลักเกณฑ์ ดังนี้    

(1)  มีสัญชาติไทย  

(2)  ต้องมีอายุไม่ตํ่ากว่าสิบห้าปีบริบูรณ์ โดยนับจากปีที่เกิดจนถึงปีที่เข้าร่วมการแข่งขัน

(3)  เป็นนักกีฬาที่มีชื่อในทะเบียนนักกีฬาของสมาคมกีฬาจังหวัดนั้น ๆ เพียงจังหวัดเดียวเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหกเดือน ก่อนพิธีเปิดการแข่งขันครั้งนั้น    

(4)  เป็นนักกีฬาที่มีความพิการ ซึ่งเป็นไปตามประเภทความพิการที่ กกท. และสมาคม กีฬาคนพิการแห่งประเทศไทยฯ ร่วมกันกำหนด  

(5)  ไม่เป็นนักกีฬาที่อยู่ในระยะเวลาที่สมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย สมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทยฯ ประธานกรรมการอำนวยการแข่งขัน หรือ กกท. ลงโทษให้พักการแข่งขัน  

(6)  นักกีฬาซึ่งเป็นผู้ที่เคยเข้าแข่งขัน หรือมกีฬาพาราลิมปิกเกมส์ เอเซี่ยนพาราเกมส์ อาเซี่ยนพาราเกมส์  การแข่งขันชิงชนะเลิศของโลก หรือการแข่งขันชิงชนะเลิศแห่งเอเซีย จะเข้าแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติได้เฉพาะชนิด ประเภทกีฬา และจำนวน ตามที่ระเบียบและกติกาการแข่งขันกำหนด    

หมวด  7

การสมัครเข้าแข่งขัน

            ข้อ 22 นักกีฬาคนหนึ่งสามารถส่งชื่อเข้าร่วมการแข่งขันได้ไม่เกินห้าประเภท ในสองชนิดกีฬา

ข้อ 23 จังหวัดต่างๆ ส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันตามแบบใบสมัครที่ กกท. กําหนด โดยได้การรับรองและมีหนังสือนำส่งใบสมัครเข้าแข่งขัน ลงนามโดยผู้บริหารจังหวัดนั้น ๆ

ข้อ 24 ให้จังหวัดส่งแบบแจ้งชนิด ประเภท และจำนวนนักกีฬา (Entry Form by Number) ที่จะแข่งขันให้เจ้าภาพไม่น้อยกว่าสามเดือนก่อนพิธีเปิดการแข่งขัน 

ข้อ 25 ให้จังหวัดส่งรายชื่อนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ (Entry Form by Name) ที่เข้าแข่งขันให้เจ้าภาพไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือนก่อนพิธีเปิดการแข่งขัน 

ข้อ 26 จังหวัดใดส่งรายชื่อนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ ไปให้เจ้าภาพไม่ทันภายในกําหนด ตาม ข้อ 24 และข้อ 25 ให้ผู้นั้นหมดสิทธิ์ เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนั้น 

ข้อ 27  บัญชีรายชื่อนักกีฬาที่จัดส่งให้เจ้าภาพจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติม หรือสับเปลี่ยนตัวบุคคลไม่ได้ เว้นแต่จะเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยในเรื่องการเขียนผิดหรือพิมพ์ผิดเท่านั้น

หมวด  8

กรรมการผู้ตัดสินและผู้ชี้ขาด

            ข้อ 28 กรรมการผู้ตัดสินและผู้ชี้ขาดกีฬาแต่ละชนิดกีฬาที่มีการแข่งขัน ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ กกท. และสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทยที่มีการแข่งขันร่วมกันกำหนด

หมวด  9

รางวัลการแข่งขัน

ข้อ 29 รางวัลการแข่งขัน ประกอบด้วย เหรียญและประกาศนียบัตร ดังต่อไปนี้

(1)  รางวัลที่ 1 เหรียญชุบทองและประกาศนียบัตร 

(2)   รางวัลที่ 2 เหรียญชุบเงินและประกาศนียบัตร 

(3)   รางวัลที่ 3 เหรียญชุบทองแดงและประกาศนียบัตร 

ข้อ 30 ให้เจ้าภาพจัดพิธีมอบรางวัลนักกีฬาที่ชนะการแข่งขันอย่างสมเกียรติ

ข้อ 31 หลักเกณฑ์การมอบรางวัลให้นักกีฬา และการนับจำนวนเหรียญรางวัลให้พิจารณา ดังนี้  

