SATC

ระเบียบการกีฬาแห่งประเทศไทย ว่าด้วยการขึ้นทะเบียนนักกีฬาสังกัดสมาคมกีฬาจังหวัด พ.ศ.2550

     

ระเบียบการกีฬาแห่งประเทศไทย

ว่าด้วยการขึ้นทะเบียนนักกีฬาสังกัดสมาคมกีฬาจังหวัด

พ.ศ. 2550

*****************************

                   ตามที่การกีฬาแห่งประเทศไทยได้ออกระเบียบการกีฬาแห่งประเทศไทยว่าด้วยการขึ้นทะเบียนนักกีฬาสังกัดสมาคมกีฬาจังหวัด พ.ศ. 2546  ระเบียบการกีฬาแห่งประเทศไทยว่าด้วยการขึ้นทะเบียนนักกีฬาสังกัดสมาคมกีฬาจังหวัด (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2546  และประกาศการกีฬา -แห่งประเทศไทย เรื่องการขึ้นทะเบียนนักกีฬาสังกัดสมาคมกีฬาจังหวัด พ.ศ. 2546  

                      เพื่อให้การขึ้นทะเบียนนักกีฬาที่จะเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาแห่งชาติและกีฬาเยาวชนแห่งชาติ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย  อาศัยอำนาจตามความในข้อบังคับการกีฬาแห่ง -ประเทศไทย ฉบับที่ 21 ว่าด้วยการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ข้อ 5 ข้อ 19 (3) และ (4) และข้อบังคับ    การกีฬาแห่งประเทศไทยว่าด้วยการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ พ.ศ.2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545ข้อ 5 ข้อ 19 (4) และ (5)  จึงออกระเบียบไว้ดังนี้

                        ข้อ 1  ระเบียบนี้เรียกว่า ”ระเบียบการกีฬาแห่งประเทศไทยว่าด้วยการขึ้นทะเบียนนักกีฬาสังกัดสมาคมกีฬาจังหวัด พ.ศ. 2550”

                        ข้อ  2  ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

                        ข้อ  3  ให้ยกเลิกระเบียบการกีฬาแห่งประเทศไทยว่าด้วยการขึ้นทะเบียนนักกีฬา

สังกัดสมาคมกีฬาจังหวัด พ.ศ. 2546  ระเบียบการกีฬาแห่งประเทศไทยว่าด้วยการขึ้นทะเบียนนักกีฬาสังกัดสมาคมกีฬาจังหวัด (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2546  และประกาศการกีฬาแห่งประเทศไทย เรื่องการขึ้นทะเบียนนักกีฬาสังกัดสมาคมกีฬาจังหวัด พ.ศ. 2546  

                        ข้อ  4  ในระเบียบนี้

          “ กกท.”  หมายความถึง  การกีฬาแห่งประเทศไทย

          “ผู้ว่าการ”  หมายความถึง  ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย

          “นายทะเบียน”  หมายความถึง  ผู้อำนวยการกองทะเบียน กกท.

 

                                   “ผู้ช่วยนายทะเบียน” หมายความถึงผู้อำนวยการศูนย์ กกท. จังหวัด

                                  “นักกีฬา”  หมายความถึง  นักกีฬาที่จะเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ หรือกีฬาเยาวชนแห่งชาติ

                                  “สมาคมกีฬาจังหวัด”  หมายความถึง สมาคมกีฬาจังหวัดที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นในจังหวัดตามกฎหมายว่าด้วย กกท.

                                  “สูติบัตร”  หมายความถึง  ใบเกิดของนักกีฬาที่จะเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาแห่งชาติหรือกีฬาเยาวชนแห่งชาติ  และให้หมายความรวมถึงสำเนาทะเบียนบ้านของนักกีฬาที่นักกีฬาได้ย้ายทะเบียนออกจากสถานพยาบาล โรงพยาบาล  หรือทะเบียนบ้านกลางที่แจ้งเกิดไปเข้าทะเบียนบ้านใหม่เป็นครั้งแรก

                                  “สถานศึกษา”  หมายความถึง  สถานที่ซึ่งนักกีฬากำลังศึกษาจริงตาม หลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการหรือสถานศึกษาของทางราชการอื่นหรือสถานศึกษาเอกชนที่    อยู่ในการควบคุมของทางราชการโดยศึกษาเต็มเวลา   สำหรับในระบบการศึกษานอกโรงเรียนให้ นับเฉพาะระบบการศึกษาหลักสูตรสายสามัญเท่านั้น