(1)  ประเภททีม

(1.1)  มีทีมเข้าร่วมการแข่งขัน 4 ทีมขึ้นไป ผู้ชนะจะได้รับรางวัลที่ 1 ที่ 2 และที่ 3             และประกาศนียบัตร  

(1.2)  มีทีมเข้าร่วมการแข่งขัน 3 ทีม ผู้ชนะจะได้รับรางวัลที่ 1 ที่ 2 และประกาศนียบัตร  

(1.3)  มีทีมเข้าร่วมการแข่งขัน 2 ทีม ผู้ชนะจะได้รับรางวัลที่1 และประกาศนียบัตร (2) ประเภทบุคคล

(2.1)  จำนวนนักกีฬาเข้าแข่งขัน 4 คน และ 2 จังหวัดขึ้นไป ผู้ชนะจะได้ที่1            ที่ 2 ที่ 3 และประกาศนียบัตร  

(2.2)  จำนวนนักกีฬาเข้าแข่งขัน 3 คน และ 2 จังหวัดขึ้นไป ผู้ชนะจะได้รับรางวัลที่ 1 ที่ 2 และประกาศนียบัตร  

(2.3)  จำนวนนักกีฬาเข้าแข่งขัน 2 คน และ 2 จังหวัด ผู้ชนะจะได้รับรางวัลที่1 และประกาศนียบัตร  

(2.4)   จำนวนนักกีฬาเข้าแข่งขัน 1 คน คณะกรรมการจะจัดให้มีการแข่งขัน     กีฬาที่มีสถิติ และจะให้การรับรองสถิติและประกาศนียบัตร หากมีการทำลายสถิติเดิม 

หมวด  10

การประท้วง

            ข้อ 32 ให้ประธานกรรมการอำนวยการแข่งขันแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาการประท้วง สองคณะ คือ  

(1)  คณะกรรมการพิจารณาการประท้วงคุณสมบัติของนักกีฬา ประกอบด้วย ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนากีฬาเป็นเลิศเป็นประธานกรรมการ ประธานจัดการแข่งขัน ผู้แทนสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทยชนิดกีฬาที่มีการประท้วง ผู้แทนกองนิติการ กกท. เป็นกรรมการ ผู้อำนวยการกองแข่งขันกีฬเป็นเลิศ เป็นกรรมการและเลขานุการ และหัวหน้างานแข่งขันและทะเบียนกีฬาในประเทศเป็นกรรมการและ ผู้ช่วยเลขานุการ      

(2) คณะกรรมการพิจารณาการประท้วงเทคนิคกีฬา ประกอบด้วย กรรมการตามระเบียบและกติกาการแข่งขันชนิดกีฬาที่มีการประท้วงได้กำหนดไว้  ถ้าระเบียบและกติกาดังกล่าวมิได้กำหนดในเรื่องวิธีการประท้วง หรือคณะกรรมการพิจารณาการประท้วงไว้เป็นอย่างอื่น ให้ผู้แทนสมาคมกีฬาประเทศไทยชนิดกีฬาที่มีการประท้วงเป็นประธานกรรมการ ประธานจัดการแข่งขันกีฬาที่มีการประท้วงและ ผู้จัดการทีมไม่น้อยกว่าสองทีม ในชนิดกีฬาที่มีการประท้วง ยกเว้นเจ้าภาพพิจารณาแต่งตั้งบุคคลใดบุคคลหนึ่งตามที่เห็นสมควรเป็นกรรมการและเลขานุการ 

ให้คณะกรรมการพิจารณาการประท้วงตาม (1) และ (2) มีอำนาจพิจารณาการประท้วง คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาการประท้วงให้เป็นที่สุด  

ข้อ 33 การประท้วงให้ปฏิบัติ ดังนี้  

(1)  การประท้วงคุณสมบัติของนักกีฬา หัวหน้าคณะนักกีฬาเป็นผู้ยืนประท้วงเป็นลายลักษณ์อักษรต่อประธานกรรมการพิจารณาการประท้วงคุณสมบัติของนักกีฬาก่อนไม่น้อยกว่ายี่สิบสี่ชั่วโมง พร้อมวางเงินประกันการประท้วงตามระเบียบและกติกาแต่ละชนิดกีฬา ที่ กกท. กําหนด  