                                   “สถานที่ทำงาน”  หมายความถึง  สถานที่ทำงานจริงเพื่อการดำรงชีพเต็มเวลาตามระบบราชการหรือเอกชนโดยมีการจัดจ้างให้ทำงานจริง  และไม่รวมถึงสถานที่ทำงาน ที่ไปช่วยปฏิบัติงานหรือสถานที่ที่ได้รับมอบหมายให้ไปทำงานนอกเหนือจากสถานที่ตั้งของสถานที่ประกอบการ

                                   กรณีที่เป็นข้าราชการ  พนักงานองค์กรของรัฐ  จะต้องถือคำสั่งที่ได้รับแต่งตั้งเป็นสำคัญ  ไม่รวมถึงการขอตัวไปราชการ

                        ข้อ  5  นักกีฬาที่จะเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาแห่งชาติหรือกีฬาเยาวชนแห่งชาติ จะต้องขึ้นทะเบียนนักกีฬาสังกัดสมาคมกีฬาจังหวัดนั้นๆ เพียงจังหวัดเดียวเป็นระยะเวลา ไม่น้อยกว่าหกเดือน ก่อนเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนั้น  

                        ข้อ  6   กรณีที่จังหวัดมีนักกีฬาใหม่ที่มีการพัฒนาดีขึ้น และไม่เคยขึ้นทะเบียนนักกีฬาสังกัดสมาคมกีฬาจังหวัดใดมาก่อน สามารถขึ้นทะเบียนนักกีฬาสังกัดสมาคมกีฬาจังหวัดเพิ่มเติมได้ก่อนการแข่งขันระดับภาคไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือน  แต่จะต้องเป็นการขึ้นทะเบียนตามสูติบัตรเท่านั้น ทั้งนี้  ต้องเป็นไปตามระเบียบ  กกท. ว่าด้วยการสมัครและคัดเลือกนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ   หรือระเบียบ กกท. ว่าด้วยการสมัครและคัดเลือกนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติด้วย

 

 

                        ข้อ  7  นักกีฬาที่ประสงค์จะเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาแห่งชาติหรือกีฬาเยาวชนแห่งชาติให้จังหวัดใด  จะต้องขึ้นทะเบียนนักกีฬาสังกัดสมาคมกีฬาจังหวัดตามสูติบัตรเท่านั้น เว้นแต่นักกีฬานั้นไปศึกษาหรือประกอบอาชีพในจังหวัดอื่น อาจจะขอขึ้นทะเบียนนักกีฬาสังกัดสมาคมกีฬาจังหวัดที่ไปศึกษาหรือประกอบอาชีพอยู่นั้นก็ได้

                        ข้อ  8  นักกีฬาที่ประสงค์จะเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ  หรือกีฬาเยาวชน

แห่งชาติ  จะต้องขึ้นทะเบียนนักกีฬาดังนี้

                                   8.1  การแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ให้นักกีฬาขึ้นทะเบียนตามลำดับดังนี้

                                          8.1.1  ตามสูติบัตร  หรือ

                                          8.1.2  ตามสถานที่ทำงาน  หรือ

                                          8.1.3  ตามสถานศึกษา

                        ถ้านักกีฬามีสถานที่ทำงานเพื่อดำรงชีพเต็มเวลา จะต้องขึ้นทะเบียนนักกีฬาตามสถานที่ทำงาน โดยห้ามมิให้ขึ้นทะเบียนนักกีฬาตามสถานศึกษา

                                  8.2  การแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ให้นักกีฬาขึ้นทะเบียนตามลำดับดังนี้

                                         8.2.1  ตามสูติบัตร  หรือ

                                         8.2.2  ตามสถานศึกษา  หรือ

                                         8.2.3  ตามสถานที่ทำงาน

              ถ้านักกีฬากำลังศึกษาอยู่ในสถานศึกษาใด  จะต้องขึ้นทะเบียนนักกีฬาตามสถานศึกษา โดยห้ามมิให้ขึ้นทะเบียนนักกีฬาตามสถานที่ทำงาน

                     ข้อ  9  นักกีฬาที่ประสงค์จะเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ  หรือกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ให้จังหวัดใดนั้น  นักกีฬาต้องกรอกรายละเอียดตามแบบใบสมัครขึ้นทะเบียนนักกีฬาที่ กกท. กำหนด   ให้ครบถ้วนสมบูรณ์  จำนวน 2 ชุด  พร้อมแนบเอกสารหลักฐานที่กำหนดในใบสมัครให้ครบถ้วน   ยื่นต่อสมาคมกีฬาจังหวัดที่สังกัด ดังนี้

        9.1  การขึ้นทะเบียนนักกีฬาสังกัดสมาคมกีฬาจังหวัดตามสูติบัตร          ใบสมัครขึ้นทะเบียนจะต้องแนบเอกสารหลักฐานดังนี้

                                      9.1.1  สำเนาสูติบัตร

                                      9.1.2  สำเนาทะเบียนบ้านของนักกีฬาที่นักกีฬาได้ย้ายทะเบียนออกจากสถานพยาบาล โรงพยาบาล หรือทะเบียนบ้านกลางที่แจ้งเกิดไปเข้าทะเบียนบ้านใหม่เป็นครั้งแรก

                                      9.1.3  สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน

                                      9.1.4  สำเนาทะเบียนบ้านที่อยู่ปัจจุบัน

 

 

                     9.2  การขึ้นทะเบียนนักกีฬาสังกัดสมาคมกีฬาจังหวัดตามสถานศึกษา   ใบสมัครขึ้นทะเบียนจะต้องแนบเอกสารหลักฐาน ดังนี้

   9.2.1  สำเนาสูติบัตร

   9.2.2  สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน

   9.2.3  สำเนาทะเบียนบ้านที่อยู่ปัจจุบัน

   9.2.4  หนังสือรับรองจากสถานศึกษาฉบับจริง

   9.2.5   สำเนาใบระเบียนการศึกษาในปีปัจจุบันหรือใบลงทะเบียนการเรียน

ในภาคปัจจุบัน

นักกีฬาที่กำลังศึกษาอยู่ในสถานศึกษาตามข้อ  4  จะต้องขึ้นทะเบียนตามสถานศึกษาเท่านั้น  โดยห้ามมิให้ขึ้นทะเบียนตามสถานที่ทำงาน

กรณีนักกีฬาศึกษาอยู่ในสถานศึกษาที่มีวิทยาเขต ให้ขึ้นทะเบียนตามสถานที่ตั้งของวิทยาเขตนั้น                   

ถ้านักกีฬาศึกษาอยู่ในสถานศึกษาหลายแห่ง เช่น ศึกษาภาคปกติในสถาบันแห่งหนึ่งและไปศึกษาภาคค่ำ  หรือภาคพิเศษเพิ่มอีกแห่งหนึ่ง  ให้ยึดถือตามหนังสือที่รับรองจาก สถานศึกษาภาคปกติเท่านั้น

                      9.3  การขึ้นทะเบียนนักกีฬาสังกัดสมาคมกีฬาจังหวัดตามสถานที่ทำงาน ใบสมัครขึ้นทะเบียนจะต้องแนบเอกสารหลักฐานดังนี้

               9.3.1  สำเนาสูติบัตร

               9.3.2  สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน

               9.3.3  สำเนาทะเบียนบ้านที่อยู่ปัจจุบัน

               9.3.4  หนังสือรับรองการทำงานจากสถานประกอบการ

               9.3.5  หนังสือรับรองการทำงานจริงจากนายกสมาคมกีฬาจังหวัด

               9.3.6  หนังสือรับรองการทำงานจริงจากศูนย์ กกท.จังหวัด

                        ข้อ  10   ให้สมาคมกีฬาจังหวัดจัดส่งใบสมัครขอขึ้นทะเบียนนักกีฬาสังกัดสมาคมกีฬาจังหวัด จำนวน 2 ชุด  พร้อมเอกสารที่กำหนดยื่นขอขึ้นทะเบียนนักกีฬาต่อผู้ช่วย  นายทะเบียน ณ ที่ทำการศูนย์ กกท. จังหวัด จำนวน 1 ชุดภายในสิบห้าวันนับแต่วันได้รับใบสมัครและสมาคมกีฬาจังหวัดต้องเก็บรักษาใบสมัครไว้จำนวน  1 ชุด

ข้อ  11  เมื่อ ศูนย์ กกท. จังหวัด  ได้รับใบสมัครพร้อมเอกสารหลักฐาน จะต้อง ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารให้ครบถ้วนสมบูรณ์แล้วจัดส่งรายชื่อนักกีฬาที่ขอขึ้นทะเบียนสังกัดสมาคมกีฬาจังหวัดตามแบบที่ กกท. กำหนดให้กับ กกท. ส่วนกลาง เพื่อออกบัตรประจำตัวนักกีฬา