(2)  การประท้วงเทคนิคกีฬา ให้เป็นไปตามระเบียบและกติกาการแข่งขันชนิดกีฬานั้น ๆ กําหนดไว้ คําประท้วงที่เป็นลายลักษณ์อักษรให้ยื่นต่อประธานกรรมการพิจารณาประท้วงเทคนิคกีฬา ภายใต้ เงื่อนไขที่กำหนดไว้ในระเบียบและกติกาการแข่งขันกีฬาดังกล่าวนั้น   

ข้อ 34 ในกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาการประท้วงเห็นว่าคําประท้วงเป็นผล และได้วินิจฉัยเป็นไปตามคำประท้วงแล้ว ให้ผู้ยื่นประท้วงได้รับเงินประกันการประท้วงคืนแต่ถ้าคำประท้วงไม่เป็นผล ให้เงินประกันดังกล่าว ตกเป็นทุนสําหรับส่งเสริมการกีฬาของเจ้าภาพ

หมวด  11

บทลงโทษ

            ข้อ 35 เจ้าหน้าที่หรือนักกีฬาผู้ใดละเมิดข้อบังคับข้อ 32 ให้ถือว่าผู้นั้นกระทําการขัดต่อเจตนารมณ์ ของการส่งเสริมกีฬาตามข้อบังคับนี้ ให้ประธานกรรมการอํานวยการแข่งขันพิจารณาตัดสิทธิ์ ผู้นั้นออกจาก การเป็นเจ้าหน้าที่หรือนักกีฬาในการแข่งขันครั้งนั้น 

การกระทําดังกล่าวตามวรรคก่อน ประธานกรรมการอํานวยการแข่งขันอาจตัดสิทธิ์ ในการแข่งขัน ครั้งต่อ ๆ ไปด้วยก็ได้ 

ในกรณีที่นักกีฬาซึ่งเข้าแข่งขันขาดคุณสมบัติตามข้อ 21 อยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ฝึกสอนกีฬาผู้ใด ให้ประธานกรรมการอํานวยการแข่งขันพิจารณาตัดสิทธิ์ ผู้จัดการทีม หรือผู้ฝึกสอนกีฬา ของนักกีฬาผู้นั้น ออกจากการเป็นผู้จัดการทีม หรือผู้ฝึกสอนกีฬา ในการแข่งขันครั้งนั้น แล้วแต่กรณี 

ข้อ 36 ถ้าเจ้าหน้าที่หรือนักกีฬาละเมิดข้อบังคับ หรือระเบียบการแข่งขัน ให้ผลการแข่งขันเป็นไปตามระเบียบและกติกาของชนิดกีฬานั้น ๆ

หากผู้แข่งขันหรือทีมที่ละเมิดนั้นได้รับรางวัลหรือได้รับตําแหน่งในการแข่งขัน ให้ถือว่ารางวัลหรือตําแหน่งนั้นเป็นโมฆะ และให้คืนรางวัลนั้นโดยเร็ว พร้อมทั้งให้เลื่อนลำดับนักกีฬาตำแหน่งถัดไปแทน

ข้อ 37 เจ้าหน้าที่หรือนักกีฬาผู้ใดไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับ ระเบียบและกติกาการแข่งขัน หรือประพฤติตนไม่เหมาะสม ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งภายในหรือนอกสนามแข่งขัน ให้ประธานกรรมการจัดการแข่งขันพิจารณาดำเนินการตามที่เห็นสมควร    

 

 

 

 

ประกาศ  ณ  วันที่          พฤษภาคม พ.ศ. 2552 

 

 

(นายชุมพล  ศิลปอาชา)

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ประธานคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย

                              

ประวัติของกีฬา

การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ก็มีมติให้จังหวัดที่เป็นเจ้าภาพ จัดแข่งขันกีฬาแห่งชาติ เป็นผู้ดำเนินงานจัดการแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ควบคู่ไปด้วยกัน โดยเริ่มทดลองใช้เป็นครั้งแรก ในการแข่งขันครั้งที่ 17 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 - 24 กันยายน พ.ศ. 2538 ที่จังหวัดสุพรรณบุรี