                        เมื่อดำเนินการตามวรรคหนึ่งแล้ว กกท. จะต้องส่งบัตรประจำตัวนักกีฬาให้กับสมาคมกีฬาจังหวัดต่อไป  โดยบัตรประจำตัวให้มีอายุห้าปี

ข้อ  12  นักกีฬาที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นนักกีฬาสังกัดสมาคมกีฬาจังหวัดหากภายหลังปรากฏว่าบัตรประจำตัวนักกีฬาขาดอายุ สูญหาย หรือชำรุดด้วยเหตุใดๆ ไม่สามารถใช้ตรวจสอบในการเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ และกีฬาเยาวชนแห่งชาติได้ ให้นักกีฬาผู้นั้นแจ้งต่อสมาคมกีฬาจังหวัดที่ตนสังกัดตามแบบที่ กกท. กำหนด และให้สมาคมกีฬาจังหวัดแจ้ง กกท. เพื่อขอมีบัตรประจำตัวนักกีฬาใหม่ภายในสามสิบวันนับจากวันที่ได้รับแจ้งจากนักกีฬาพร้อมค่าใช้จ่ายเป็นเงินหนึ่งร้อยบาท

ข้อ  13   การย้ายสังกัดสมาคมกีฬาจังหวัด   ต้องได้รับความเห็นชอบจากสมาคมกีฬาจังหวัดที่เป็นต้นสังกัดเดิม และต้นสังกัดใหม่ ยกเว้นการย้ายเพื่อขึ้นทะเบียนสังกัดสมาคมกีฬาจังหวัดตามสูติบัตรของนักกีฬาเท่านั้น แต่ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในระเบียบนี้

ข้อ  14  กรณีนักกีฬาย้ายสังกัดจะต้องกรอกรายละเอียดตามแบบที่ กกท. กำหนด

                        ข้อ  15  การยื่นคำขอขึ้นทะเบียนนักกีฬาสังกัดสมาคมกีฬาจังหวัดแห่งใหม่ จะต้องดำเนินการตามข้อ 7 และแนบเอกสารหลักฐานการย้ายสังกัดตัวจริงตามข้อ 13  ที่มีการระบุความเห็นของสมาคมกีฬาจังหวัดต้นสังกัดเดิม

ข้อ 16  การขึ้นทะเบียนนักกีฬาสังกัดสมาคมกีฬาจังหวัดสิ้นสุดลงด้วยเหตุ ดังต่อไปนี้

                                    16.1  ตาย

                         16.2  สมาคมกีฬาจังหวัดที่นักกีฬาสังกัดขอถอนชื่อออก

                   16.3  กกท. ถอนชื่อออก

                   16.4  เมื่อจบการศึกษาจากสถาบัน/สถานศึกษาที่ได้ขอขึ้นทะเบียนไว้แล้ว

                        ข้อ  17  กรณีนักกีฬาเจตนาหรือละเลยไม่ปฏิบัติในการขึ้นทะเบียนสังกัดสมาคมกีฬาจังหวัดตามระเบียบนี้  ให้ถือว่าการขึ้นทะเบียนนั้นสิ้นสุดลงและพิจารณาโทษตามที่ผู้ว่าการเห็นสมควร

                        ข้อ  18  กรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติหรือในการตีความตามระเบียบนี้    ให้เสนอผู้ว่าการเพื่อพิจารณาและวินิจฉัยชี้ขาด และให้ถือว่าการพิจารณาหรือคำวินิจฉัยของผู้ว่าการเป็นที่สุด

ข้อ  19  ให้ผู้ว่าการรักษาการตามระเบียบนี้ และมีอำนาจออกประกาศ  หรือคำสั่งเพื่อปฏิบัติตามระเบียบนี้

                

                       ประกาศ  ณ  วันที่   13   มีนาคม พ.ศ. 2550

 

 

                                                                          

                                                             (นายกนกพันธุ์  จุลเกษม)

                                                        ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย

ประวัติของกีฬา

การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ก็มีมติให้จังหวัดที่เป็นเจ้าภาพ จัดแข่งขันกีฬาแห่งชาติ เป็นผู้ดำเนินงานจัดการแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ควบคู่ไปด้วยกัน โดยเริ่มทดลองใช้เป็นครั้งแรก ในการแข่งขันครั้งที่ 17 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 - 24 กันยายน พ.ศ. 2538 ที่จังหวัดสุพรรณบุรี